มาตรการสินเชื่อบ้าน “คนละหลัง PLUS” วงเงิน 5 หมื่นลบ.หนุนกำลังซื้อบ้านราคาประหยัด โบรกฯ มองผลบวกต่ออสังหาฯ ยังจำกัด แต่ช่วยเพิ่มโอกาสระบายสต็อกบ้านพร้อมโอน โดย LPN-SENA-PSH มีโครงการระดับราคาจับต้องได้ ขณะที่ บล.ดาโอ แนะซื้อ SIRI เป้า 1.60 บาท,SPALI เป้า 18.50 บาท ชูพื้นฐานแข็งแกร่ง ปันผลจูงใจ สืบเนื่องจาก คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบโครงการสินเชื่อบ้าน “คนละหลัง PLUS” เมื่อวันที่ 14 ตุลาคม 2569 เพื่อสนับสนุนให้ผู้มีรายได้น้อยและปานกลางเข้าถึงการมีที่อยู่อาศัยเป็นของตนเอง โดยมี ธอส. เป็นผู้ดำเนินโครงการ สาระสำคัญของโครงการ ได้แก่ วงเงินรวม 50,000 ล้านบาท วงเงินกู้สูงสุด ไม่เกิน 3 ล้านบาทต่อรายต่อหลักประกัน ระยะเวลากู้ สูงสุดไม่เกิน 40 ปี อัตราดอกเบี้ยกรณีผ่อนปรนเกณฑ์รายได้และค่าครองชีพ 2.80% ต่อปี ในช่วง 2 ปีแรก อัตราดอกเบี้ยกรณีเกณฑ์รายได้ปกติ 2.60% ต่อปี ในช่วง 2 ปีแรก ระยะเวลาเปิดรับคำขอ ตั้งแต่วันที่ 15 ตุลาคม 2569 ถึงวันที่ 30 ธันวาคม 2573 หรือจนกว่าวงเงินโครงการจะเต็ม หลังพ้นช่วง 2 ปีแรก อัตราดอกเบี้ยจะเป็นไปตามประกาศของ ธอส. โดยอัตราในปีที่ 3-5 และปีถัดไปจะอ้างอิงตามอัตราดอกเบี้ย MRR ตามเงื่อนไขที่ธนาคารกำหนด บล.กรุงศรี มอง “เป็นบวกเล็กน้อย” กระตุ้นเศรษฐกิจ 1.25 แสนลบ. บล.กรุงศรี ประเมินว่า โครงการดังกล่าวส่งผลบวกเล็กน้อยต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจ (Slightly Positive) โดยคาดว่าจะสร้างเม็ดเงินหมุนเวียนผ่านการกระตุ้นธุรกิจอสังหาริมทรัพย์และอุตสาหกรรมต่อเนื่องประมาณ 125,000 ล้านบาท หรือคิดเป็น 0.67% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) สำหรับกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ มองเป็น Slightly Positive เช่นกัน เนื่องจากอัตราดอกเบี้ย 2.60-2.80% ต่อปีในช่วง 2 ปีแรก ถือว่าแข่งขันได้กับสินเชื่อบ้านในตลาด แม้ไม่ใช่อัตราดอกเบี้ยต่ำที่สุด แต่จุดเด่นอยู่ที่การผ่อนปรนเกณฑ์รายได้ ซึ่งช่วยเพิ่มโอกาสให้ผู้มีรายได้น้อยถึงปานกลางเข้าถึงสินเชื่อ ลดข้อจำกัดในการอนุมัติสินเชื่อ และสนับสนุนการระบายสต็อกบ้านพร้อมโอนในระดับราคาไม่เกิน 3 ล้านบาท ผลบวกต่อหุ้นอสังหาริมทรัพย์ที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ คาดว่าจะกระจุกตัวอยู่ในบริษัทที่เน้นลูกค้าระดับล่างเป็นหลัก โดยเฉพาะ PSH และ LPN . 
|
. บล.ดาโอ มองบวกจำกัด คง Underweight กลุ่มอสังหาฯ บล.ดาโอ (ประเทศไทย) ประเมินภาพรวมกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ในระดับเป็นกลาง โดยคาดว่าผลบวกจากโครงการจะมีไม่มาก เนื่องจากเงื่อนไขมุ่งกระตุ้นอุปสงค์ที่อยู่อาศัยราคาไม่เกิน 3 ล้านบาท ซึ่งส่วนใหญ่เป็นตลาดล่าง หุ้นที่คาดว่าจะได้รับประโยชน์มากที่สุด ได้แก่ LPN และ PSH เนื่องจากมีสัดส่วนผลิตภัณฑ์ในระดับราคาต่ำกว่า 3 ล้านบาทมากกว่าบริษัทอื่นในกลุ่ม ขณะที่ผู้ประกอบการรายอื่นมีสัดส่วนโครงการในระดับราคาดังกล่าวไม่มากนัก ทั้งนี้ ยังคงให้น้ำหนักการลงทุนกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ที่ Underweight เนื่องจากผลการดำเนินงานโดยรวมยังฟื้นตัวช้า แม้มาตรการภาครัฐจะช่วยสนับสนุนกำลังซื้อและการระบายสต็อกที่อยู่อาศัยได้บางส่วน สำหรับหุ้นเด่น เลือก SIRI แนะนำ “ซื้อ” ราคาเป้าหมาย 1.60 บาท และ SPALI แนะนำ “ซื้อ” ราคาเป้าหมาย 18.50 บาท เนื่องจากผลการดำเนินงานยังแข็งแกร่งกว่ากลุ่ม ขณะที่มูลค่าหุ้นยังน่าสนใจจากอัตราส่วนราคาต่อกำไร (PER) ในระดับต่ำ และอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผล (Dividend Yield) อยู่ในระดับสูง โดย SIRI มี PER ปี 2026F อยู่ที่ 6.0 เท่า และ Dividend Yield 8.4% ส่วน SPALI มี PER ปี 2026F อยู่ที่ 7.2 เท่า และ Dividend Yield 8.0% ส่วน LPN แม้คาดว่าจะได้รับประโยชน์จากมาตรการดังกล่าว แต่ยังคงแนะนำ “ขาย” ราคาเป้าหมาย 1.30 บาท ขณะที่ PSH อ้างอิงราคาเป้าหมายเฉลี่ยจาก IAA Consensus ที่ 3.49 บาท โดยยังคงมุมมองระมัดระวัง เนื่องจากแนวโน้มผลการดำเนินงานหลักของทั้งสองบริษัทยังอ่อนแอต่อเนื่อง บล.เอเซีย พลัส ชู LPN-SENA-PSH รับอานิสงส์ ‘บ้านคนละหลัง PLUS’ บล.เอเซีย พลัส มองมาตรการสินเชื่อที่อยู่อาศัย “บ้านคนละหลัง PLUS” วงเงิน 5 หมื่นล้านบาท เป็นปัจจัยบวกต่อหุ้นกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ที่เน้นตลาดระดับราคาจับต้องได้ ช่วยกระตุ้นกำลังซื้อบ้านและเพิ่มโอกาสระบายสต็อกที่อยู่อาศัย โดยชู LPN, SENA และ PSH รับประโยชน์จากการมีโครงการบ้านและคอนโดมิเนียมในระดับราคาที่เข้าถึงได้ . 
|
. |