สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย ได้รวบรวมมุมมอง ของบริษัทหลักทรัพย์ชั้นนำที่ได้ประเมินทิศทางของ บริษัท ทิสโก้ไฟแนนเชียลกรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ TISCO จากบทวิเคราะห์ที่ออกมาในวันที่ 15 ก.ค. 2569 ชื่อโบรก | คำแนะนำ | ราคาเป้าหมาย | บล.ดีบีเอสวิคเคอร์ส | ซื้อ | 138.00 บาท | บล.ฟิลลิป | ทยอยซื้อ | 131.00 บาท | บล.เอเซียพลัส | Trading | 125.00 บาท | บล.เคจีไอ | ถือ | 123.00 บาท | บล.พาย | ถือ | 121.00 บาท | บล.ยูโอบีเคย์เฮียน | ถือ | 120.00 บาท | บล.เมย์แบงก์ (ประเทศไทย) | ถือ | 120.00 บาท | บล.บัวหลวง | ขาย | 115.00 บาท | บล.ทรีนีตี้ | ถือ | 115.00 บาท | บล.ซีจีเอส อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย) | ขาย | 110.00 บาท |
สรุปปัจจัยบวก +
+ กำไรสุทธิไตรมาส 2/2569 ออกมาแข็งแกร่งอยู่ที่ประมาณ 1.76 - 1.80 พันล้านบาท เติบโตราว 7% YoY และ 2% QoQ ซึ่งเป็นไปตามที่ตลาดคาดหรือดีกว่าคาด (บล.บัวหลวง, บล.ทรีนีตี้, บล.เอเซียพลัส, บล.ดีบีเอสวิคเคอร์ส, บล.ซีจีเอส อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย), บล.ยูโอบีเคย์เฮียน, บล.เคจีไอ, บล.ฟิลลิป, บล.เมย์แบงก์ (ประเทศไทย), บล.พาย) + ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยสุทธิ (NIM) และ Loan spread ปรับตัวดีขึ้น ขยายตัวมาอยู่ที่ระดับ 5.03% - 5.04% หรือเพิ่มขึ้นประมาณ 5-15 bps QoQ จากอานิสงส์ของต้นทุนทางการเงิน (Cost of funds) ที่ลดลงเหลือ 1.58% - 1.6% จากการทยอยปรับลดดอกเบี้ยเงินฝากประจำ (บล.บัวหลวง, บล.กรุงศรี, บล.ทรีนีตี้, บล.เอเซียพลัส, บล.ดีบีเอสวิคเคอร์ส, บล.เคจีไอ, บล.ฟิลลิป, บล.เมย์แบงก์ (ประเทศไทย), บล.พาย) + ค่าใช้จ่ายในการตั้งสำรองหนี้สูญ (Credit cost) ลดลงค่อนข้างมากมาอยู่ที่ระดับ 93 - 97 bps (ลดลงจากไตรมาสก่อนที่ 1.3%) สะท้อนการบริหารจัดการและควบคุมคุณภาพสินทรัพย์ที่ดีขึ้น (บล.บัวหลวง, บล.ทรีนีตี้, บล.เอเซียพลัส, บล.ดีบีเอสวิคเคอร์ส, บล.เคจีไอ, บล.ฟิลลิป, บล.เมย์แบงก์ (ประเทศไทย)) + คุณภาพสินทรัพย์ยังคงแข็งแกร่งและอยู่ในระดับที่ควบคุมได้ โดยอัตราส่วนหนี้เสีย (NPL ratio) ทรงตัวอยู่ในระดับต่ำที่ 2.1% - 2.12% ขณะที่มีอัตราส่วนเงินสำรองต่อสินเชื่อด้อยคุณภาพ (Coverage ratio) สูงถึง 190% ซึ่งสูงกว่ากรอบบริหารจัดการที่ 150% - 160% ทำให้อาจปรับลดการตั้งสำรองลงได้ในครึ่งปีหลังเพื่อชดเชยรายได้ดอกเบี้ยที่ทรงตัว (บล.บัวหลวง, บล.ทรีนีตี้, บล.เอเซียพลัส, บล.ดีบีเอสวิคเคอร์ส, บล.เคจีไอ, บล.ฟิลลิป, บล.เมย์แบงก์ (ประเทศไทย), บล.พาย) + รายได้ค่าธรรมเนียมสุทธิเติบโตได้อย่างโดดเด่นราว 12% - 16% YoY หนุนโดยธุรกิจนายหน้าประกันภัย (Bancassurance) ที่เติบโตล้อไปกับสินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์ใหม่ โดยเฉพาะรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ที่มีเบี้ยประกันสูงกว่า รวมถึงการฟื้นตัวของธุรกิจตลาดทุน (Wealth Management, บลจ. และค่านายหน้าซื้อขายหลักทรัพย์) (บล.บัวหลวง, บล.ทรีนีตี้, บล.เอเซียพลัส, บล.ดีบีเอสวิคเคอร์ส, บล.ฟิลลิป, บล.เมย์แบงก์ (ประเทศไทย), บล.พาย) + สินเชื่อรวมเริ่มส่งสัญญาณฟื้นตัวกลับมาเติบโตได้เล็กน้อยในกรอบ 0.3% - 0.4% QoQ และ 0.1% YTD หนุนโดยสินเชื่อรายย่อยกลุ่มเช่าซื้อ (HP) และสินเชื่อ SME ที่เติบโตเด่นถึง 7.3% QoQ (บล.ดีบีเอสวิคเคอร์ส, บล.