DELTA คาดรายได้ปีนี้เติบโตมากกว่า 2 หลัก รับความต้องการสินค้า AI และ ผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับดาต้าเซ็นเตอร์หนุน พร้อมติดตามแรงกดดันด้านเงินเฟ้อ-ความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์-ต้นทุนการดำเนินงานที่ปรับตัวสูงขึ้น-ข้อจำกัดด้านห่วงโซ่อุปทาน อาจกดดันผลการดำเนินงานในครึ่งปีหลัง นายวิคเตอร์ เจิ้ง ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เดลต้า อีเลคโทรนิคส์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ DELTA เปิดเผยในงาน "Earnings Call" โดยมีประเด็นที่สำคัญดังนี้ สำหรับแนวโน้มตลาด ทิศทางเศรษฐกิจโลกยังคงได้รับอิทธิพลจากความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลาง และ ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี โดยข้อมูลเดือนกรกฎาคม 2569 ของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) คาดการณ์อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจอยู่ที่ 3.0% ในปี 2569 โดยอัตราเงินเฟ้ออาจปรับตัวสูงขึ้นเป็น 4.7% ก่อนจะชะลอตัวลงมาอยู่ที่ 3.9% ในปี 2570 ทั้งนี้ ความต้องการเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ที่แข็งแกร่งอาจส่งผลดีต่อแนวโน้มเศรษฐกิจ ในขณะที่ความผันผวนของราคาสินค้าโภคภัณฑ์ และ การกลับมาของภาวะเงินเฟ้อยังคงเป็นความเสี่ยงที่สำคัญ ส่วนข้อมูลเดือนกรกฎาคม 2569 ของ IMF จัดให้ประเทศไทยอยู่ในกลุ่ม 4 ประเทศผู้ส่งออกฮาร์ดแวร์ที่เกี่ยวข้องกับ AI รายใหญ่ที่สุดของโลก ร่วมกับไต้หวัน เกาหลีใต้ และ มาเลเซีย ยอดการส่งออกผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ที่แข็งแกร่ง ประกอบกับ มาตรการภาครัฐ ได้ช่วยสนับสนุนยุทธศาสตร์การพัฒนาอุตสาหกรรมไทย ซึ่งส่งผลให้ IMF ปรับเพิ่มตัวเลขคาดการณ์การเติบโตทางเศรษฐกิจของไทยในปี 2569 ขึ้นเป็น 1.9% ทางด้านประเทศไทยได้จัดตั้งคณะกรรมการเซมิคอนดักเตอร์แห่งชาติในเดือนมิถุนายน 2569 เพื่อผลักดันการผลิต “ชิปประมวลผลที่ผลิตในประเทศไทย” ให้สำเร็จภายในปี 2593 พร้อมดึงดูดเม็ดเงินลงทุนมูลค่า 2.5 ล้านล้านบาท ผ่านการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและแรงงานทักษะสูง โครงการริเริ่มดังกล่าวมีจุดมุ่งหมายเพื่อเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับห่วงโซ่อุปทาน และ ยกระดับจุดยืนของไทยในฐานะศูนย์กลางการผลิตชั้นนำของภูมิภาคอาเซียน โดยข้อมูลจากรายงานดัชนีความเชื่อมั่นทางธุรกิจ (BSI) ของธนาคารแห่งประเทศไทย ประจำเดือนพฤษภาคม 2569 ชี้ให้เห็นว่า แนวโน้มธุรกิจของประเทศไทยในระยะ 3 เดือนข้างหน้า (กรกฎาคม –สิงหาคม) ปรับตัวดีขึ้น ซึ่งเป็นผลมาจากความคาดหวังที่เพิ่มสูงขึ้นในด้านการลงทุน การผลิต และ ผลการดำเนินงาน สำหรับแนวโน้มการดำเนินงานในระยะสั้น เดลต้า ประเทศไทย ยังคงมีทิศทางที่เป็นบวก โดยได้รับปัจจัยสนับสนุนจากความต้องการของตลาดที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง รวมถึงปริมาณคำสั่งซื้อล่วงหน้าที่แข็งแกร่งในกลุ่มผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับปัญญาประดิษฐ์และดาต้าเซ็นเตอร์ อย่างไรก็ตาม บริษัทฯ ยังคงเผชิญความท้าทายหลักจากแรงกดดันด้านเงินเฟ้อ ความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ ต้นทุนการดำเนินงานที่ปรับตัวสูงขึ้น รวมถึงข้อจำกัดด้านห่วงโซ่อุปทาน "ในช่วงที่เหลือของปีนี้ยังคงสดใส โดยขับเคลื่อนมาจากรายได้ที่เกี่ยวข้องกับ AI ซึ่งมีคำสั่งซื้อที่ดี รวมถึงผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับดาต้าเซ็นเตอร์ และ ในเชิงของตัวภาพรวมรายได้ บริษัทยังคงโฟกัสกับการขับเคลื่อนการเติบโตที่มากกว่า 2 หลักมาอย่างต่อเนื่อง คิดว่าไม่ได้มีอุปสรรคอะไรในการที่จะขับเคลื่อนเป้าหมายตัวนี้ ถึงแม้ว่าจะไม่ได้เปิดเผยเป้าหมายในเชิงตัวเลขแบบเจาะจง แต่ว่าแนวโน้มค่อนข้างไปได้ดี" อย่างไรก็ตาม ปัจจัยที่จะกดดันกำไรของบริษัทฯ นั้น ในช่วงไตรมาส 2 ที่ผ่านมา แบ่งออกเป็น 2 ประเด็น ส่วนแรกเป็นเรื่องราคาที่ปรับตัวขึ้นในส่วนของวัตถุดิบ ซึ่งเห็นสถานการณ์ที่ค่อนข้างตึงตัวมาตั้งแต่ช่วงต้นปีที่ผ่านมา โดยได้ส่งผ่านไปถึงวัตถุดิบอื่นๆ ซึ่งต่างๆ เหล่านี้เป็นเรื่องของแรงกดดันในห่วงโซ่อุปทานที่ค่อนข้างจะสืบเนื่องจากความต้องการด้าน AI และ คอมพิวเตอร์ที่มีสูงมาก นอกจากนี้ สถานการณ์การขัดแย้งด้านสงครามในตะวันออกกลาง ก็ยังส่งผ่านเรื่องของราคาที่เพิ่มขึ้นในส่วนที่เกี่ยวข้องกับปิโตรเลียมแล้วก็อนุพันธ์ต่าง ๆ ของผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียม ซึ่งที่ผ่านมาบริษัทฯ ได้พยายามเจรจาคุยกับทางซัพพลายเออร์มาอย่างต่อเนื่อง โดยปกติแล้วจะมีรอบการเจรจาประจำปีในช่วงไตรมาส 4 ทุกปี ดังนั้นในเรื่องของแรงกดดันจะยังมีไม่มากในช่วงไตรมาส 3/69 แต่ในช่วงไตรมาส 4/69 คาดว่า จะมีปัจจัยต่างๆ เข้ามากดดันมากขึ้น แล้วจะเห็นภาพชัดเจนขึ้นในระยะถัดไป ส่วนประเด็นที่ 2 ที่กดดันเรื่องของกำไร จะมีเรื่องการตั้งสำรองสินค้าคงคลัง ซึ่งเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้ในสภาวะธุรกิจที่มีการขยายตัวอย่างรวดเร็ว และ บางครั้งลูกค้ามีการดึงสินค้าที่ล่าช้าออกไปบ้าง ก็เกิดการตั้งสำรองเกิดขึ้น อย่างไรก็ตาม ภาพรวมสินค้าคงคลังทั้งในส่วนของวัตถุดิบ และ สินค้าสำเร็จรูป ในไตรมาส 3/69 จะเห็นสัญญาณการคลี่คลาย แต่อาจจะมีผลกระทบต่อเนื่องไปถึงต้นไตรมาส 4/69 บ้าง สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย ได้รวบรวมมุมมองจากบทวิเคราะห์ของบริษัทหลักทรัพย์ชั้นนำที่เผยแพร่ล่าสุด ที่เกี่ยวกับหุ้น บริษัท เดลต้า อีเลคโทรนิคส์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ DELTA จาก efin.finance ดังนี้ ที่มา : บล.บัวหลวง, บล.ยูโอบีเคย์เฮียน, บล.เมย์แบงก์ (ประเทศไทย), บล.เคจีไอ **ปัจจัยบวก** ***ความกังวลเรื่อง Supply เริ่มคลี่คลาย และ กลับมาโฟกัสการเติบโต AI:** ยอดขายของ Delta Taiwan ในเดือนมิถุนายนฟื้นตัวแรง สะท้อนว่าปัญหา Supply เริ่มดีขึ้น ส่งผลให้ผลประกอบการ Q2/69 มีโอกาสออกมาดีกว่าที่ตลาดกังวล โดยเฉพาะกลุ่ม Infrastructure และ Power ที่เติบโตโดดเด่น (บล.