"สารัชถ์ รัตนาวะดี" ขายบิ๊กล็อต GULF จำนวน 16.35 ล้านหุ้น ราคาเฉลี่ย 62 บาท รวมมูลค่า 1,0137 ล้านบาท ให้ "Institutional Investor" สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ได้รับแบบรายงานการเปลี่ยนแปลงการถือหลักทรัพย์และสัญญาซื้อขายล่วงหน้าของ นาย สารัชถ์ รัตนาวะดี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) หรือ GULF จำหน่ายหุ้นสามัญ เมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม 2569 ให้กับ Institutional Investor (NA) โดยทำรายการผ่านตลาดหลักทรัพย์ (Big Lot) ผ่าน บริษัท หลักทรัพย์ยูบีเอส (ประเทศไทย) จำกัด จำนวนหลักทรัพย์ที่ขาย 16,350,000 หุ้น ราคาเฉลี่ย 62.00 บาท จำนวนหลักทรัพย์ภายหลังการขาย 600,658,207 หุ้น สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย ได้รวบรวมมุมมองจากบทวิเคราะห์ของบริษัทหลักทรัพย์ชั้นนำที่เผยแพร่ล่าสุด ที่เกี่ยวกับหุ้น GULF จาก efin.finance ดังนี้ ที่มา : บล.ดีบีเอสวิคเคอร์ส, บล.เคจีไอ ปัจจัยบวก คาดผลประกอบการในงวด Q2/69 จะเติบโตอย่างโดดเด่นแบบ QoQ โดยมีแรงหนุนสำคัญจากการบันทึกกำไรก่อนภาษีราว 1.8 - 1.9 พันล้านบาท จากการขายเงินลงทุนสัดส่วน 51% ในโครงการโรงไฟฟ้าพลังน้ำปากลาย ประเทศลาว ได้รับปัจจัยบวกเสริมจากเงินปันผลรับจาก KBANK เป็นจำนวนเงินสูงถึง 2.8 - 2.9 พันล้านบาท ปริมาณการใช้ไฟฟ้าปรับตัวเพิ่มขึ้นเนื่องจากสภาพอากาศที่ร้อนกว่าปกติ ซึ่งเป็นช่วงฤดูร้อนที่เป็นไฮซีซั่น ส่งผลดีโดยตรงต่อโรงไฟฟ้า IPP ขณะที่ผลกระทบด้านต้นทุนก๊าซที่เพิ่มขึ้นส่งผลกระทบอย่างจำกัด เนื่องจากบริษัทมีสัดส่วนโรงไฟฟ้า SPP น้อยกว่า 15% ของกำลังการผลิตทั้งหมด มีโอกาสเกิด Upside และการ Re-rating มูลค่าหุ้นในระยะยาวจากธุรกิจโทรคมนาคม โรงไฟฟ้า ธนาคาร และดาต้าเซ็นเตอร์ ซึ่งตลาดยังประเมินมูลค่าต่ำกว่าความเป็นจริง โดยประเมินว่ากำไรยังมี Upside อีกราว 10-12% และมี Backlog ไฟฟ้าในมือสูงถึง 4.2GW ควบคู่ไปกับฐานะทางการเงินที่แข็งแกร่งด้วยศักยภาพการระดมทุนสูงถึง 1 ล้านล้านบาท ความพร้อมสูงสุดในการคว้ากำลังการผลิตไฟฟ้าใหม่ภายใต้แผน PDP2569 จากความโดดเด่นในอดีตที่ชนะการประมูลโครงการ IPP อัตรา 100% และได้สิทธิโครงการพลังงานหมุนเวียนล่าสุดเกือบ 70% ซึ่งผลการวิเคราะห์ชี้ว่า กำลังการผลิตโซลาร์ที่เพิ่มขึ้นทุก ๆ 100MW จะช่วยหนุนกำไรต่อปีราว 150 - 200 ล้านบาท และเพิ่มราคาเป้าหมายได้ 0.30 - 0.40 บาทต่อหุ้น ส่วนดาต้าเซ็นเตอร์ที่เพิ่มทุก ๆ 100MW จะเพิ่มกำไรปีละ 1.5 พันล้านบาท และเพิ่มราคาเป้าหมายได้ราว 1.50 บาทต่อหุ้น ปัจจัยลบ ความเสี่ยงจากการหยุดเดินเครื่องโรงไฟฟ้าเพื่อปิดซ่อมบำรุงนอกแผน (Unplanned outage) ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อประสิทธิภาพและการสร้างรายได้ ความเสี่ยงจากปัญหาต้นทุนการดำเนินงานหรือการก่อสร้างโครงการใหม่บานปลาย (Cost Overrun) เกินกว่างบประมาณที่กำหนดไว้ในแผนงาน ความเสี่ยงจากปัจจัยภายนอกและตัวแปรทางการเงิน โดยเฉพาะความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน (USD/THB) รวมถึงความผันผวนของอัตราดอกเบี้ยในตลาด แม้ว่าในปัจจุบันบริษัทจะมีความอ่อนไหวต่อปัจจัยดังกล่าวในระดับที่จำกัดก็ตาม ต้องการ คำแนะนำ / ราคาเป้าหมาย หรือ ข้อมูลอื่นๆ ของหุ้น GULF เพิ่มเติม เข้าไปที่ https://url.in.th/w-efin-stocknews |