สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย ได้รวบรวมมุมมอง ของบริษัทหลักทรัพย์ชั้นนำที่ได้ประเมินทิศทางของ บริษัท ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BBL จากบทวิเคราะห์ที่ออกมาในวันที่ 3 ส.ค.69
ชื่อโบรก | คำแนะนำ | ราคาเป้าหมาย | บล.ดาโอ (ประเทศไทย) | ซื้อ | 225.00 บาท | บล.กรุงศรี | ซื้อ | 225.00 บาท | บล.ฟิลลิป | ซื้อ | 218.00 บาท | บล.ดีบีเอสวิคเคอร์ส | ถือ | 213.00 บาท | บล.พาย | ถือ | 213.00 บาท | บล.เอเซียพลัส | ซื้อ | 212.00 บาท | บล.ทรีนีตี้ | ซื้อเมื่ออ่อนตัว | 206.00 บาท | บล.เมย์แบงก์ (ประเทศไทย) | ถือ | 200.00 บาท | บล.ทิสโก้ | ถือ | 168.00 บาท | บล.ซีจีเอส อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย) | ขาย | 152.00 บาท | บล.บัวหลวง | ซื้อ | - |
สรุปปัจจัยบวก + ทิศทางสินเชื่อเติบโตต่อเนื่องในครึ่งปีหลัง (2H69/2H26): โดยเฉพาะกลุ่มสินเชื่อธุรกิจขนาดใหญ่ (Corporate) และ Term Loan ตามแผนลงทุนภาคเอกชนในกลุ่ม New Economy เช่น AI, Data Center, โรงไฟฟ้า และนโยบาย China Plus One โดยธนาคารยังคงเป้าหมายการเติบโตของสินเชื่อทั้งปีไว้ที่ 2 - 3% (บล.บัวหลวง, บล.ทรีนีตี้, บล.ดาโอ, บล.เอเซียพลัส, บล.ดีบีเอสวิคเคอร์ส, บล.ฟิลลิป, บล.พาย, บล.เมย์แบงก์)
+ ส่วนต่างรายได้ดอกเบี้ยสุทธิ (NIM) ผ่านจุดต่ำสุดไปแล้วใน 2Q69: คาดว่าจะทยอยปรับตัวขึ้นหรือมีเสถียรภาพมากขึ้นในครึ่งปีหลัง (2H69) จากการเริ่มเห็นผลบวกของการ Repricing เงินฝากประจำ (บล.ทรีนีตี้, บล.ดาโอ, บล.เมย์แบงก์)
+ ต้นทุนทางการเงินมีโอกาสปรับลดลง: BBL มีสัดส่วนเงินฝากประจำสูง (ประมาณ 40% ของเงินฝากรวม) และมีโอกาสปรับลดต้นทุนเงินฝากเพิ่มเติม เพื่อชดเชยกับผลกระทบของการลดดอกเบี้ยเงินกู้ในช่วงที่ผ่านมา (บล.ทิสโก้, บล.ดาโอ, บล.ฟิลลิป, บล.พาย, บล.เมย์แบงก์)
+ ต้นทุนความเสี่ยงจากการให้สินเชื่อ (Credit Cost) ใน 2H69 มีแนวโน้มลดลง: เนื่องจากธนาคารมีการตั้งสำรองล่วงหน้า (Front load) ไปแล้วค่อนข้างสูงในช่วง 1H69 (ที่ระดับ 1.33%) ทำให้ค่าใช้จ่ายสำรองหนี้ในช่วงที่เหลือของปีจะลดลง HoH (บล.บัวหลวง, บล.ทรีนีตี้, บล.ดาโอ, บล.เอเซียพลัส, บล.ดีบีเอสวิคเคอร์ส, บล.ฟิลลิป)
+ คุณภาพสินทรัพย์และการบริหารความเสี่ยงอยู่ในระดับที่ควบคุมได้: มีCoverage Ratio สูงสุดในกลุ่มฯ ที่ระดับ 306% - 368% ช่วยเป็นเบาะรองรับความเสี่ยงได้เป็นอย่างดี (บล.บัวหลวง, บล.เอเซียพลัส)
+ พัฒนาการในรายได้ค่าธรรมเนียมธุรกิจบริหารความมั่งคั่ง (Wealth Management): ช่วยสนับสนุนการเติบโตของรายได้ค่าธรรมเนียมสุทธิ จากการขยายฐานลูกค้าเงินฝากประจำและการเปิดตัวกองทุนใหม่ หลังเสร็จสิ้นการควบรวม BBLAM และ BCAP (บล.เอเซียพลัส, บล.พาย, บล.เมย์แบงก์)
+ มูลค่าหุ้น (Valuation) ถูกและ Laggard กลุ่มฯ: ปัจจุบันซื้อขายที่ Trailing / Forward PBV ต่ำเพียง 0.60x - 0.64x ซึ่งต่ำที่สุดในกลุ่มธนาคาร จึงมีโอกาสเกิด Valuation Catch-up (บล.ทรีนีตี้, บล.ดาโอ, บล.เอเซียพลัส, บล.กรุงศรี)
