สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย ได้รวบรวมมุมมอง ของบริษัทหลักทรัพย์ชั้นนำที่ได้ประเมินทิศทางของ บริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) หรือ TOP จากบทวิเคราะห์ที่ออกมาในวันที่ 24 ก.ค. 69 | ชื่อโบรก | คำแนะนำ | ราคาเป้าหมาย | | บล.หยวนต้า (ประเทศไทย) | TRADING | 70.00 บาท | | บล.เอเซีย พลัส | Trading | 68.00 บาท | | บล.ยูโอบี เคย์เฮียน | ถือ | 66.00 บาท | | บล.กรุงศรี | Neutral | 65.00 บาท | | บล.ทรีนีตี้ | ถือ | 61.00 บาท | | บล.ลิเบอเรเตอร์ | ถือ | 60.00 บาท | | บล.ดีบีเอส วิคเคอร์ส | ถือ | 60.00 บาท |
ปัจจัยบวก + ค่าการกลั่น (GRM/Market GRM) ยังทรงตัวในระดับสูง: ได้รับผลบวกจากภาวะสงคราม ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ การปิดช่องแคบฮอร์มุซ ความต้องการน้ำมันตึงตัว และส่วนต่างราคาน้ำมัน (Crack Spread) ปรับตัวเพิ่มขึ้น โดยคาดว่า Market GRM ในช่วง 2Q26 จะอยู่ที่ประมาณ 21 - 24 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล (บล.ลิเบอเรเตอร์, บล.ยูโอบี เคย์เฮียน, บล.เอเซีย พลัส, บล.ดีบีเอส วิคเคอร์ส, บล.ทรีนีตี้, บล.กรุงศรี, บล.หยวนต้า (ประเทศไทย)) + กำไรจากการดำเนินงานปกติ (Core Profit) 2Q26 เติบโตแข็งแกร่ง: คาดกำไรปกติจะอยู่ที่ราว 9.1 พันลบ. ถึง 1.89 หมื่นลบ. (เพิ่มขึ้น YoY และ QoQ) จากสเปรดโรงกลั่นที่ปรับตัวดีขึ้นอย่างมาก (บล.ลิเบอเรเตอร์, บล.ยูโอบี เคย์เฮียน, บล.เอเซีย พลัส, บล.ดีบีเอส วิคเคอร์ส, บล.ทรีนีตี้, บล.กรุงศรี) + ธุรกิจน้ำมันหล่อลื่นพื้นฐาน (LUBE/TLB) ดีขึ้น: คาด GIM เพิ่มขึ้นเป็น 2.0 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ได้ผลบวกจาก Supply ของ 500SN ที่ตึงตัว (บล.ลิเบอเรเตอร์, บล.เอเซีย พลัส, บล.หยวนต้า (ประเทศไทย)) + ผลตอบแทนจากเงินปันผล (Dividend Yield) โดดเด่น: คาดจ่ายเงินปันผลทั้งปี 2569 อยู่ราว 4.20 บาทต่อหุ้น หรือคิดเป็น Dividend Yield ราว 6.6% ต่อปี โดยครึ่งปีแรกคาดว่าจะจ่ายราว 2.0-2.2 บาทต่อหุ้น (บล.เอเซีย พลัส) + การปรับเพิ่มประมาณการกำไรสุทธิปี 2569 ขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ: โบรกเกอร์ปรับเพิ่มประมาณการกำไรสุทธิปี 2569 ขึ้นมาอยู่ที่ราว 3.0 หมื่นลบ. ถึง 4.0 หมื่นลบ. (เพิ่มขึ้นกว่าเท่าตัว YoY) สะท้อนสมมติฐานค่าการกลั่นที่เพิ่มขึ้นเป็น 14 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล (บล.เอเซีย พลัส, บล.ดีบีเอส วิคเคอร์ส, บล.ทรีนีตี้, บล.กรุงศรี, บล.