นักวิเคราะห์ 3 ค่ายประสานเสียงเชียร์ PTT คาดกำไรไตรมาส 2/2569 เติบโตแข็งแกร่งในช่วง 3.3–4.8 หมื่นล้านบาท จากแรงหนุนธุรกิจก๊าซ PTTEP และปิโตรเคมี ตามราคาพลังงานขาขึ้น พร้อมมองมีโอกาสทำสถิติสูงสุดใหม่ และคงคำแนะนำ ซื้อ ราคาเป้าหมาย 40-45 บาท บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) กรุงศรี เปิดเผยว่า นักวิเคราะห์ประเมินแนวโน้มผลประกอบการของ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) หรือ PTT ไตรมาส 2/2569 มอง Positive ที่คาดว่าจะทำกำไรสุทธิอย่างน้อย 33,760 ล้านบาท เติบโต 57% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และเพิ่มขึ้น 31% จากไตรมาสก่อนหน้า โดย Upside จะมาจากธุรกิจ Trading ที่ stock และ hedging gain ได้สูงกว่าคาด ทั้งนี้ หากตัดรายการพิเศษ fx loss ,net stock loss และอื่นๆออก คาดกำไรปกติราว 51,164 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 225% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และเพิ่มขึ้น 80% จากไตรมาสก่อนหน้า ดีกว่าที่เคยประเมินจากทั้งโรงแยกก๊าซ และธุรกิจโรงกลั่นและปิโตรเคมี ปัจจัยหนุนหลักมาจากธุรกิจก๊าซที่ฟื้นตัวชัดเจน หลังการปรับโครงสร้างราคาก๊าซ ส่งผลให้ต้นทุนลดลง ขณะที่ราคาขายอ้างอิงปิโตรเคมีปรับตัวเพิ่มขึ้นตามสถานการณ์ supply พลังงานตึงตัว จากการปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นปัจจัยบวกต่อบริษัทลูกทั้งธุรกิจสำรวจและผลิตปิโตรเลียม (E&P) ธุรกิจโรงกลั่น และปิโตรเคมี โดยธุรกิจก๊าซคาดมี EBITDA ราว 25,885 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 93% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และ 58% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า หนุนจากโรงแยกก๊าซ (GSP) ที่อัตรากำไรปรับดีขึ้น หลังต้นทุนลดลง 27% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน มาอยู่ที่ราว 301 ดอลลาร์ต่อตัน จากการกลับมาใช้ราคาก๊าซอ่าวไทย ขณะที่ปริมาณขายก๊าซเพิ่มขึ้นแตะ 4,220 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน เพิ่มขึ้น 9% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ตามดีมานด์ภาคโรงไฟฟ้าและปิโตรเคมี ด้านบริษัทลูกได้รับอานิสงส์จากราคาพลังงานที่ปรับขึ้น โดยธุรกิจ E&P มีราคาขายเฉลี่ย (ASP) เพิ่มขึ้น 20% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และ 15% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า ค่าการกลั่นเพิ่มขึ้น 145–303% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และ 12–66% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า ขณะที่ส่วนต่างราคาปิโตรเคมี (spread) อย่าง PE เพิ่มขึ้น 21–45% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และ 51–62% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า สำหรับแนวโน้มไตรมาส 3/2569 คาดกำไรยังเติบโตเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน จากธุรกิจก๊าซที่ได้อานิสงส์โครงสร้างราคาใหม่ แม้จะอ่อนตัวเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า จากแผนปิดซ่อมโรงแยกก๊าซ และภาวะ supply ที่เริ่มคลายตัว ทั้งนี้ หากกำไรไตรมาส 2 เป็นไปตามคาด จะทำให้กำไรครึ่งปีแรกคิดเป็นราว 71% ของประมาณการทั้งปีที่ 1.1 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้น 66% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ส่งผลให้นักวิเคราะห์อยู่ระหว่างปรับเพิ่มประมาณการ พร้อมคงคำแนะนำซื้อที่ราคาเป้าหมายปี 2569 ที่ 40 บาท โดยมองธุรกิจหลักอยู่ในช่วงฟื้นตัวทั้งธุรกิจก๊าซ ที่ได้ประโยชน์จากการปรับโครงสร้างก๊าซทำให้กลับมาทำกำไร ขณะที่ธุรกิจโรงกลั่นและปิโตรเคมี ที่ supply อยู่ในขาตึงตัวมากขึ้นจากกำลังการผลิตใหม่ที่เข้ามาน้อยลง และการปรับโครงสร้างการผลิตทั่วโลก ทำให้ค่าการกลั่นสูงกว่าค่าเฉลี่ย 10 ปี และ spread ปิโตรเคมีฟื้นกลับสู่จุดทำกำไรในระยะยาว หนุนกำไรปกติเติบโตเฉลี่ย 19% CAGR ในช่วงปี 2569–2571 บล.โกลเบล็ก ลุ้นกำไร แตะ 4.47 หมื่นลบ. โตแรง รับแรงหนุน PTTEP–ก๊าซ–โรงกลั่น บล.โกลเบล็ก ประเมิน ผลประกอบการ PTT ไตรมาส 2/2569 มีแนวโน้มเติบโตแข็งแกร่ง โดยคาดกำไรสุทธิอยู่ที่ราว 44,700 ล้านบาท เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญจาก 25,700 ล้านบาทในไตรมาส 1/2569 และ 21,500 ล้านบาทในช่วงเดียวกันปีก่อน จากแรงหนุนหลักของธุรกิจต้นน้ำและการฟื้นตัวของธุรกิจปลายน้ำ ปัจจัยหนุนสำคัญมาจาก 4 ธุรกิจหลัก ได้แก่ 1.ธุรกิจสำรวจและผลิตปิโตรเลียม (PTTEP) ที่ยังเป็นตัวขับเคลื่อนหลัก จากปริมาณขายเพิ่มขึ้นราว 4% จากไตรมาสก่อน และราคาขายเฉลี่ย (ASP) เพิ่มขึ้น 15% ตามราคาน้ำมันโลก 2.ธุรกิจโรงกลั่นที่มีค่าการกลั่น (GRM) อยู่ในระดับสูง จากส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์ที่แข็งแกร่ง 3.ธุรกิจโรงแยกก๊าซ (GSP) ที่มีผลประกอบการดีขึ้นจากอัตราการใช้กำลังการผลิตและ product mix ที่ดีขึ้น และ 4.ธุรกิจปิโตรเคมีที่เริ่มฟื้นตัวจากส่วนต่างราคาที่ปรับตัวดีขึ้น ขณะที่ปริมาณจำหน่ายก๊าซธรรมชาติในไตรมาส 2/2569 คาดเพิ่มขึ้นเป็น 4,220 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน (mmscfd) จาก 4,019 mmscfd ในไตรมาสก่อน และ 3,866 mmscfd ในช่วงเดียวกันปีก่อน โดยได้แรงหนุนจากความต้องการใช้ไฟฟ้าตามฤดูกาล ส่งผลให้ยอดขายให้กับ กฟผ. และผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชน (IPP) เพิ่มขึ้นถึง 16% จากไตรมาสก่อน ด้านธุรกิจโรงแยกก๊าซ (GSP) คาดว่าปริมาณขายจะทรงตัวที่ราว 1,892 กิโลตัน แม้ยอดขาย LPG จะลดลง 4% จากไตรมาสก่อนตามอุปสงค์ที่อ่อนตัว แต่ถูกชดเชยด้วยยอดขายเอทเทนที่เพิ่มขึ้น 3% ขณะที่อัตราการใช้กำลังการผลิตปรับเพิ่มเป็น 97.1% จาก 96.1% ในไตรมาสก่อน ตามปริมาณก๊าซจากอ่าวไทยที่เพิ่มขึ้น อย่างไรก็ตาม แม้ราคาก๊าซใน pool gas จะเพิ่มขึ้น 27% จากไตรมาสก่อน มาอยู่ที่ 375 บาทต่อล้านบีทียู จากต้นทุน LNG ที่สูงขึ้น แต่ต้นทุนก๊าซป้อนโรงแยก (feed gas cost) ยังคงทรงตัวที่ 301 ดอลลาร์ต่อตัน เนื่องจากใช้ก๊าซจากอ่าวไทยเป็นหลัก ส่งผลให้ธุรกิจ GSP ยังคงรักษาอัตรากำไรได้ดี สำหรับธุรกิจโรงกลั่น แม้กำไรหลักจะได้รับแรงหนุนจากค่าการกลั่นที่แข็งแกร่ง แต่ยังถูกกดดันจากรายการพิเศษ ได้แก่ ขาดทุนสต๊อก ขาดทุนจากการป้องกันความเสี่ยง (hedging loss) ขาดทุนอัตราแลกเปลี่ยน และการด้อยค่าโครงการ CFP ขณะที่ธุรกิจปิโตรเคมียังเป็นตัวฉุดกำไรในภาพรวม แม้เริ่มมีสัญญาณฟื้นตัวจากภาวะอุปทานที่ตึงตัวมากขึ้น นักวิเคราะห์ยังคงคำแนะนำซื้อ หุ้น PTT โดยให้ราคาเป้าหมายปี 2569 ที่ 45 บาท อิงวิธี Sum-of-the-Parts (SoTP) มองว่าปัจจัยลบได้สะท้อนในราคาหุ้นไปมากแล้ว ขณะที่แนวโน้มอุตสาหกรรมพลังงานเริ่มฟื้นตัว จากราคาน้ำมันและก๊าซที่อยู่ในระดับสูงขึ้น จะเป็นแรงหนุนสำคัญต่อการเติบโตของกำไรในปี 2569 ทั้งนี้ คาดกำไรสุทธิปี 2569 อยู่ที่ราว 119,311 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 32.3% จากปีก่อน ก่อนจะชะลอลงเล็กน้อยในปี 2570 และกลับมาเติบโตอีกครั้งในปี 2571 สะท้อนการฟื้นตัวอย่างต่อเนื่องของธุรกิจหลักในกลุ่ม PTT ลุ้นกำไร ไตรมาส 2 ทำนิวไฮ 4.87 หมื่นลบ. โต 126% บล.