SCB EIC ประเมินเศรษฐกิจไทยปี 2569 ขยายตัว 2.2% และปี 2570 โต 2.1% ได้แรงหนุนจากวัฏจักรลงทุน AI โลก ดันส่งออกอิเล็กทรอนิกส์และ FDI กลุ่มดิจิทัล-เทคโนโลยี ขณะที่การฟื้นตัวยังเป็นแบบ K-Shaped เหตุการลงทุน-ส่งออกพึ่งพาการนำเข้าสูงและเชื่อมโยงเศรษฐกิจในประเทศจำกัด พร้อมเตือน 3 ความเสี่ยง สงครามตะวันออกกลาง-สงครามการค้า-เอลนีโญ ต้องติดตาม นายยรรยง ไทยเจริญ, ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สายงานวิจัยเศรษฐกิจและความยั่งยืน, ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB EIC) เปิดเผยว่า SCB EIC ประเมินเศรษฐกิจไทยในปีนี้ คาดขยายตัวได้ 2.2% และในปี 2570 คาดว่าจะขยายตัวได้ 2.1% โดยได้รับแรงขับเคลื่อนจากวัฏจักรการลงทุน AI ของโลก ที่ส่งผลบวกต่อการส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ และการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศในกลุ่มดิจิทัลและเทคโนโลยี อย่างไรก็ตาม แม้เศรษฐกิจไทยจะเติบโตได้ดี แต่การฟื้นตัวมีลักษณะ K-Shaped ชัดเจนขึ้นในหลายมิติ เนื่องจากการลงทุนและการส่งออกที่ขยายตัวดีมีการพึ่งพาการนำเข้าสูง และเชื่อมโยงสู่เศรษฐกิจในประเทศค่อนข้างจำกัด ทำให้ผลประโยชน์ด้านรายได้และการจ้างงานกระจุกตัวในอุตสาหกรรมและธุรกิจที่เชื่อมโยงกับการส่งออกอิเล็กทรอนิกส์ และการลงทุนจากต่างประเทศเป็นหลัก ขณะที่ครัวเรือนและ SMEs จำนวนมากยังเผชิญกับความเปราะบางด้านรายได้ และหนี้สิน และการเข้าถึงสินเชื่อ ด้านการส่งออกในปีนี้คาดว่าจะขยายตัวได้ 16% และปีหน้าที่ 5.5% ส่วนการนำเข้าในปีนี้คาดขยายตัว 28% และปีหน้าคาดขยายตัวได้ 4.8% ขณะที่เงินเฟ้อทั่วไปในปีนี้คาดว่าจะอยู่ที่ 1.9% และในปีหน้าที่ 1% “แม้เศรษฐกิจจะได้รับแรงขับเคลื่อนจากภาคการส่งออกและการลงทุนในกลุ่มไฮเทคและอิเล็กทรอนิกส์ แต่กลุ่มดังกล่าวมีสัดส่วนการนำเข้าวัตถุดิบสูงมาก และสร้างประโยชน์ในเชิงการจ้างงานค่อนข้างจำกัด ขณะเดียวกัน แรงขับเคลื่อนจากอุปสงค์ในประเทศ ทั้งการใช้จ่ายภาคเอกชนและภาครัฐยังคงเปราะบาง แม้จะมีมาตรการกระตุ้นอย่างไทยช่วยไทยพลัส ออกมาอย่างต่อเนื่องก็ตาม”นายยรรยง กล่าว อย่างไรก็ตาม มองไปข้างหน้าเศรษฐกิจไทยยังมีแนวโน้มจะได้ประโยชน์จากวัฏจักรการลงทุนรอบใหม่อย่างต่อเนื่อง แต่ผลต่อเศรษฐกิจจะขึ้นกับความสามารถในการสร้างมูลค่าเพิ่มและการสร้างงานในประเทศ รวมถึงการเชื่อมโยงผู้ประกอบการไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานใหม่ ขณะเดียวกันความขัดแย้งในตะวันออกกลาง มาตรการกีดกันการค้าของสหรัฐฯ และความเสี่ยงจาก Super Ei Nino จะเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่อาจกดดันต้นทุน รายได้ และการบริโภค โดยเฉพาะครั้วเรือนและ SMEs ที่เปราะบางอยู่แล้ว ในช่วงครึ่งปีหลังของปีนี้ การบริโภคภาคเอกชนมีแนวโน้มชะลอลงตามรายได้แรงงานที่ฟื้นตัวช้า ภาระหนี้ครัวเรือนสูง และข้อจำกัดในการเข้าถึงสินเชื่อ โดยมาตรการภาครัฐโดยเฉพาะวงเงินส่วนที่เหลือภายใต้ พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาทในส่วน 2 แสนล้านบาท แรกจะช่วยประคองกิจกรรมทางเศรษฐกิจและลดภาระค่าครองชีพในช่วงที่เหลือของปีนี้ ขณะที่วงเงินส่วน 2 แสนล้านบาทหลัง ที่เกี่ยวข้องกับโครงการเกี่ยวกับการเปลี่ยนผ่านพลังงานจะทยอยเบิกจ่ายสู่ระบบเศรษฐกิจมากขึ้นในปี 2570 เปิด 3 ปัจจัยสู่การเติบโตยั่งยืน-ทั่วถึง สำหรับการเปลี่ยนจากการฟื้นตัวแบบ K-shaped ไปสู่การเติบโตที่ทั่วถึงและยั่งยืน จำเป็นต้องดำเนินการควบคู่ 3 ด้าน คือ 1.ยกระดับเครื่องยนต์การเติบโตใหม่ของประเทศ โดยใช้โอกาสจากกระแสเงินลงทุนต่างชาติ ในการเพิ่มมูลค่าเพิ่มภายในประเทศ ผ่านการดึงดูดกิจกรรมมูลค่าสูง การพัฒนาเทคโนโลยี และการยกระดับทักษะแรงงานให้สอดคล้องกับความต้องการของเศรษฐกิจยุคใหม่ 2.เชื่อมผลประโยชน์สู่เศรษฐกิจวงกว้าง ผ่านการสร้างความเชื่อมโยงระหว่าง FDI และบริษัทขนาดใหม่ กับ SMEs ไทย เพื่อให้ผู้ประกอบการไทยเข้าร่วมในห่วงโซ่อุปทานใหม่ได้มากขึ้น 3.ช่วยเหลือกลุ่มที่ยังปรับตัวไม่ทันในช่วงเปลี่ยนผ่าน โดยยกระดับศักยภาพของกลุ่มที่ยังแข่งขันได้ และมีกลไกรองรับที่เหมาะสมกับกลุ่มเปราะบาง เพื่อให้สามารถปรับตัวได้อย่างราบรื่น 3 ปัจจัยเสี่ยงสำคัญทางเศรษฐกิจที่ต้องจับตา สำหรับ 3 ปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่ประเทศไทยต้องเตรียมพร้อมรับมือ มีดังนี้ 1.สงครามในตะวันออกกลางและวิกฤตพลังงาน โดยสถานการณ์ปะทุรอบใหม่จากการโจมตีท่อส่งพลังงานโดยกลุ่มฮูติ ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ (Brent) พุ่งขึ้นเกือบแตะ110 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ซึ่งส่งผลกระทบต่อไทยโดยตรงผ่านค่าเงินบาทที่เริ่มอ่อนค่า ในขณะที่กลไกชดเชยอย่างกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง มีข้อจำกัดรุนแรงขึ้นเนื่องจากสถานะติดลบสะสมเกือบ 90,000 ล้านบาท ภาครัฐจึงต้องบริหารจัดการอย่างระมัดระวัง ไม่ตรึงราคาฝืนตลาดเกินไปจนอาจนำไปสู่การปรับขึ้นราคาอย่างรวดเร็วในภายหลัง ซึ่งจะทำให้เศรษฐกิจชะงักงันได้ 2.