สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย ได้รวบรวมมุมมอง ของบริษัทหลักทรัพย์ชั้นนำที่ได้ประเมินทิศทางของ ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BBL จากบทวิเคราะห์ที่ออกมาในวันที่ 21 ต.ค. 69 ชื่อโบรกเกอร์ | คำแนะนำ | ราคาเป้าหมาย (บาท) | บล.ยูโอบีเคย์เฮียน | ซื้อ | 220.00 | บล.กรุงศรี | ซื้อ | 215.00 | บล.ดาโอ | ซื้อ | 215.00 | บล.พาย | ถือ | 210.00 | บล.เอเซียพลัส | ซื้อ | 208.00 | บล.ทรีนีตี้ | ซื้อเมื่ออ่อนตัว | 201.00 | บล.ฟิลลิป | ทยอยซื้อ | 198.00 | บล.เคจีไอ | ถือ | 188.00 | บล.ซีจีเอส อินเตอร์เนชั่นแนล | ถือ | 181.00 | บล.ทิสโก้ | ถือ | 176.00 | บล.บัวหลวง | ซื้อ | - |
สรุปปัจจัยบวก + ส่วนต่างรายได้ดอกเบี้ยสุทธิ (NIM) ปรับตัวดีขึ้นหรือผ่านจุดต่ำสุดไปแล้ว โดยฟื้นตัวเพิ่มขึ้น 8 - 11 bps มาอยู่ในระดับ 2.46% - 2.58% ซึ่งได้อานิสงส์จากทิศทางดอกเบี้ยต่างประเทศที่เป็นขาขึ้น (บล.ทรีนีตี้, บล.ทิสโก้, บล.ดาโอ, บล.เคจีไอ, บล.เอเซียพลัส, บล.พาย) + รายได้ดอกเบี้ยสุทธิ (NII) แข็งแกร่งเกินคาด โดยปรับตัวเพิ่มขึ้นราว 5% QoQ (บล.ทรีนีตี้, บล.ทิสโก้, บล.เคจีไอ, บล.เอเซียพลัส) + คุณภาพสินทรัพย์ยังคงแข็งแกร่ง โดยสัดส่วนหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) ลดลงมาอยู่ในระดับ 3.20% - 3.82% จากการปรับโครงสร้างหนี้ที่มีประสิทธิภาพ (บล.ทรีนีตี้, บล.ทิสโก้, บล.ดาโอ, บล.เคจีไอ, บล.เอเซียพลัส, บล.ฟิลลิป, บล.พาย, บล.บัวหลวง) + สินเชื่อยังคงขยายตัวได้ราว 0.5% - 0.6% QoQ และ 3.2% YTD โดยมีแรงหนุนหลักจากสินเชื่อกลุ่มลูกค้าบริษัทขนาดใหญ่และสินเชื่อต่างประเทศ (บล.ทรีนีตี้, บล.ทิสโก้, บล.ดาโอ, บล.เคจีไอ, บล.เอเซียพลัส, บล.ฟิลลิป, บล.พาย, บล.บัวหลวง) + การตั้งสำรองหนี้ลดลง และระดับ NPL Coverage Ratio ปรับตัวเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 322% - 322.1% ซึ่งแข็งแกร่งและสูงที่สุดในกลุ่มธนาคารพาณิชย์ (บล.ทรีนีตี้, บล.เคจีไอ, บล.เอเซียพลัส, บล.พาย) + มูลค่าหุ้น (Valuation) มีความน่าสนใจ โดยปัจจุบันซื้อขายที่ PBV เพียง 0.6 เท่า ซึ่งถูกที่สุดเมื่อเทียบกับธนาคารอื่นในกลุ่ม (บล.บัวหลวง, บล.กรุงศรี, บล.ดาโอ, บล.เอเซียพลัส) + ธนาคารมีแนวโน้มจ่ายปันผลในระดับที่น่าสนใจ คิดเป็นอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผล (Dividend Yield) ราว 5.0% - 5.5% หรือคาดว่าจะสามารถรักษาระดับการจ่ายปันผลที่ 10 บาทต่อหุ้นได้ เนื่องจากฐานเงินกองทุนยังคงแข็งแกร่ง (CET-1 ที่ 17.1%) (บล.ทรีนีตี้, บล.