สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย ได้รวบรวมมุมมอง ของบริษัทหลักทรัพย์ชั้นนำที่ได้ประเมินทิศทางของ บริษัท ซินเน็ค (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ SYNEX จากบทวิเคราะห์ที่ออกมาในวันที่ 6 ส.ค.69 | ชื่อโบรก | คำแนะนำ | ราคาเป้าหมาย | | บล.บัวหลวง | ซื้อ | 12.60 บาท | | บล.ฟินันเซีย ไซรัส | ซื้อ | 12.50 บาท | | บล.เคจีไอ | ซื้อ | 11.00 บาท | | บล.ทิสโก้ | ซื้อ | 11.00 บาท | | บล.กรุงศรี | Neutral | 10.20 บาท |
ปัจจัยบวก + กำไรสุทธิ Q2/26 อยู่ที่ 223 ลบ. (+17% YoY, +1% QoQ) และกำไรปกติอยู่ที่ประมาณ 197 - 234 ลบ. (+19-20% YoY, +11% QoQ) ซึ่งออกมาดีกว่าคาดเล็กน้อยถึงดีกว่าคาด (บล.ฟินันเซีย ไซรัส, บล.เคจีไอ, บล.กรุงศรี, บล.บัวหลวง, บล.ทิสโก้) + รายได้กลุ่มอื่นเติบโตแข็งแกร่งชดเชยยอดขาย Apple ที่ลดลง ได้แก่ Commercial (+43.1% YoY), Gaming (+13.6% YoY), Enterprise Solutions (+11.3% YoY), Smartphones & Wearables (+9.7% YoY) และ Consumer (+4.8% YoY) จากอานิสงส์การเปลี่ยนผ่านสู่ Windows 11, เทคโนโลยี AI และเครื่องเล่นเกมรุ่นใหม่ (บล.ฟินันเซีย ไซรัส, บล.เคจีไอ, บล.บัวหลวง, บล.ทิสโก้) + อัตรากำไรขั้นต้น (GPM) ปรับตัวดีขึ้นอยู่ที่ 3.96% - 4.00% (+16 to 20 bps YoY) จาก Product Mix สินค้าที่มีมาร์จิ้นสูงเพิ่มขึ้น (บล.ฟินันเซีย ไซรัส, บล.เคจีไอ, บล.กรุงศรี, บล.บัวหลวง, บล.ทิสโก้) + รับรู้ส่วนแบ่งกำไร (Equity Income) จาก NCAP สูงเกินคาด โดยเพิ่มขึ้น 33% YoY คิดเป็นมูลค่าสนับสนุนกำไร 50 ลบ. (บล.เคจีไอ, บล.กรุงศรี, บล.บัวหลวง, บล.ทิสโก้) + ต้นทุนทางการเงินลดลงอย่างมีนัยสำคัญ 38.6% YoY เหลือ 25 ลบ. (บล.กรุงศรี, บล.ทิสโก้) + แนวโน้มกำไร Q3/26 และครึ่งปีหลัง (2H26) คาดเร่งตัวขึ้นทั้ง YoY และ QoQ จากแรงกดดันอุปทาน Apple ที่ลดลง การเปิดตัวสินค้าใหม่ การเพิ่มพันธมิตรใหม่ และการเติบโตของกลุ่ม Enterprise AI Infrastructure, Cloud, Energy และ Gaming (บล.ฟินันเซีย ไซรัส, บล.บัวหลวง, บล.ทิสโก้) + ประกาศจ่ายเงินปันผลระหว่างกาล 0.10 บาท/หุ้น (Dividend Yield ราว 1%) ขึ้นเครื่องหมาย XD ช่วงกลาง-ปลายเดือน ส.ค. 69 (บล.เคจีไอ, บล.บัวหลวง, บล.ทิสโก้) + มูลค่าหุ้น (Valuation) อยู่ในระดับต่ำ โดยปัจจุบันเทรด PER เพียง 12 - 13 เท่า และคาดการณ์ Dividend Yield ทั้งปีอยู่ที่ 4.5 - 5% ต่อปี (บล.ฟินันเซีย ไซรัส, บล.เคจีไอ, บล.บัวหลวง) + คาดการณ์กำไรปกติปี 2026 เติบโต 8 - 12% YoY (บล.ฟินันเซีย ไซรัส, บล.กรุงศรี) + การเพิ่มขึ้นของสินค้าคงคลัง (+22% QoQ เป็น 5.75 พันล้านบาท) สะท้อนความเชื่อมั่นต่ออุปสงค์ที่แข็งแกร่งในครึ่งปีหลัง (บล.ทิสโก้) ปัจจัยลบ - ยอดขายสินค้ากลุ่ม Apple (คิดเป็น 34% ของยอดขายรวม) หดตัวลง 11 - 13% YoY จากปัญหาอุปทาน/Supply ขาดแคลน โดยเฉพาะ iPhone รุ่น N-1 (บล.ฟินันเซีย ไซรัส, บล.เคจีไอ, บล.กรุงศรี, บล.บัวหลวง, บล.ทิสโก้) - ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหาร (SG&A) เพิ่มขึ้น 3.7 - 4% YoY มาอยู่ที่ 280 ลบ. จากการตั้งสำรองผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้น (ECL) 12 ลบ. และเงินบริจาค 9 ลบ. (บล.เคจีไอ, บล.ทิสโก้) - รายได้มี Downside Risk หากปัญหาอุปทานสินค้า Apple ยืดเยื้อ และผลบวกจากสต็อกต้นทุนต่ำจะทยอยหมดลงในปลาย Q3/26 (บล.กรุงศรี) - ระดับสินค้าคงคลังเพิ่มขึ้น 22% QoQ มาอยู่ที่ 5.75 พันล้านบาท (คิดเป็น 45.6 วัน) ซึ่งเป็นความเสี่ยงที่ต้องติดตาม (บล.ทิสโก้) - ลูกหนี้ค้างชำระเกิน 12 เดือน เพิ่มขึ้น 25 ลบ. QoQ มาอยู่ที่ 489 ลบ. ขณะที่ ECL ตั้งไว้ที่ 294 ลบ. (Coverage Ratio ทรงตัวที่ 60%) (บล.ทิสโก้) - ความเสี่ยงจากการแข่งขัน อัตรากำไรลดลง การปรับเปลี่ยนโมเดลธุรกิจของคู่ค้า การเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี อัตราแลกเปลี่ยน และต้นทุนทางการเงินที่อาจสูงขึ้น (บล.เคจีไอ, บล.ทิสโก้) ให้ efinAI ช่วยสรุปข่าวและสัญญาณหุ้นก่อนใคร ได้ที่ : https://url.in.th/w-efin-stocknews |