สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย ได้รวบรวมมุมมอง ของบริษัทหลักทรัพย์ชั้นนำที่ได้ประเมินทิศทางของ บริษัท ช.การช่าง จำกัด (มหาชน) หรือ CK จากบทวิเคราะห์ที่ออกมาในวันที่ 6 ส.ค. 69 ชื่อโบรก | คำแนะนำ | ราคาเป้าหมาย (บาท) | บล.หยวนต้า (ประเทศไทย) | ซื้อ | 25.90 | บล.ทิสโก้ | ซื้อ | 25.50 | บล.เคจีไอ | ซื้อ | 23.00 | บล.พาย | ซื้อ | 23.00 | บล.ยูโอบีเคย์เฮียน | ซื้อ | 22.00 | บล.ฟิลลิป | ซื้อ | 21.60 |
ปัจจัยบวก +
+ กำไรสุทธิ 2Q26F มีแนวโน้มฟื้นตัวเติบโตโดดเด่น QoQ : คาดการณ์กำไรสุทธิ 2Q26 (หรือ 2Q69F) อยู่ที่ประมาณ 641 – 704 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 95% – 113.9% QoQ หนุนจากส่วนแบ่งกำไรของบริษัทร่วมและการรับรู้เงินปันผล (บล.ทิสโก้, บล.หยวนต้า (ประเทศไทย), บล.เคจีไอ, บล.พาย, บล.ฟิลลิป) + การรับรู้เงินปันผลรับจาก TTW : มีรายได้เงินปันผลรับจาก TTW เข้ามาหนุน EBIT และกำไรใน 2Q26 จำนวนประมาณ 232 ล้านบาท (บล.ทิสโก้, บล.เคจีไอ, บล.พาย, บล.ฟิลลิป) + ส่วนแบ่งกำไรจากบริษัทร่วมฟื้นตัวตามฤดูกาล : ได้รับแรงหนุนจากส่วนแบ่งกำไรของ BEM ที่แข็งแกร่งตามปัจจัยฤดูกาล และทิศทางกำไรปีนี้จะเร่งตัวสูงขึ้นต่อเนื่องไปจนถึง 3Q26/3Q69 ซึ่งเป็นช่วง High Season สูงสุดของ CKP (บล.ทิสโก้, บล.หยวนต้า (ประเทศไทย), บล.เคจีไอ, บล.พาย, บล.ฟิลลิป) + รายได้ธุรกิจก่อสร้างทรงตัวในระดับสูงและรับรู้ต่อเนื่อง : คาดรายได้ธุรกิจก่อสร้างใน 2Q26 อยู่ที่ 1.2 – 1.3 หมื่นล้านบาท (เติบโต 3.0% – 16.8% YoY) จากการเร่งตัวของงานหลัก เช่น รถไฟฟ้าสายสีส้ม, โครงการหลวงพระบาง, รถไฟทางคู่เด่นชัย และรถไฟฟ้าสายสีม่วงใต้ (บล.ทิสโก้, บล.หยวนต้า (ประเทศไทย), บล.เคจีไอ, บล.พาย, บล.ฟิลลิป) + Backlog แข็งแกร่งรองรับรายได้ระยะยาว : มี Backlog ปัจจุบันแน่นอยู่ที่ประมาณ 1.44 – 1.45 แสนล้านบาท (คิดเป็น 3.2 เท่าของรายได้ปี 2026F) ซึ่งเพียงพอที่จะบรรลุเป้ารายได้ประมาณการปี 2026 โดยไม่จำเป็นต้องได้งานใหม่เพิ่มเติมทันที (บล.ทิสโก้, บล.เคจีไอ, บล.พาย) + ภาระดอกเบี้ยจ่ายและ Net Gearing ลดลง : ค่าใช้จ่ายดอกเบี้ยลดลงต่อเนื่อง (ลดลงประมาณ 7.4% QoQ ถึง 26% - 32% YoY) จากการนำเงินชำระคืนหนี้และ Net Gearing ที่ลดลงเหลือ 1.0x จาก 1.32x (บล.ทิสโก้, บล.เคจีไอ, บล.พาย, บล.