ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ กล่าวในระหว่างหารือกับนายฟรีดริช เมิร์ซ นายกรัฐมนตรีเยอรมนีว่า อาจจำเป็นต้องให้ยูเครนและรัสเซีย “ต่อสู้กันไปอีกสักพัก” ก่อนที่จะเข้ามาไกล่เกลี่ยเจรจาสันติภาพ พร้อมระบุว่า อาจพิจารณาใช้มาตรการคว่ำบาตรทั้ง 2 ประเทศ หากเห็นว่าความขัดแย้งไม่มีแนวโน้มสิ้นสุดลง ทรัมป์ระบุว่า “บางครั้งเราอาจต้องปล่อยให้พวกเขาสู้กันสักหน่อย” และเปรียบเทียบถึงเกมฮอกกี้หรือกีฬาอื่น ๆ ที่กรรมการมักปล่อยให้ผู้เล่นกระทบกระทั่งกันสักครู่ ก่อนจะเข้ามาห้าม นอกจากนี้ ยังย้ำว่า พร้อมใช้มาตรการลงโทษทั้งรัสเซียและยูเครน หากเห็นว่าทั้ง 2 ฝ่ายไม่จริงจังกับการยุติความขัดแย้ง บรรดาผู้นำชาติยุโรปต่างกังวลว่าประธานาธิบดีทรัมป์ ซึ่งเคยแสดงความไม่พอใจต่อความพยายามยุติสงครามในยูเครน อาจถอนตัวจากการเจรจาและสนับสนุนยูเครน โดยทรัมป์กล่าวว่า เขาเชื่อว่าเยอรมนีเห็นพ้องกับตนถึงความจำเป็นที่จะต้องยุติความขัดแย้งกับยูเครน โดยผู้นำเยอรมนีกล่าวเสริมว่า “จุดยืนของผมชัดเจนว่า เราอยู่ข้างยูเครน และเราพยายามสนับสนุนมากขึ้นเรื่อย ๆ เพื่อให้ปูตินยุติสงครามนี้” 
ทรัมป์ยังกล่าวว่า เขาเข้าใจว่ารัสเซียน่าจะตอบโต้ หลังจากถูกโดรนของยูเครนโจมตีฐานทัพอากาศ ซึ่งเป็นเรื่องที่ทำให้รัสเซียเสียหน้า โดยทรัมป์กล่าวถึงประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูตินของรัสเซีย ซึ่งได้พูดคุยด้วยเมื่อต้นสัปดาห์ โดยระบุว่า “เขาก็ทำร้ายคนอื่นมาตลอด ผมเข้าใจนะ แต่คราวนี้เขาเจ็บหนัก และผมไม่คิดว่าเขากำลังเล่นเกม” วาทะของทรัมป์ อาจเป็นสัญญาณพันธมิตรยุโรป ที่หวังจะให้เขาเพิ่มแรงกดดันต่อปูตินให้เข้าร่วมโต๊ะเจรจา ซึ่งผู้นำเยอรมนีกล่าวว่า “เราทุกคนกำลังมองหาวิธีที่จะยุติสงครามที่เลวร้ายนี้ ดังนั้นเรามาคุยกันว่าเราจะทำอะไรร่วมกันได้บ้าง และเราพร้อมจะทำทุกอย่างที่เราทำได้ คุณก็รู้ว่าเราให้การสนับสนุนยูเครน และเรากำลังมองหาวิธีเพิ่มแรงกดดันต่อรัสเซีย” ทรัมป์ยังกล่าวอีกว่า ตนและผู้นำเยอรมนี จะหารือกันเรื่องข้อตกลงทางการค้าระหว่างสหรัฐฯ และสหภาพยุโรป ซึ่งเขาหวังว่าจะช่วยเพิ่มการส่งออกพลังงานของสหรัฐฯ “เราจะได้ข้อตกลงการค้าที่ดี ซึ่งสุดท้ายแล้วน่าจะขึ้นอยู่กับสหภาพยุโรปเป็นหลัก แต่คุณก็มีบทบาทใหญ่มาก” พร้อมย้ำว่า สหรัฐฯ มีน้ำมันและก๊าซจำนวนมาก และหวังว่า “มันจะเป็นส่วนหนึ่งของข้อตกลงการค้า” ทั้งนี้ การพบปะกันของผู้นำเยอรมนีกับสหรัฐฯ ครั้งนี้ ถือเป็นบททดสอบครั้งแรกของผู้นำเยอรมนีวัย 69 ปี ที่เพิ่งขึ้นดำรงตำแหน่งเมื่อเดือนที่แล้ว ที่มา Bloomberg |