หยวนต้า (ประเทศไทย)) + อัพไซด์ระยะยาวจากโครงการ CFP: มีการเติบโตที่น่าสนใจจากการเปิดใช้งานโครงการ CFP รวมถึงรออัพไซด์จากการชนะข้อพิพาทโครงการ CFP ซึ่งอาจได้รับเงินชดเชยสูงสุดถึง 1,000 ล้านดอลลาร์ หรือราว 14.5 บาทต่อหุ้น (บล.กรุงศรี, บล.หยวนต้า (ประเทศไทย)) ปัจจัยลบ - รายการพิเศษและผลขาดทุนจากสต๊อกน้ำมัน (Stock Loss) กดดันกำไรสุทธิ 2Q26: คาดว่าจะบันทึกขาดทุนสต๊อกน้ำมันและ NRV สุทธิประมาณ 6.8 พันลบ. ถึง 1.02 หมื่นลบ. สวนทางกับไตรมาสก่อนที่มีกำไรจากสต๊อก (บล.ลิเบอเรเตอร์, บล.ยูโอบี เคย์เฮียน, บล.เอเซีย พลัส, บล.ดีบีเอส วิคเคอร์ส, บล.ทรีนีตี้, บล.หยวนต้า (ประเทศไทย)) - ผลกระทบจากรายการพิเศษอื่นๆ: คาดมีขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยน (FX Loss), ขาดทุนจากสัญญาป้องกันความเสี่ยง (Hedging Loss) ราว 1.5 - 1.8 พันลบ. และการตั้งด้อยค่าสินทรัพย์อุปกรณ์โครงการ CFP อีกราว 1.0 พันลบ. (บล.ลิเบอเรเตอร์, บล.เอเซีย พลัส, บล.ดีบีเอส วิคเคอร์ส, บล.ทรีนีตี้, บล.หยวนต้า (ประเทศไทย)) - มาตรการภาครัฐปรับลดราคาดีเซลหน้าโรงกลั่น: กบง. ประกาศปรับลดราคาหน้าโรงกลั่นกระทบต่อ GRM และกระแสเงินสด โดยในช่วง 2Q26 กระทบ GRM ไปประมาณ 2.6 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และภาครัฐได้ขยายเวลามาตรการต่อใน 3Q26 เพิ่มความกังวลเรื่องนโยบายและการแทรกแซงของภาครัฐ (บล.ลิเบอเรเตอร์, บล.ยูโอบี เคย์เฮียน, บล.เอเซีย พลัส, บล.ทรีนีตี้, บล.หยวนต้า (ประเทศไทย)) - กำลังการกลั่นลดลงชั่วคราว: มีการหยุดซ่อมบำรุงหน่วยกลั่น CDU1 เป็นเวลาประมาณ 1 เดือน ทำให้ใช้กำลังการกลั่นปรับลงมาอยู่ที่ 107% (บล.ลิเบอเรเตอร์, บล.ทรีนีตี้, บล.หยวนต้า (ประเทศไทย)) - ธุรกิจอะโรเมติกส์ (TPX) ซบเซา: ส่วนต่างราคา PX และ BZ ลดลงตามต้นทุน feedstock ก๊าซโซลีนที่เพิ่มขึ้น ส่งผลให้ GIM ลดลงเหลือเพียง 0.8 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล (บล.ลิเบอเรเตอร์, บล.เอเซีย พลัส) - ต้นทุนการดำเนินงานเร่งตัวขึ้น: ค่าใช้จ่ายการดำเนินงาน, ดอกเบี้ยจ่าย, ต้นทุนนำเข้าน้ำมันดิบ (Crude Premium), ค่าประกันภัย และค่าขนส่งปรับตัวสูงขึ้น (บล.ลิเบอเรเตอร์, บล.เอเซีย พลัส, บล.ดีบีเอส วิคเคอร์ส, บล.หยวนต้า (ประเทศไทย)) - ราคาหุ้นปรับขึ้นสะท้อนปัจจัยบวกไปมากแล้ว: ราคาหุ้นในรอบ 1 เดือนปรับตัวขึ้นมาแล้วกว่า 28% - 45% ทำให้ Upside เริ่มจำกัด (บล.ทรีนีตี้, บล.กรุงศรี, บล.หยวนต้า (ประเทศไทย)) ให้ efinAI ช่วยสรุปข่าวและสัญญาณหุ้นก่อนใคร ได้ที่ : https://url.in.th/w-efin-stocknews |