ฟิลลิป) + อัตรากำไรขั้นต้น (GPM) ยังอยู่ในกรอบเป้าหมาย : GPM ธุรกิจก่อสร้างทรงตัวได้ดีในระดับ 7.4% – 7.5% อยู่ในกรอบเป้าหมายบริษัทที่ 7.0% – 8.0% ช่วยผ่อนคลายความกังวลเรื่องต้นทุน (บล.ทิสโก้, บล.หยวนต้า (ประเทศไทย), บล.เคจีไอ, บล.พาย, บล.ฟิลลิป) + โอกาสเติบโตจากงานประมูลภาครัฐในอนาคต : มีปัจจัยหนุนระยะสั้นและระยะยาวจากการทยอยเปิดประมูลงานภาครัฐ/PPP รวมมูลค่ากว่า 2.61 แสนล้านบาท เช่น Double Deck Expressway, HSR Phase 2, มอเตอร์เวย์ M5/M9, ขยายสนามบิน และสายสีม่วงใต้ (บล.ทิสโก้, บล.หยวนต้า (ประเทศไทย), บล.เคจีไอ, บล.พาย) ปัจจัยลบ - - กำไรสุทธิ 2Q26F ลดลง YoY จากฐานที่สูง: คาดกำไรสุทธิ 2Q26 อ่อนตัวลงประมาณ 18.4% – 26% YoY เนื่องจากปีก่อนมีฐานที่สูงและมีรายการพิเศษ (บล.ทิสโก้, บล.หยวนต้า (ประเทศไทย), บล.เคจีไอ, บล.พาย, บล.ฟิลลิป) - ผลกระทบจากขาดทุนอัตราแลกเปลี่ยนของ CKP : ส่วนแบ่งกำไรจากเงินลงทุนลดลง YoY (คาดลดลง 27.9% – 45% YoY) สาเหตุหลักจาก CKP และโครงการหลวงพระบางเผชิญผลกระทบขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยน เทียบกับปีก่อนที่มีกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยน (บล.ทิสโก้, บล.เคจีไอ, บล.พาย, บล.ฟิลลิป) - ไม่มีส่วนแบ่งกำไรจากบริษัท หลวงพระบาง พาวเวอร์ เหมือนปีก่อน : ใน 2Q25 เคยรับรู้ส่วนแบ่งกำไรจากหลวงพระบาง พาวเวอร์ กว่า 119 ล้านบาท ทำให้เทียบ YoY แล้วส่วนแบ่งกำไรลดลงแรง (บล.พาย) - งานประมูลใหม่ยังคงชะลอตัวในช่วงครึ่งปีแรก : การเปิดประมูลโครงการขนาดใหญ่ของภาครัฐในช่วง 1H26 ยังไม่มีความคืบหน้ามากนัก ทำให้ Backlog ณ สิ้น 2Q26 ปรับลดลงเหลือ 1.45 แสนล้านบาท จาก 2.10 แสนล้านบาท ณ สิ้นปี 2568 (บล.เคจีไอ, บล.พาย) - ความเสี่ยงด้านต้นทุนและสถานการณ์ต่างประเทศ : อัตรากำไรขั้นต้น YoY ลดลงเล็กน้อยจากแรงกดดันด้านต้นทุนที่เพิ่มขึ้นตามราคาน้ำมันและความตึงเครียดในตะวันออกกลาง (บล.เคจีไอ, บล.พาย) - ความเสี่ยงจากการพึ่งพากำไรบริษัทร่วมและความล่าช้าของโครงการ : ผลประกอบการประมาณ 40% พึ่งพากำไรจาก BEM และ CKP (ความผันผวนของจำนวนผู้โดยสาร MRT และปริมาณน้ำ) รวมถึงความเสี่ยงจากความล่าช้าในการอนุมัติโครงการใหม่, การปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ และอัตราดอกเบี้ย (บล.ทิสโก้, บล.เคจีไอ) ให้ efinAI ช่วยสรุปข่าวและสัญญาณหุ้นก่อนใคร ได้ที่ : https://url.in.th/w-efin-stocknews |