+ อัตราการจ่ายเงินปันผล (Dividend Yield) มีความน่าสนใจและสม่ำเสมอ: คาดการณ์จ่ายเงินปันผลที่ 10 บาท/หุ้น หรือคิดเป็น Dividend Yield ราว 4.9% - 5.2% หนุนโดยฐานเงินกองทุนที่แข็งแกร่ง (CET-1 ที่ 16.9%) (บล.ดาโอ, บล.เอเซียพลัส, บล.กรุงศรี, บล.ดีบีเอสวิคเคอร์ส, บล.พาย, บล.เมย์แบงก์)
+ ได้รับประโยชน์จากวัฏจักรการลงทุนรอบใหม่ (Investment Cycle): และการเติบโตทางเศรษฐกิจในระยะยาวจากการไหลเข้าของเงินทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) โดยเฉพาะในภูมิภาคอาเซียน (บล.กรุงศรี, บล.ดีบีเอสวิคเคอร์ส, บล.พาย)
สรุปปัจจัยลบ - ภาพรวมกำไรสุทธิปี 2569 มีแนวโน้มชะลอตัว YoY: คาดการณ์กำไรสุทธิปี 2569 ปรับตัวลดลงราว 8% - 13% YoY (หรืออยู่ที่ระดับประมาณ 40,953 - 42,000 ล้านบาท) ถูกกดดันจากรายได้ดอกเบี้ยสุทธิที่ลดลงตามวัฏจักรดอกเบี้ย และกำไรจากเครื่องมือทางการเงิน/การลงทุนที่ลดลงจากปีก่อน (บล.ทรีนีตี้, บล.ดาโอ, บล.ดีบีเอสวิคเคอร์ส, บล.ฟิลลิป, บล.พาย, บล.เมย์แบงก์)
- แรงกดดันด้านกฎระเบียบกระทบรายได้ค่าธรรมเนียม: มาตรการการปรับลดค่าธรรมเนียมของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ส่งผลให้รายได้ค่าธรรมเนียมในปี 2569 - 2570 มีแนวโน้มเติบโตได้เพียงระดับต่ำ (Low single-digit) (บล.ทิสโก้, บล.พาย, บล.ซีจีเอส อินเตอร์เนชั่นแนล)
- อัตราส่วนผลตอบแทนต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (ROE) ยังอยู่ในระดับต่ำ: ผู้บริหารคาดว่า ROE ยังไม่สามารถกลับสู่ระดับ Double Digits ได้ในระยะอันใกล้ (คาดการณ์ปี 2569 อยู่ที่ราว 7.0% - 8.1%) เนื่องจากต้องรอปัจจัยหนุนทางเศรษฐกิจมหภาค และธนาคารไม่ได้เน้นการซื้อหุ้นคืนหรืออัดฉีดปันผลพิเศษเพื่อลดฐานทุนเหมือนคู่แข่ง (บล.ทิสโก้, บล.ทรีนีตี้, บล.พาย)
- ตัวเลข NPL มีการเหวี่ยงขึ้นระหว่างไตรมาส: ในช่วง 2Q69 NPL Ratio ปรับตัวเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 3.3% (จาก 3.1% ใน 1Q69) โดยมีปัจจัยกดดันจากกลุ่มหนี้ที่กลับมาเป็น NPL ซ้ำ (Relapsed NPLs) ก่อนที่จะมีแผนปรับโครงสร้างหนี้ใน 4Q69 (บล.ทรีนีตี้, บล.ดาโอ, บล.เอเซียพลัส, บล.ดีบีเอสวิคเคอร์ส, บล.พาย)
- ค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานตามฤดูกาล: ในช่วงครึ่งปีหลัง (2H69) โดยเฉพาะไตรมาสสุดท้าย มักจะมีแรงกดดันจากค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานที่สูงขึ้นตามฤดูกาล (บล.ทรีนีตี้, บล.เมย์แบงก์)
- ปัจจัยความท้าทายทางเศรษฐกิจมหภาคทั้งในและต่างประเทศ: การเติบโตของ GDP ไทยยังอยู่ในระดับต่ำ (คาดการณ์ 1.5 - 2.0%) รวมถึงความไม่แน่นอนจากมาตรการภาษีของสหรัฐฯ, ภาคการผลิตที่ชะลอตัว และปัญหาหนี้ครัวเรือนระดับสูง (บล.ดีบีเอสวิคเคอร์ส, บล.พาย)
ให้ efinAI ช่วยสรุปข่าวและสัญญาณหุ้นก่อนใคร ได้ที่ : https://url.in.th/w-efin-stocknews
|