ACAP แจ้งข่าว อัยการมีคําสั่งไม่ฟ้องอดีตผู้บริหารและพวก 2 คดี ทั้งเรื่อง GSC ปล่อยเงินกู้ยืมให้แก่ ACAP ในอัตราดอกเบี้ยต่ำ เหตุไม่พบเรื่องการเอื้อผลประโยชน์ และคดีทุจริตการก่อสร้าง เหตุมีพยานหลักฐานไม่พอ บริษัท เอเชีย แคปปิตอล กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ ACAP เปิดเผยผ่านตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ว่า ตามที่สํานักงานคณะกรรมการกํากับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ ได้มีการร้องทุกข์ กล่าวโทษ ดําเนินคดีกับ นางสาวณิชารดี สุขเจริญไกรศรี ผู้ต้องหาที่ 1 นางสาวสุดาภรณ์ กลิ่นแก้ว ผู้ต้องหาที่ 2. นางสาวสิริณี ฉิมบรรเทิง ผู้ต้องหาที่ 3 นางสาวอุดมพร เอี่ยมจ้อย ผู้ต้องหาที่ 4 นางสาวณิชาภา ทองตัด ผู้ต้องหาที่ 5 นายธัญพิสิษฐ์ ทรัพย์รอด ผู้ต้องหาที่ 6 นางสาวเมตตา โพธิ์กิ่ง ผู้ต้องหาที่ 2 เมื่อวันที่ 9 ธันวาคม 2564 ในข้อหาร่วมกันกระทําความผิดหน้าที่โดยทุจริต แสวงหาประโยชน์ที่มิควรได้โดยชอบด้วย กฎหมายเพื่อตนเองหรือผู้อื่น และทําให้บริษัทเสียหายหรือผู้อื่นได้รับประโยชน์ ทําให้ GSC ได้รับความเสียหาย หรือทําให้ผู้อื่นได้รับประโยชน์ 
โดยร่วมกันตัดสินใจ อนุมัติ หรือสั่งการให้ GSC ปล่อยเงินกู้ยืมให้แก่บริษัท เอเชีย แคปปิตอล กรุ๊ป จํากัด (มหาชน) หรือ ACAP รวม 7 รายการ มูลค่าสะสมรวมสูงสุดอยู่ที่ 180 ล้านบาท (คิดเป็นร้อยละ 73 ของสินทรัพย์รวมของ GSC) ในอัตราดอกเบี้ยต่ํา โดยไม่ได้รับความเห็นชอบจากมติที่ ประชุมผู้ถือหุ้นก่อน และไม่เป็นไปตามนโยบายการลงทุน ทําให้ GSC มีความเสี่ยงในการลงทุนและเสีย ประโยชน์จากดอกเบี้ยที่ควรได้รับ รวมทั้งทําให้ ACAP ได้ประโยชน์จากส่วนต่างดอกเบี้ยของเงินกู้ยืมที่ลดลง อีกทั้งเป็นการไม่ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ของรายการที่เกี่ยวโยงกันฯ โดยเมื่อวันที่ 30 พฤศจิกายน 2565 กองกํากับการ 6 กองบังคับการปราบปรามการกระทําความผิด เกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ ได้มีหนังสือ แจ้งคําสั่งไม่ฟ้อง ตาม หนังสือของพนักงานอัยการฝ่ายคดีเศรษฐกิจและทรัพยากร 2 โดยอัยการพิเศษฝ่ายคดีเศรษฐกิจและทรัพยากร 2 มีคําวินิจฉัย ว่าจากพยานหลักฐานและข้อเท็จจริงฟังได้ว่า การไม่ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์หน้าที่ดังกล่าวของ ผู้ต้องหา ที่ 1 ถึงผู้ต้องหาที่ 4 มิได้ทําให้เกิดความเสียหายแก่ GSC เนื่องจากบริษัทฯ ได้รับการชําระเงินต้นและดอกเบี้ยจาก ACAP ตามอัตราที่เหมาะสมและได้รับชําระภายในระยะเวลาที่กําหนดครบถ้วน เรียบร้อยแล้ว เพราะขณะนั้น GSC ได้ฝากเงินจํานวน ดังกล่าวแบบเผื่อเรียกไว้กับสถาบันการเงินได้รับดอกเบี้ยเพียง ร้อยละ 0.75 เท่านั้น แต่การให้ ACAP กู้ยืมได้รับดอกเบี้ยร้อยละ 2 ซึ่งสูงกว่าอัตราดอกเบี้ยที่สถาบันการเงิน จ่ายให้และสูงกว่าอัตราดอกเบี้ยที่ธนาคารแห่งประเทศไทย ได้ประกาศกําหนดไว้ แม้ผู้กล่าวหา (ก.ล.