บัวหลวง) ***คาดกำไรสุทธิ Q2/69 อยู่ที่ 9.0-9.5 พันล้านบาท:** สูงกว่าประมาณการ Bloomberg ราว 5-10% แม้ยังต่ำกว่าที่ผู้บริหารเคยตั้งเป้าไว้ที่ 15% QoQ แต่รายได้ที่ดีกว่าคาดอาจช่วยสนับสนุนกำไร (บล.บัวหลวง) ***ปัญหาการขาดแคลนวัตถุดิบเป็นเพียงปัญหาระยะสั้น:** DELTA เชื่อว่าจะคลี่คลายลงภายในช่วง Q3/69 เนื่องจากบริษัทกำลังจัดหาวัตถุดิบจากแหล่งโอเพนซอร์สที่ผ่านการรับรอง (บล.เมย์แบงก์ (ประเทศไทย)) ***ยอดคำสั่งซื้อยังคงหนาแน่น:** ยอดจองคำสั่งซื้อล่วงหน้าในระยะ 12 เดือนของ DELTA จากกลุ่ม Hyperscalers และผู้ให้บริการ Cloud Service Providers (CSPs) ยังคงแข็งแกร่ง แม้ตลาดจะมีความกังวลเกี่ยวกับการชะลอตัวของการขยายกำลังการผลิตด้าน AI (บล.เมย์แบงก์ (ประเทศไทย)) ***โรงงานใหม่พร้อมรองรับการเติบโต:** โรงงานแห่งใหม่ทั้ง 3 แห่งที่บางปู (รวมเป็น 7 แห่ง) มีกำหนดจะเริ่มเปิดดำเนินการภายในช่วง 1H/70 ซึ่งจะช่วยรองรับการเติบโตของยอดขายในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า โดยเฉพาะเมื่อบริษัทเตรียมรับคำสั่งซื้อที่โอนย้ายมาจากเดลต้าไต้หวันมากขึ้น (บล.เมย์แบงก์ (ประเทศไทย)) ***โอกาสระยะยาวขับเคลื่อนด้วยชิป ASIC และ TPU:** DELTA เริ่มมองหาและเตรียมความพร้อมสำหรับผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ที่จะรองรับการเปลี่ยนผ่านของอุตสาหกรรมไปสู่ระบบ AI-inference โดย DelTW จะเริ่มทยอยเปิดตัวโซลูชันระบบจ่ายไฟแบบ LVDC และ HVDC ภายในสิ้นปี 2569 ซึ่งจะเป็นปัจจัยหนุนต่อผลประกอบการในปี 2570 และปีต่อๆ ไป (บล.เมย์แบงก์ (ประเทศไทย)) ***อุปสงค์ AI server ยังแข็งแกร่ง:** คาดว่าวัฏจักรการลงทุนใน AI จะยังขยายตัวต่อไปอีกหนึ่งถึงสองปี โดย CSPs ห้าเจ้าใหญ่ของสหรัฐตั้งงบลงทุน (CAPEX) เพิ่มขึ้น 83% YoY ในปี 2569 และ 22% ในปี 2570 (บล.เคจีไอ) **ปัจจัยลบ** ***โมเมนตัมกำไร Q2/69 มีแนวโน้มอ่อนตัวกว่าที่ตลาดคาดการณ์:** เนื่องจากปัญหาการขาดแคลนวัตถุดิบ อาจส่งผลให้การส่งมอบคำสั่งซื้อบางส่วนล่าช้าและเลื่อนไปรับรู้รายได้ในช่วง 2H/69 (บล.ยูโอบีเคย์เฮียน) ***ต้นทุนวัตถุดิบที่ปรับตัวสูงขึ้น:** แม้ส่วนใหญ่บริษัทจะสามารถผลักภาระต้นทุนไปยังลูกค้าได้ แต่ก็อาจต้องใช้เวลา และ DELTA อาจได้รับผลกระทบเล็กน้อยใน Q2/69 (บล.เมย์แบงก์ (ประเทศไทย)) ***ปัญหาขาดแคลนวัตถุดิบจำกัดการเติบโตของยอดขาย QoQ:** คาดว่ายอดขายใน Q2/69 จะโตได้จำกัดอยู่ที่ 2.1 พันล้านดอลลาร์ฯ (+55% YoY, +6% QoQ) (บล.เคจีไอ) ***อัตรากำไรขั้นต้นใน Q2/69 คาดว่าจะลดลง QoQ:** คาดอยู่ที่ 30.5% (+5.5ppts YoY, -1.2ppts QoQ) สะท้อนถึงการบริหารจัดการวัตถุดิบ (บล.เคจีไอ) ***ราคาหุ้นแพงเมื่อเทียบกับคู่แข่งในตลาดโลก:** ราคาปิดล่าสุดคิดเป็น PER ที่ 100X ซึ่งน่าจะสะท้อนแนวโน้มบวกข้างหน้าไปมากแล้ว ในขณะที่หุ้นระดับโลกอย่าง NVDIA, Broadcom, Taiwan semiconductor manufacturing Co. มี PER อยู่ที่ 30-40X (บล.เคจีไอ) ต้องการ คำแนะนำ / ราคาเป้าหมาย หรือ ข้อมูลอื่นๆ ของหุ้น DELTA เพิ่มเติม เข้าไปที่ https://url.in.th/w-efin-stocknews |