กรุงศรี, บล.ดาโอ, บล.เอเซียพลัส, บล.พาย) + ประเมินกำไรสุทธิในปี 2570 จะพลิกกลับมาเติบโตได้ 4% - 5% (บล.บัวหลวง, บล.เอเซียพลัส, บล.พาย) + ปัจจัยความผันผวนของราคาหุ้นธนาคาร Permata ในอินโดนีเซีย มีผลกระทบจำกัดและไม่ส่งผลต่อพื้นฐานงบการเงินรวมของ BBL (บล.ทิสโก้, บล.กรุงศรี, บล.ดาโอ, บล.เอเซียพลัส, บล.ยูโอบีเคย์เฮียน) + แนวโน้มไตรมาส 4/69 มีโอกาสเห็นการฟื้นตัวของกำไรจากต้นทุนความเสี่ยงจากการให้สินเชื่อ (Credit Cost) ที่ลดลง และรายได้จากค่าธรรมเนียมที่อาจเติบโตได้ดีในช่วงปลายปี (บล.ซีจีเอส อินเตอร์เนชั่นแนล, บล.พาย, บล.ทรีนีตี้, บล.เอเซียพลัส) สรุปปัจจัยลบ - กำไรสุทธิในไตรมาส 3/69 ออกมาต่ำกว่าที่ตลาดและนักวิเคราะห์ประเมินไว้ราว 5% - 10% โดยทำได้ 9.48 - 9.5 พันล้านบาท หดตัวลงถึง 31% - 31.2% YoY (บล.บัวหลวง, บล.ทิสโก้, บล.กรุงศรี, บล.ดาโอ, บล.เคจีไอ, บล.เอเซียพลัส, บล.ซีจีเอส อินเตอร์เนชั่นแนล, บล.ฟิลลิป, บล.พาย, บล.ยูโอบีเคย์เฮียน) - รายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยปรับตัวลดลงอย่างเห็นได้ชัด โดยเฉพาะกำไรจากการวัดมูลค่าเงินลงทุน (FVTPL) ที่อ่อนตัวลงตามภาวะตลาด (บล.ทรีนีตี้, บล.ทิสโก้, บล.เคจีไอ, บล.ฟิลลิป, บล.พาย, บล.บัวหลวง) - รายได้จากค่าธรรมเนียมสุทธิลดลงต่ำกว่าที่คาดการณ์ไว้ (อยู่ที่ 6,760 ล้านบาท) จากผลกระทบของการที่ ธปท. ปรับลดค่าธรรมเนียม รวมถึงธุรกรรมและสินเชื่อที่เกี่ยวข้องลดลง (บล.ทิสโก้, บล.ดาโอ, บล.เคจีไอ) - ค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน (OPEX) เพิ่มขึ้นราว 3% QoQ ทำให้ Cost-to-income ratio ขยับเพิ่มขึ้นเป็น 50.4% ซึ่งเป็นผลจากการเร่งลงทุนในระบบ IT (บล.ทรีนีตี้, บล.ทิสโก้, บล.กรุงศรี, บล.เอเซียพลัส, บล.บัวหลวง) - มีการปรับลดประมาณการกำไรสุทธิของปี 2569 ลง 6% - 14.6% โดยคาดว่ากำไรทั้งปีจะเหลือระดับ 3.8 - 3.9 หมื่นล้านบาท เพื่อสะท้อนการอ่อนตัวของรายได้ค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายสำรองที่มากกว่าคาด (บล.บัวหลวง, บล.ทรีนีตี้, บล.ดาโอ, บล.เอเซียพลัส, บล.ฟิลลิป, บล.พาย, บล.กรุงศรี) - ทิศทางผลประกอบการไตรมาส 4/69 อาจเผชิญแรงกดดันและชะลอตัว QoQ จากค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานที่เพิ่มขึ้นตามฤดูกาล (บล.ทรีนีตี้, บล.บัวหลวง, บล.เอเซียพลัส) - หากเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน (YoY) อัตราส่วน NIM ยังคงอ่อนตัวลง 15-23 bps ส่งผลให้รายได้ดอกเบี้ยสุทธิในภาพรวมยังคงลดลงเมื่อเทียบรายปี (บล.เคจีไอ, บล.พาย) |