ต.) จะให้ การทํานองว่าผู้ต้องหาที่ 1 ถึงผู้ต้องหาที่ 4 ได้ร่วมกันสั่งการให้ GSC คิดดอกเบี้ยจากการให้ ACAP กู้ยืมทั้ง 7 ครั้ง ต่อปี ซึ่งต่ำกว่าที่ควร เนื่องจากหากคิดดอกเบี้ยตามเครดิตเรทติ้งของ ACAP จะต้องคิดดอกเบี้ยขั้นต่ำที่ร้อยละ 4-4.5 ต่อปี โดยอ้างอิงจากรายงานความเห็น ของที่ปรึกษาทางการเงินอิสระก็ตาม แต่การกล่าวอ้างข้อเท็จจริงโดยอาศัยอ้างอิงความเห็นของที่ปรึกษา ทางการเงินอิสระเพียงลอยๆ เท่านั้น โดยไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าในขณะนั้นมีสถาบันการเงินใดหรือบริษัทอื่นใด เสนอให้ดอกเบี้ยเงินฝากหรือเสนอขอกู้เงินจาก GSC โดยให้ ดอกเบี้ยสูงกว่าร้อยละ 2 ต่อปี และเมื่อพิจารณาตามสําเนาตั๋วสัญญาใช้เงินที่ปรากฏในสํานวนการสอบสวน แคปปิตอล กรุ๊ป จํากัด (มหาชน) ACAP เคยให้บริษัท โกลบอล เซอร์วิส เซ็นเตอร์ จํากัด (มหาชน) GSC กู้ยืม เงิน ปรากฏว่าบริษัท เอเชีย แคปปิตอล กรุ๊ป จํากัด (มหาชน) ACAP เคยคิดดอกเบี้ย จากบริษัท โกลบอล เซอร์วิส เซ็นเตอร์ จํากัด (มหาชน) GSC ในอัตราร้อยละ 1 ต่อปีเท่านั้น ประกอบกับจากการตรวจสอบรายการ เคลื่อนไหวทางบัญชีก็ไม่ปรากฏว่า ผู้ต้องหาที่ 1,2,3,4 ได้รับ ผลประโยชน์อื่นใดจากการอนุมัติให้ ACAP กู้ยืมเงินทั้ง รายการดังกล่าว GSC ไม่ได้รับความเสียหายแต่ กลับได้รับผลประโยชน์เป็นดอกเบี้ยจากการให้ ACAP กู้ยืมเงินจํานวน 7 รายการดังกล่าว จํานวน 2,826,027.40 บาท ซึ่งกรณีเป็นเรื่องปกติทางการค้า ในการบริหารเงินสภาพคล่องส่วนเกินให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับ บริษัท โกลบอล เซอร์วิส เซ็นเตอร์ จํากัด (มหาชน) GSC และไม่ปรากฏว่าบริษัท เอเชีย แคปปิตอล กรุ๊ป จํากัด (มหาชน) ACAP ผิดนัด ชําระหนี้แต่อย่างใด ทั้งไม่ปรากฏว่าในการกู้เงินดังกล่าว บริษัท เอเชีย แคปปิตอล กรุ๊ป จํากัด (มหาชน) ACAP ได้รับประโยชน์อื่นใดเกินไปกว่าความเป็นปกติธรรมดาทางการค้าของพันธมิตรร่วม ค้าที่เคยพึ่งพาอาศัยกันกู้ยืมเงินซึ่งกันและกัน อันจะเห็นได้จากกรณีที่ก่อนหน้านั้นบริษัท เอเชีย แคปปิตอล กรุ๊ป จํากัด (มหาชน) ACAP เคยให้บริษัท โกลบอล เซอร์วิส เซ็นเตอร์ จํากัด (มหาชน) GSC กู้ยืมเงินจํานวน หลายครั้งโดยคิดดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 1 ต่อปี ดังนั้นพฤติการณ์ ผู้ต้องหาที่ 1,2,3,4 ฟังไม่ได้ว่าเป็นการไม่ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความรับผิดชอบจนเป็นเหตุให้บริษัทได้รับความเสียหายหรือ จึงสั่งไม่ฟ้อง ผู้ต้องหาทั้ง 4 ฐาน ร่วมกันกระทําความผิดหน้าที่โดยทุจริต แสวงหาประโยชน์ที่มิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมายเพื่อตนเองหรือผู้อื่น และทําให้บริษัทเสียหาย หรือทําให้ตนเองหรือผู้อื่นได้ประโยชน์ และร่วมกันปฏิบัติหน้าที่โดยขาดความ รับผิดชอบ ความระมัดระวัง และความซื่อสัตย์สุจริต ทําให้บริษัทเสียหายหรือทําให้ตนเองหรือผู้อื่นได้รับ ประโยชน์ และสั่งไม่ฟ้อง ผู้ต้องหาที่5,6,7 ฐานร่วมกันปฏิบัติหน้าที่โดยขาดความรับผิดชอบ ความ ระมัดระวัง และความซื่อสัตย์สุจริต ทําให้บริษัทเสียหายหรือทําให้ตนเองหรือผู้อื่นได้รับประโยชน์