เคจีไอ ประเมินผลประกอบการ PTT ในไตรมาส 2/2569 มีแนวโน้มเติบโตโดดเด่น โดยคาดกำไรสุทธิอยู่ที่ 48,700 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 126% จากช่วงเดียวกันปีก่อน และ 89% จากไตรมาสก่อน ทำสถิติสูงสุดรายไตรมาสใหม่ การเติบโตดังกล่าวได้รับแรงหนุนหลักจากส่วนแบ่งกำไรของบริษัทในเครือ ได้แก่ ธุรกิจสำรวจและผลิตปิโตรเลียม (PTTEP) ธุรกิจปิโตรเคมี (PTTGC) และหน่วยธุรกิจก๊าซ ซึ่งได้รับอานิสงส์จากราคาน้ำมันดิบและราคาผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีที่ปรับตัวสูงขึ้น โดยราคาน้ำมันดิบดูไบในไตรมาส 2 เพิ่มขึ้น 44% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และ 11% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า มาอยู่ที่ 96 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ขณะที่ราคาผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีสำคัญ เช่น HDPE, LLDPE และ LDPE ปรับเพิ่มขึ้น 41–51% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และ 32–36% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า สู่ระดับ 1,418–1,634 ดอลลาร์ต่อตัน ส่งผลบวกต่อผลประกอบการของกลุ่ม ด้านธุรกิจก๊าซคาดว่ากำไรจากการดำเนินงานจะปรับตัวดีขึ้น จากราคาก๊าซอีเทนที่เพิ่มขึ้นตามราคา PE รวมถึงราคาก๊าซมีเทนที่อิงราคาน้ำมันเตา โดยมีระยะเวลาหน่วง (lag time) 1–3 เดือน ขณะที่ปริมาณยอดขายก๊าซธรรมชาติคาดเพิ่มขึ้น 5% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า สู่ระดับ 4,220 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน (mmscfd) ตามความต้องการใช้ไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นในช่วงฤดูร้อน โดยเฉพาะจากกลุ่มผู้ผลิตไฟฟ้า (IPP) และการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) อย่างไรก็ตาม ปริมาณขายของโรงแยกก๊าซ (GSP) คาดลดลงเล็กน้อย 1% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า เหลือ 1.892 ล้านตัน จากยอดขาย LPG ที่ชะลอลง ทั้งนี้ นักวิเคราะห์ได้ปรับเพิ่มประมาณการกำไรสุทธิปี 2569 ขึ้น 5% เป็น 121,200 ล้านบาท และปี 2570 เพิ่มขึ้น 1% เป็น 123,300 ล้านบาท จากการปรับเพิ่มสมมติฐานค่าการกลั่นของบริษัทในเครือ ได้แก่ PTTGC, TOP และ IRPC รวมถึงการปรับเพิ่มประมาณการปริมาณขายก๊าซธรรมชาติ พร้อมกันนี้ ได้ปรับราคาเป้าหมายใหม่เป็น 43 บาท จากเดิม 41 บาท อิงวิธี Sum-of-the-Parts (SoTP) เพื่อสะท้อนมูลค่าที่เพิ่มขึ้นของบริษัทในกลุ่ม โดยยังคงคำแนะนำซื้อ และเลือก PTT เป็นหุ้นเด่นในกลุ่มพลังงาน จากแนวโน้มกำไรที่เติบโตแข็งแกร่ง อย่างไรก็ตาม ปัจจัยเสี่ยงสำคัญยังคงอยู่ที่ความผันผวนของราคาน้ำมันดิบ ค่าการกลั่น (GRM) และส่วนต่างราคาปิโตรเคมี (spread) ซึ่งอาจกระทบต่อผลประกอบการในระยะถัดไป อ่านข่าวสารของสำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทยเพิ่มเติมได้ที่ : https://url.in.th/w-stock-news |