กกร.คาดเศรษฐกิจไทยปี 67 โต 2.8-3.3% หวั่นโตต่ำกว่า 3% ซึ่งเป็นระดับศักยภาพเป็นปีที่ 6 ติดต่อกัน เหตุเศรษฐกิจโลกชะลอตัว จี้รัฐเร่งปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ พร้อมตรึงค่าไฟ 3.99 บาท/หน่วย นายสนั่น อังอุบลกุล ประธานกรรมการหอการค้าไทย ในฐานะประธานคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) เปิดเผยว่า เศรษฐกิจไทยปี 67 มีแนวโน้มขยายตัวได้ที่ 2.8-3.3% มีความเสี่ยงที่เศรษฐกิจไทยจะโตได้น้อยกว่า 3% ซึ่งเป็นระดับศักยภาพเป็นปีที่ 6 ติดต่อกัน เนื่องจากความเสี่ยงจากเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัวลง และความเปราะบางในประเทศ เช่น ปัญหาหนี้ครัวเรือน และหนี้ของภาคธุรกิจ "เศรษฐกิจไทยปี 67 มีแนวโน้มขยายตัวได้ที่ 2.8-3.3% มีความเสี่ยงที่เศรษฐกิจไทยจะโตได้น้อยกว่า 3% ซึ่งเป็นระดับศักยภาพเป็นปีที่ 6 ติดต่อกัน โดยเผชิญทั้งเศรษฐกิจโลกชะลอตัว และ ปัจจัยความเปราะบางในประเทศ เช่น หนี้ครัวเรือน หนี้ของภาคธุรกิจ โดยเฉพาะ SMEs รวมถึงผลกระทบต่อการเข้าถึงสินเชื่อในระบบจากการเริ่มใช้มาตรการการปล่อยสินเชื่ออย่างมีความรับผิดชอบของธปท. ที่เน้นเรื่องวินัยการไม่สร้างหนี้เกินกำลัง รวมถึงการกลับมาจัดชั้นคุณภาพหนี้ตามปกติหลังยุค COVID-19"นายสนั่น กล่าว สำหรับการส่งออกของไทยในปี 67 คาดว่าจะขยายตัวได้ 2-3% และเงินเฟ้ออยู่ที่ 1.7-2.2% สำหรับปัจจัยบวกในปีหน้า คือ การฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยว ที่คาดว่าจะมีจำนวนนักท่องเที่ยว 33 ล้านคน หรือ เพิ่มขึ้นอีก 5 ล้านคนจากปี 66 ทั้งนี้ หากนโยบายเติมเงินใน digital wallet ดำเนินการได้เต็มวงเงิน 5 แสนล้านบาท ประเมินว่าจะช่วยเพิ่มการเติบโตของจีดีพีได้อีกอย่างน้อย 1-1.5% ทั้งนี้ ปี 67 มีหลายปัจจัยแปรผันที่กระทบต่อเศรษฐกิจ ประเทศไทยจำเป็นต้องให้ความสำคัญกับการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจเพื่อสร้างความสามารถในการแข่งขันเน้นไปที่การเร่งเจรจา FTA ดึงดูดการลงทุนในยุค Decoupling การดูแลต้นทุนราคาพลังงานควบคู่ไปกับการสร้างเสถียรภาพให้เกิดความสมดุล และการเตรียมความพร้อมด้านกำลังคน รวมถึงดึงดูดแรงงานต่างด้าวที่มีทักษะสูง ขณะเดียวกัน ไทยจะต้องเร่งแก้ปัญหาความเปราะบางในประเทศ โดยเฉพาะหนี้ครัวเรือนที่พบว่าหนี้เสีย (NPL) ในระบบธนาคารพาณิชย์ยังเพิ่มขึ้นต่อเนื่องจาก 2.68% ณ Q1/66 เป็น 2.79% ณ Q3/66 จากทุก product และ สินเชื่อรถยนต์ที่อยู่ใน stage 2 สูงราว 15% นอกจากนี้ หนี้นอกระบบเป็นปัญหาต่อเนื่องมาจากการมี informal economy ขนาดใหญ่ ทั้งนี้ จากข้อมูลการลงทะเบียนแก้ไขปัญหาหนี้นอกระบบ ณ วันที่ 5 ธ.