ข้อ 2 เมื่อวันที่ 11 มีนาคม 65 สํานักงานคณะกรรมการกํากับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ได้มีการร้องทุกข์ กล่าวโทษ ดําเนินคดีกับ นางสาวณิชารดี สุขเจริญไกรศรี (ขณะเกิดเหตุดํารงตําแหน่ง กรรมการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร) และ นางสาวพิมพ์วลัญช์ สุวัตถิกุล (ขณะเกิดเหตุดํารงตําแหน่ง กรรมการและกรรมการบริหาร) กรณีเป็นกรรมการหรือผู้บริหารในบริษัทจดทะเบียน กระทําผิดต่อหน้าที่ แสวงหาประโยชน์ที่มิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมายเพื่อตนเองหรือผู้อื่น จนเป็นเหตุให้ ACAP ได้รับความเสียหายและบันทึกบัญชีไม่ถูกต้องหรือไม่ตรงกับความเป็นจริงโดยได้ กระทําความผิดพร้อมพวกอีก 4 ราย การกระทําของอดีตกรรมการและผู้บริหาร ACAP และพวกรวม 5 ราย เข้าข่ายความผิดตาม พระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์
โดยเมื่อวันที่ 24 ธันวาคม 2567 กองกํากับการ 6 กองบังคับการปราบปรามการกระทําความผิด เกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ ได้มีหนังสือ เรื่อง แจ้งคําสั่งเด็ดขาดไม่ฟ้อง ตามหนังสือของพนักงานอัยการฝ่ายคดีเศรษฐกิจฯ 1 โดยอัยการพิเศษฝ่ายคดีเศรษฐกิจและทรัพยากร 1 มีคําวินิจฉัยโดยสรุปดังนี้ คดีในส่วนของผู้ต้องหาที่ 1 นางสาวณิชารดี และ 2 นางสาวพิมพ์วลัญช์ พิจารณาแล้วเห็นว่า การที่ ACAP ดําเนินการรื้อถอนกําแพงกันดินเก่าและขนย้ายดิน และก่อสร้างกําแพงกั้นดินใหม่เพื่อป้องกันมิให้ดิน โคลนไหลลงไปสร้างความเสียหายให้แก่ชาวบ้านซึ่งอยู่บริเวณใกล้เคียงที่ดินของ ACAP อันเป็นจุดเกิดเหตุใน คดีนี้ โดยมีผู้ต้องหาที่ 1 และที่ 2 เป็นผู้ดําเนินการของ ACAP นั้น เป็นไปตามขั้นตอนและระเบียบบังคับของ ACAP โดยมีการว่าจ้าง ให้ผู้ต้องหาที่ 3 เป็นผู้ก่อสร้าง ซึ่งในการว่าจ้างดังกล่าวก็มีการเปรียบเทียบราคา ก่อสร้าง โดยผู้ต้องหาที่ 3 เป็นผู้กําหนดราคาที่ต่ำกว่า และในการก่อสร้างดังกล่าวยังได้ว่าจ้างให้ผู้ต้องหาที่ 5 เป็นผู้ควบคุมงานก่อสร้างอีกด้วย ซึ่งเป็นพฤติการณ์ปกติของการดําเนินการก่อสร้างในลักษณะดังกล่าว เพียงแต่ผู้ต้องหาที่ 1 และที่ 2 มิได้ใช้ความระมัดระวังในการกํากับดูแลการก่อสร้างอย่างใกล้ชิด จนทําให้ไม่ สามารถทราบได้ว่ามีการก่อสร้างเป็นไปตามที่ตกลงตามสัญญาว่าจ้างหรือไม่ และเมื่อทราบว่ามิได้มีการ ก่อสร้างตามสัญญา ก็ได้ยกเลิกสัญญาและเรียกเงินคืนจากผู้ต้องหาที่ 3 จนครบถ้วน ข้อเท็จจริงและ พยานหลักฐานที่ปรากฏตามทางการสอบสวนและที่ได้จากการสอบสวนเพิ่มเติมยังไม่เพียงพอจะรับฟังได้ว่า ผู้ต้องหาที่ 1 และที่ 2 ซึ่งเป็นผู้รับผิดชอบการดําเนินงานของ ACAP ได้ร่วมกันกระทําผิด หน้าที่โดยทุจริตเพื่อแสวงหาประโยชน์ที่มิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมายเพื่อตนเองหรือผู้อื่น จนเป็น เหตุให้บริษัทได้รับความเสียหายแก่ประโยชน์ในลักษณะที่เป็นทรัพย์สิน คดีมีพยานหลักฐานไม่พอ ฟ้องผู้ต้องหาที่ 1 และที่ 2 ตามข้อกล่าวหา จึงมีคําสั่งไม่ฟ้อง นางสาวณิชารดี หรือ สุกัญญา สุขเจริญไกรศรี ผู้ต้องหาที่ 1 และนางสาว พิมพ์วลัญช์ สุวัตถิกุล ผู้ต้องหาที่ 2 ในข้อหา เป็นบุคคลซึ่งเป็นผู้รับผิดชอบการดําเนินการของบริษัท ร่วมกัน กระทําผิดหน้าที่โดยทุจริตหรือแสวงหาประโยชน์ที่มิควรได้ โดยชอบด้วยกฎหมายเพื่อตนเองหรือผู้อื่นจนเป็น เหตุให้บริษัทได้รับความเสียหาย ตามพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ 
|