CPF เผยผลประกอบการปี 67 พลิกมีกำไร 19,558.13 ล้านบาท โต 476% จากปี 66 หลังต้นทุนสัตว์เลี้ยงลดลง-ราคาสุกรในหลายประเทศฟื้น มองปี 68 เติบโตต่อเนื่อง พร้อมประกาศจ่ายปันผลครั้งที่ 2 อีก 0.55 บาท ขึ้น XD 8 พ.ค. นี้ นายประสิทธิ์ บุญดวงประเสริฐ ประธานคณะผู้บริหาร บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ CPF เปิดเผยว่า ผลการดำเนินงานในปี 67 พลิกมีกำไร 19,558.13 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 476% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่ขาดทุน 5,207.34 ล้านบาท เป็นผลจากต้นทุนการเลี้ยงสัตว์ลดลง จากการบริหารจัดการด้านประสิทธิภาพการเลี้ยงสัตว์และการจัดหาวัตถุดิบที่ดีขึ้น ประกอบกับระดับราคาสุกรในหลายประเทศโดยเฉพาะในเวียดนามปรับดีขึ้นจากระดับที่ต่ำ จากภาวะสุกรล้นตลาดในปีที่ผ่านมา เป็นผลจากมีความสมดุลของปริมาณสุกรในตลาดและความต้องการบริโภคดีขึ้น นอกจากนี้ ภาวะโรคระบาดในสุกรที่เกิดขึ้นในบางประเทศในช่วงปลายปี 67 ส่งผลทำให้ปริมาณสุกรในตลาดลดลงด้วย ขณะเดียวกัน ส่วนได้ในกำไรของบริษัทร่วมและการค้าจำนวน 12,699 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 177% โดยหลักมาจากผลการดำเนินงานของบริษัทร่วมในจีนที่ดำเนินธุรกิจอาหารสัตว์และสุกร บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) หรือ CPALL และบริษัทร่วมในแคนาดา ที่มีผลการดำเนินงานที่ดีขึ้น
“ภาพรวมผลประกอบการในปี 67 ที่ดีขึ้นเกินเป้าหมายนั้น เป็นผลหลักมาจากกิจการต่างประเทศมีการฟื้นตัวของผลการดำเนินงานที่ดีอย่างชัดเจน จากการปรับสมดุลของปริมาณผลิตให้สอดคล้องกับกำลังซื้อ ทำให้อุตสาหกรรมสุกรฟื้นตัวจากภาวะราคาตกต่ำที่เกิดจากสินค้าล้นตลาดในปี 66 โดยเฉพาะในเวียดนามที่ดีขึ้นเกินเป้าหมายจากภาวะราคาสุกรที่สูงขึ้นจากผลกระทบโรคระบาด ASF ที่เกิดขึ้นในช่วงปลายปีที่ผ่านมา ประกอบกับการปรับโครงสร้างการดำเนินธุรกิจ การบริหารจัดการด้านประสิทธิภาพการเลี้ยงสัตว์และการจัดหาวัตถุดิบที่ดีขึ้น การจัดการค่าใช้จ่ายอย่างมีประสิทธิภาพ รวมทั้งต้นทุนทางการเงินที่ลดลงจากปีก่อน เหล่านี้ทำให้บริษัทมีต้นทุนที่มีประสิทธิภาพที่ดีขึ้นจากปีก่อน”นายประสิทธิ์ กล่าว สำหรับสัดส่วนรายได้หลักปี 67 มาจากกิจการต่างประเทศ 63% จากการลงทุนใน 13 ประเทศ สัดส่วนรายได้จากกิจการประเทศไทย 31% และสัดส่วนรายได้จากกิจการส่งออก 6% จากการทำการค้าผลิตภัณฑ์อาหารไปมากกว่า 50 ทั่วโลก ทั้งนี้หากแยกสัดส่วนรายได้ตามประเภทธุรกิจหลัก แบ่งเป็น ธุรกิจอาหารสัตว์ (Feed) คิดเป็นสัดส่วน 23% ธุรกิจเลี้ยงสัตว์ คิดเป็น 55% และธุรกิจอาหาร คิดเป็น 22% ด้านแนวโน้มธุรกิจซีในปี 68 ยังมองว่าจะสามารถรักษาระดับการเติบโตจากปีก่อนได้ต่อเนื่อง จากการที่บริษัทได้ปรับโครงสร้างการดำเนินธุรกิจที่ให้ความสำคัญกับการใช้สินทรัพย์ให้เกิดประโยชน์สูงสุดในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา การบริหารต้นทุนและค่าใช้จ่ายให้มีประสิทธิภาพให้สอดรับกับสถานการณ์เศรษฐกิจ รวมทั้งการพัฒนาสินค้าที่สอดคล้องกับพฤติกรรมและความพึงพอใจของผู้บริโภค นอกจากนี้ บริษัทยังมองหาโอกาสการลงทุนที่จะมาช่วยเพิ่มศักยภาพและสร้างการเติบโตให้กับธุรกิจหลัก ตลอดจนส่งเสริมนวัตกรรมความยั่งยืน (Sustainovation) เพื่อขับเคลื่อนธุรกิจที่สามารถสร้างความสมดุลทางเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมไปพร้อมๆ กัน ดั่งสะท้อนจากการที่บริษัทได้รับประเมินความยั่งยืนองค์กรที่ระดับ Top 1% โดย S&P Global หรือเดิมที่เรารู้จักกันในชื่อ DJSI” อย่างไรก็ตาม บริษัทได้ติดตามและประเมินสถานการณ์ปัจจัยที่อาจส่งผลต่อการดำเนินงานทุกด้านอย่างใกล้ชิด เช่น การดำเนินนโยบายของรัฐบาลประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ 2.0 ว่าจะส่งผลต่อการดำเนินนโยบายการค้าระหว่างประเทศอย่างไร ปัจจัยจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ตลอดจนโรคระบาดสัตว์ที่มีการแพร่กระจายอยู่ในต่างประเทศหลายประเทศ ซึ่งทางบริษัทได้เพิ่มมาตรการดูแลป้องกันผลกระทบอย่างเข้มงวด เพื่อรักษาความมั่นคงทางอาหารในแต่ละประเทศ ทั้งนี้ คณะกรรมการบริษัทได้มีมติให้จ่ายเงินปันผลครั้งที่สองจากผลการดำเนินงานปี 67 ในอัตราหุ้นละ 0.55 บาท ซึ่งเมื่อรวมกับการจ่ายเงินปันผลระหว่างกาลครั้งแรกในอัตราหุ้นละ 0.45 บาท เมื่อวันที่ 13 ก.ย. 67 รวมเป็นการจ่ายเงินปันผลประจำปี 67 ทั้งสิ้นในอัตราหุ้นละ 1.00 บาท ซึ่งจะมีการเสนอต่อที่ประชุมสามัญผู้ถือหุ้น ครั้งที่ 1/68 เพื่อพิจารณาอนุมัติในวันที่ 24 เม.ย. 68 นี้ โดยกำหนดวันไม่ได้รับสิทธิปันผล หรือ XD วันที่ 8 พ.ค. 68 และ กำหนดวันจ่ายปันผล 23 พ.ค. 68
 |