สงครามการค้าและมาตรการภาษีจากสหรัฐฯ ซึ่งไทยเป็น 1 ใน 60 ประเทศที่เพิ่งถูกปรับขึ้นภาษีในอัตรา 12.5% จากข้อกล่าวหาเรื่องแรงงานบังคับ (Force Labor) นอกจากนี้ สหรัฐฯ มีแนวโน้มจะปรับขึ้นภาษีกับ 16 ประเทศซึ่งมีไทยรวมอยู่ด้วย จากข้อกล่าวหาเรื่องกำลังการผลิตส่วนเกิน (Excess Capacity) ซึ่งสหรัฐฯ มักใช้แทคติกตั้งตัวเลขภาษีไว้สูงเพื่อบีบให้เกิดการเจรจาแลกเปลี่ยนกับการเปิดตลาดหรือปรับกฎเกณฑ์ภายในประเทศ ไทยจึงต้องเร่งเจรจา รักษาสมดุลระหว่างอัตราภาษีและการเปิดเสรี พร้อมทั้งกระจายตลาดส่งออกและปรับโครงสร้าง Supply Chain ในประเทศเพื่อลดความเสี่ยงถูกมองเป็นทางผ่านสินค้า 3.ภัยธรรมชาติจากปรากฏการณ์เอลนีโญ (El Niño) แม้ปัจจุบันจะมีฝนตกหนัก แต่นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่าช่วงไตรมาส 4 ถึงครึ่งแรกของปีหน้า จะเกิดปรากฏการณ์เอลนีโญ ซึ่งทำให้ปริมาณฝนในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ลดลงอย่างมาก กระทบโดยตรงต่อสินค้าเกษตรสำคัญ เช่น ข้าว อ้อย และปาล์ม รวมถึงอุตสาหกรรมที่ใช้ผลผลิตเกษตรเป็นวัตถุดิบ โดยคาดว่าจะส่งผลกระทบต่อ GDP ไทยประมาณ 0.2% - 0.4% ในช่วง 2 ปีข้างหน้า ขณะที่อัตราดอกเบี้ยนโยบาย คาดการณ์ว่า ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) จะคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 1% ทั้งในปีนี้และปีหน้า เพื่อประคบประคองเศรษฐกิจที่ยังเปราะบาง โดยเสถียรภาพการเงินและเงินสำรองระหว่างประเทศที่แข็งแกร่งยังเป็นเกราะรองรับความเสี่ยงได้ดี ด้านดุลบัญชีเดินสะพัด คาดว่าจะขาดดุลประมาณ 3% ของ GDP ในปีนี้ ซึ่งถือเป็นสถานการณ์ที่ไม่ปกติสำหรับเศรษฐกิจไทย ส่วนมาตรการภาครัฐและการลงทุน โดยเฉพาะ มาตรการอย่างไทยช่วยไทย ควรเน้นกลุ่มเป้าหมาย (Targeted) ให้ตรงจุดแก่ผู้เปราะบางจริง ๆ หรือกลุ่มที่มีความสามารถในการใช้จ่ายสูง (Propensity to Consume) นอกจากนี้ ภาครัฐควรดึงเม็ดเงินไปลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน เช่น Green Transition และ Grid Modernization ซึ่งตามแผน PDP ใหม่ในอีก 10 ปีข้างหน้า คาดว่าจะสามารถกระตุ้นให้เกิดการลงทุนภาคเอกชน (Crowd-in Private Investment) ได้สูงถึง 1.4 ล้านล้านบาท ขณะที่เสถียรภาพทางการเมืองในระยะสั้น ผลกระทบต่อเศรษฐกิจยังจำกัด หากรัฐบาลยังคงเสียงข้างมากในสภาและผลักดันนโยบายได้ แต่ในระยะยาว ความเชื่อมั่นของนักลงทุนจะขึ้นอยู่กับกระบวนการที่โปร่งใสและหลักนิติธรรม (Rule of Law) เป็นสำคัญ “มองไปข้างหน้ามาตรการทางการเงินเฉพาะจุด ทั้งมาตรการปรับโครงสร้างหนี้และมาตรการสนับสนุนการเข้าถึงสินเชื่อของ SMEs ควบคู่กับมาตรการเพิ่มความสามารถในการสร้างรายได้และผลิตภาพ จะมีบทบาทสำคัญในการเพิ่มสภาพคล่องและสนับสนุนการสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของ SME ไทย”นายยรรยง กล่าว อ่านข่าวสารของสำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทยเพิ่มเติมได้ที่ : https://url.in.th/w-stock-news |