ค. 66 มีประชาชนมาลงทะเบียนจำนวน 62,030 ราย รวมมูลหนี้ 2,793.29 ล้านบาท เป็นการเริ่มต้นที่ดีเพราะจะได้เห็นข้อมูลพื้นฐานของหนี้นอกระบบ สร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชนในการบังคับใช้กฎหมายโดยภาครัฐ และ ให้การดูแลประชาชนกลุ่มเปราะบาง นายสนั่น กล่าวว่า ส่วนภาพรวมเศรษฐกิจไทยปีนี้ คาดว่าเติบโตได้น้อยกว่าที่คาด โดย 9 เดือนแรกเติบโตได้เพียง 1.9% ซึ่งการส่งออกยังชะลอตัวตามทิศทางประเทศเศรษฐกิจหลัก โดยเฉพาะจีน การผลิตสินค้าอุตสาหกรรมที่หดตัวอย่างต่อเนื่อง และ ชะลอการผลิตเพื่อเติมสินค้าคงคลัง โดย กกร.ยังคงประมาณการเศรษฐกิจปี 66 เติบโตที่ 2.5-3% ขณะที่ส่งออกปีนี้ คาดว่าจะติดลบ 1-2% ส่วนเงินเฟ้อคาดว่าจะอยู่ที่ 1.3-1.7% จากเดิมคาด 1.7-2.2% นอกจากนี้ รายได้จากนักท่องเที่ยวต่างชาติต่ำกว่าที่คาดการณ์ไว้ โดยจะมีจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติ 28 ล้านคน ลดลงจากเดิมที่คาดว่าจะอยู่ที่ 30 ล้านคน การใช้จ่ายต่อหัวก็ลดลงเหลือเพียง 4.30 หมื่นบาท ต่ำกว่าที่ประมาณการไว้ที่ 4.55 หมื่นบาท นายเกรียงไกร เธียรนุกูล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า จากการที่รัฐบาลจะปรับขึ้นค่าไฟเป็น 4.68 บาท/หน่วย จากเดิม 3.99 บาท/หน่วย หรือ ปรับขึ้นมา 17% ส่งผลกระทบต่อ 10 อุตสาหกรรม จาก 46 อุตสาหกรรม โดย 10 อุตสาหกรรมดังกล่าวใช้พลังงานเป็นหลัก คิดเป็นต้นทุน 30-50% ของต้นทุนบริษัท และ หากรัฐบาลยังคงยืนยันค่าไฟที่ 4.68 บาท/หน่วย จะส่งผลให้ราคาสินค้าปรับเพิ่มขึ้น 5-10% "อยากให้รัฐบาลยืนพื้นราคาเดิม 3.99 บาท/หน่วย ออกไปอีก 4 เดือน จากเดิมที่จะบังคับใช้ ม.ค.-เม.ย. 67 และ รีบจัดตั้ง กรอ.พลังงาน เพื่อแก้ปัญหาพลังงานอย่างยั่งยืน สิ่งที่รัฐบาลเสนอออกมา เช่น ยืดหนี้ออกไป ไม่ได้เป็นการแก้ไขปัญหาที่ต้นตอ แต่เป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุมากกว่า"นายเกรียงไกร กล่าว อย่างไรก็ตาม หากไม่สามารถตรึงราคาไว้ที่ 3.99 บาท/หน่วยได้ ก็ขอให้อยู่ระหว่าง 2.70-3.30 บาท/หน่วย เพื่อทำให้ประเทศไทยสามารถแข่งขันกับประเทศอื่นๆ ได้ โดยค่าไฟประเทศเวียดนาม อยู่ที่ 2.70 บาท/หน่วย และ ประเทศอินโดนีเซีย อยู่ที่ 3.30 บาท/หน่วย "ไม่ได้บอกว่าต้องถูกที่สุด เอาแค่ว่าสามารถแข่งขันได้ และ ทำให้นักลงทุนเกิดความเชื่อมั่นที่จะเข้ามาลงทุน เพราะราคาพลังงาน ค่าไฟ คือ ต้นทุนที่ต้องบริหารจัดการ ถ้าเรายังไม่มีความชัดเจนจะกระทบต่อการลงทุนได้"นายเกรียงไกร กล่าว นายผยง ศรีวณิช ประธานสมาคมธนาคารไทย เปิดเผยว่า สำหรับการแก้หนี้นอกระบบทางสมาคมธนาคารไทย มีการหารือกับธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท. ) มาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งรัฐบาลได้สนับสนุน และ มีการบังคับใช้กฎหมาย โดยถือว่า เป็นการเริ่มต้นที่ดี เนื่องจากจะได้เห็นข้อมูลพื้นฐานของหนี้นอกระบบ ซึ่งกลไกถัดไปในการแก้ปัญหาหนี้นอกระบบต้องผลักดันให้ลูกหนี้เข้าถึงสินเชื่อในระบบมากขึ้น รวมถึงการปรับโครงสร้างของระบบเศรษฐกิจเพื่อเพิ่มความสามารถในการชำระหนี้ด้วยการสร้างรายได้อย่างยั่งยืน |