ฟิลลิป) + คาดการณ์ผลตอบแทนจากเงินปันผล (Dividend yield) ยังคงอยู่ในระดับสูงและจูงใจ โดยคาดว่าจะจ่ายเงินปันผลระหว่างกาลสำหรับงวดครึ่งปีแรก (1H26) ที่ 2.00 บาท/หุ้น และทั้งปีที่ประมาณ 7.75 - 8.00 บาท/หุ้น คิดเป็นอัตราผลตอบแทนต่อปีสูงราว 6.0% - 6.4% (บล.กรุงศรี, บล.เอเซียพลัส, บล.ดีบีเอสวิคเคอร์ส, บล.ฟิลลิป, บล.เมย์แบงก์ (ประเทศไทย), บล.พาย) + ผลประกอบการงวดครึ่งปีแรก (1H26) มีกำไรสุทธิสะสมอยู่ที่ 3.5 พันล้านบาท เติบโต 6% - 6.4% YoY ซึ่งคิดเป็น 50% - 51% ของประมาณการกำไรทั้งปี ทำให้ความเสี่ยงในการปรับลดประมาณการลง (Downside) มีค่อนข้างจำกัด (บล.เคจีไอ, บล.ฟิลลิป, บล.เอเซียพลัส, บล.พาย) + แนวโน้มกำไรช่วงครึ่งปีหลังคาดว่าจะทรงตัวหรือเติบโตต่อ โดย NIM มีโอกาสทำจุดสูงสุดในช่วงไตรมาส 3-4 ปี 2569 จากเงินฝากดอกเบี้ยคงที่ทยอยครบกำหนดและถูกปรับลดดอกเบี้ยลงตามตลาด (บล.เมย์แบงก์ (ประเทศไทย), บล.เอเซียพลัส, บล.พาย) สรุปปัจจัยลบ - - อัตราส่วนค่าใช้จ่ายต่อรายได้ (Cost to income ratio) ในไตรมาส 2/2569 เพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 46.1% (เพิ่มขึ้น 40bps YoY) ซึ่งสูงกว่าที่นักวิเคราะห์เคยคาดการณ์ไว้ (บล.บัวหลวง, บล.เมย์แบงก์ (ประเทศไทย)) - ราคาหุ้นปัจจุบันปรับตัวขึ้นมาค่อนข้างมากแล้ว (+13% YTD) ทำให้ Valuation ซื้อขายอยู่ในระดับที่แพงและตึงตัวมากที่สุดในกลุ่มธนาคาร โดยซื้อขายที่ P/BV Forward สูงถึง 2.2 - 2.3 เท่า (คิดเป็น +2.5 SD ของค่าเฉลี่ย 10 ปี) ส่งผลให้ส่วนต่างราคา (Upside) จากราคาเป้าหมายเหลือค่อนข้างจำกัดมาก แม้จะรวมผลตอบแทนจากเงินปันผลแล้วก็ตาม (บล.บัวหลวง, บล.กรุงศรี, บล.ทรีนีตี้, บล.เอเซียพลัส, บล.ซีจีเอส อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย), บล.เคจีไอ, บล.เมย์แบงก์ (ประเทศไทย), บล.พาย) - รายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยปรับตัวลดลงค่อนข้างแรงราว 8% - 9% QoQ เนื่องจากในไตรมาสก่อนหน้า (1Q69) มีรายการพิเศษที่เกิดครั้งเดียว (One-time) จากการชำระหนี้ล่วงหน้า (Pre-payment Fee) ของลูกหนี้ธุรกิจขนาดใหญ่ ประกอบกับรายได้ค่าธรรมเนียมการธนาคารลดลง 8% QoQ และค่านายหน้าหลักทรัพย์ลดลง 17% QoQ ในไตรมาสนี้ (บล.ทรีนีตี้, บล.เคจีไอ) - ธนาคารยังคงดำเนินกลยุทธ์การปล่อยสินเชื่ออย่างระมัดระวังและเข้มงวด ส่งผลให้โมเมนตัมการเติบโตของสินเชื่อรวมชะลอตัวลง โดยสินเชื่อรวมค่อนข้างทรงตัวและหดตัว -0.2% เมื่อเทียบ YoY (บล.ซีจีเอส อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย), บล.เคจีไอ, บล.ดีบีเอสวิคเคอร์ส) - สินเชื่อบางกลุ่มหดตัวลงอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะสินเชื่อกลุ่มลูกค้าองค์กรขนาดใหญ่ (Corporate) หดตัว 1.8% QoQ และสินเชื่อจดจำนองที่ลดลงแรงถึง 4% QoQ และ 14% YoY จากนโยบายการควบคุมความเสี่ยง (บล.ดีบีเอสวิคเคอร์ส, บล.เคจีไอ, บล.ฟิลลิป) - ธนาคารเลือกชะลอการปล่อยสินเชื่อใหม่ในกลุ่มที่ให้ผลตอบแทนสูง (High Yield) เช่น สินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์มือสอง และสินเชื่อจำนำทะเบียนรถ เนื่องจากภาวะเศรษฐกิจมหภาคผันผวนและหนี้ครัวเรือนอยู่ในระดับสูง ซึ่งอาจกดดันขีดความสามารถในการชำระหนี้ของลูกค้าและเป็นความเสี่ยงทำให้ NPL กลับมาเพิ่มขึ้นในอนาคต (บล.ทรีนีตี้, บล.เคจีไอ, บล.เมย์แบงก์ (ประเทศไทย), บล.พาย ให้ efinAI ช่วยสรุปข่าวและสัญญาณหุ้นก่อนใคร ได้ที่ : https://url.in.th/w-efin-stocknews |