แผนลดขาดดุลการคลังสหรัฐฯ ของเบสเซนต์ส่อเค้าล้มเหลว สภาคองเกรสยังไม่พร้อมลดรายจ่าย
กระแสจับตาการคลังสหรัฐฯ ทวีความเข้มข้น หลังคลังสหรัฐฯ เตรียมเปิดเผยแผนลดการขาดดุลการคลังในอีกไม่กี่วันข้างหน้า แต่สัญญาณทางการเมืองในสภาคองเกรสยังไม่เอื้อต่อการลดรายจ่ายสุทธิอย่างมีนัยสำคัญ ส่งผลให้แผนของ สก็อตต์ เบสเซนต์ รมว.คลังสหรัฐฯ มีโอกาสเผชิญอุปสรรคหนัก และอาจไม่ช่วยคลี่คลายภาระการคลังของสหรัฐฯ ที่กำลังเป็นโจทย์ใหญ่ต่อทั้งตลาดพันธบัตรและสินทรัพย์เสี่ยงทั่วโลก
การเมืองสหรัฐฯ ยังเป็นตัวแปรหลักของตลาดพันธบัตร
แม้แนวคิดลดขาดดุลจะถูกหยิบยกขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง แต่ความจริงในทางปฏิบัติคือ สภาคองเกรสที่อยู่ภายใต้การควบคุมของพรรครีพับลิกันยังไม่แสดงท่าทีว่าจะลดการใช้จ่ายได้จริงในปีนี้ กระแสคัดค้านจากสมาชิกพรรคในเขตเลือกตั้งสำคัญทำให้ข้อเสนอประหยัดงบจำนวนมากต้องถูกเก็บเข้าลิ้นชัก สะท้อนว่าการตัดรายจ่ายเป็นเรื่องยากในเชิงการเมือง แม้จะเป็นสิ่งที่จำเป็นต่อเสถียรภาพทางการคลัง
ด้านนายธอม ทิลลิส ส.ว.จากนอร์ทแคโรไลนา ยังสะท้อนมุมมองว่า ประเด็นนี้ “ถูกต้อง” ในเชิงนโยบาย แต่สู้กันด้วยเสียงเลือกตั้งได้ยาก ซึ่งยิ่งตอกย้ำว่าการเมืองกำลังผูกขาดทิศทางของตลาดตราสารหนี้ โดยเฉพาะเมื่อสำนักงานงบประมาณรัฐสภาสหรัฐฯ หรือ CBO ประเมินว่าในปีงบประมาณนี้ หนี้การคลังจะขาดดุลทะลุ 2.1 ล้านล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้นราว 2 แสนล้านดอลลาร์ จากปีก่อน
Bond Yield สหรัฐฯ ระยะยาวยังมีแนวโน้มถูกกดดัน
การออกพันธบัตรรัฐบาลใหม่เพื่อรองรับการขาดดุลในระดับสูง จะเป็นแรงกดดันต่ออัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ระยะยาวต่อไปอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ขณะที่ตลาดเริ่มประเมินว่าความเสี่ยงด้านการคลังอาจทำให้เงินทุนเคลื่อนเข้าสินทรัพย์ปลอดภัยมากขึ้นในระยะสั้น และอาจกระตุ้นภาวะ Risk-off ในตลาดการเงินโลกได้เป็นระยะ
สำหรับนักลงทุน นี่หมายความว่า Bond Yield ที่อยู่ในระดับสูงอาจกดดันการประเมินมูลค่าสินทรัพย์เสี่ยง โดยเฉพาะหุ้นที่มีความอ่อนไหวต่อดอกเบี้ยและกระแสเงินทุนระหว่างประเทศ รวมถึงการลงทุนในตลาดเกิดใหม่ที่มักได้รับผลกระทบเมื่อเม็ดเงินไหลเข้าสู่สินทรัพย์ปลอดภัย
ผลกระทบต่อไทย: โอกาสและแรงกดดันเดินสวนทางกัน
ในมุมของไทย ภาวะการคลังสหรัฐฯ ที่ตึงตัวและอัตราผลตอบแทนพันธบัตรที่ยังสูง อาจกดดันบรรยากาศลงทุนในตลาดหุ้นไทยผ่านการปรับลดมูลค่าหุ้นในเชิงเปรียบเทียบ แต่ในอีกด้านหนึ่ง ความต้องการบริโภคและลงทุนของสหรัฐฯ ที่ยังได้แรงหนุนจากงบขาดดุล อาจช่วยพยุงคำสั่งซื้อสินค้าจากเอเชีย รวมถึงไทย โดยเฉพาะกลุ่มส่งออกที่พึ่งพาดีมานด์จากสหรัฐฯ
หุ้นกลุ่มที่อิงการส่งออก เช่น อาหารแปรรูป และ อิเล็กทรอนิกส์บางรายการ อาจยังประคองตัวได้จากอานิสงส์คำสั่งซื้อที่ฟื้นตัวต่อเนื่อง ขณะที่หุ้นกลุ่มสถาบันการเงินและธุรกิจที่พึ่งพากิจกรรมเศรษฐกิจในประเทศอาจเผชิญแรงกดดันมากกว่าในช่วงที่ตลาดโลกยังไม่มั่นใจทิศทางอัตราดอกเบี้ยและพันธบัตร
นอกจากนี้ การบริหารค่าเงินบาทของธนาคารแห่งประเทศไทยยังเป็นอีกปัจจัยสำคัญที่ช่วยประคองเสถียรภาพทางการเงินของไทย ทำให้ไทยยังคงอยู่ในเรดาร์ของนักลงทุนต่างชาติในฐานะตลาดที่มีความน่าสนใจเมื่อเทียบกับบางประเทศในภูมิภาค
กลยุทธ์การลงทุน: เพิ่มสภาพคล่อง ลดความเสี่ยงจากพันธบัตรอายุยาว
เมื่อภาพรวมตลาดพันธบัตรถูกครอบงำด้วยปัจจัยการเมืองและการคลัง นักลงทุนจึงควรพิจารณาปรับพอร์ตให้ยืดหยุ่นมากขึ้นในระยะกลาง โดยลดสัดส่วนการถือครองพันธบัตรอายุยาวที่อ่อนไหวต่อการเปลี่ยนแปลงของ Bond Yield และหันมาเพิ่มสภาพคล่องระยะสั้นมากขึ้น
สินทรัพย์ที่อาจช่วยรับมือความผันผวนได้ ได้แก่
- ทองคำ ซึ่งยังมีบทบาทเป็นสินทรัพย์ป้องกันความเสี่ยงจากนโยบายการคลังที่ไม่แน่นอน
- กองทุนระยะสั้นถึงกลาง เพื่อรอความชัดเจนของทิศทางการคลังสหรัฐฯ
- ตราสารหนี้ที่สร้างกระแสเงินสดจริง หรือ Real Yield สำหรับผู้ที่ต้องการความสมดุลระหว่างผลตอบแทนและความเสี่ยง
ภาพใหญ่ของข่าวนี้สะท้อนชัดว่า หากแผนลดขาดดุลของสหรัฐฯ ยังไม่สามารถเดินหน้าได้จริง ปัญหาหนี้และการขาดดุลจะยังคงเป็นแรงกดดันต่อตลาดโลกต่อไป นักลงทุนจึงควรติดตามทั้งท่าทีของสภาคองเกรส การออกพันธบัตรใหม่ และแนวโน้มเงินทุนเคลื่อนย้ายอย่างใกล้ชิด เพราะทั้งหมดล้วนเชื่อมโยงกับต้นทุนการเงินและการประเมินมูลค่าสินทรัพย์ในพอร์ตโดยตรง