SPALI คาดผลงานครึ่งปีหลังดีกว่าครึ่งปีแรก หลังทยอยโอนคอนโดมิเนียมใหม่ 3 โครงการ มูลค่ารวม 6,400 ลบ.คงเป้ารายได้ทั้งปี 27,000 ลบ.ยอดขาย 30,000 ลบ.เร่งเปิด 16 โครงการใหม่ มูลค่ารวม 19,000 ลบ.ในครึ่งปีหลัง แม้ปรับลดแผนเปิดโครงการใหม่ทั้งปีเหลือ 25 โครงการ จากต้นทุนถมดินที่ปรับตัวสูงขึ้น นายไตรเตชะ ตั้งมติธรรม กรรมการผู้จัดการ บริษัท ศุภาลัย จำกัด (มหาชน) หรือ SPALI เปิดเผยว่า ผลการดำเนินงานในช่วงครึ่งหลังของปี 2569 มีแนวโน้มเติบโตดีกว่าครึ่งปีแรก โดยเฉพาะรายได้จากการโอนกรรมสิทธิ์ ซึ่งจะได้รับแรงหนุนจากการทยอยโอนคอนโดมิเนียมใหม่ 3 โครงการ มูลค่าโครงการรวม 6,400 ล้านบาท ในช่วงไตรมาส 3-4 โครงการที่เริ่มโอนในช่วงครึ่งปีหลัง ได้แก่ ศุภาลัย ปาร์ค เอกมัย-พัฒนาการ ซึ่งเริ่มโอนตั้งแต่เดือนกรกฎาคม ปัจจุบันมียอดขายแล้ว 54% จากมูลค่าโครงการ 4,600 ล้านบาท, ศุภาลัย เซนส์ ศรีนครินทร์ เริ่มโอนตั้งแต่ปลายเดือนมิถุนายน มียอดขาย 60% จากมูลค่าโครงการ 1,000 ล้านบาท และศุภาลัย คราม เขาเต่า ซึ่งจะเริ่มโอนในเดือนกันยายน ปัจจุบันมียอดขายแล้วกว่า 40% จากมูลค่าโครงการ 800 ล้านบาท สำหรับเป้าหมายทั้งปี 2569 ยังคงเป้ารายได้ไว้ที่ 27,000 ล้านบาท ปัจจุบันมียอดขายรอโอน (Backlog) มูลค่ารวม 16,000 ล้านบาท ซึ่งคาดว่าจะรับรู้เป็นรายได้ในปีนี้ 7,000 ล้านบาท ส่วนที่เหลือจะทยอยรับรู้ในปีถัดไป ขณะที่เป้ายอดขาย (Presale) ยังคงไว้ที่ 30,000 ล้านบาท ในครึ่งหลัง มีแผนเปิดตัว 16 โครงการใหม่ มูลค่ารวม 19,000 ล้านบาท หลังจากครึ่งปีแรกเปิดตัวไปแล้ว 9 โครงการ มูลค่ารวม 13,000 ล้านบาท ส่งผลให้ตลอดปี 2569 จะเปิดโครงการใหม่รวม 25 โครงการ มูลค่ารวม 32,000 ล้านบาท จำนวนโครงการเปิดใหม่ในปีนี้ลดลงจากแผนเดิมที่ตั้งไว้ 28 โครงการ มูลค่ารวม 35,000 ล้านบาท เนื่องจากเลื่อนเปิดโครงการแนวราบ 3 โครงการออกไป หลังต้นทุนการถมดินปรับตัวสูงขึ้นในช่วงก่อนหน้า ทำให้ต้องทบทวนแผนการลงทุนบางส่วน ภาพรวมตลาดอสังหาริมทรัพย์ในปัจจุบันสะท้อนให้เห็นว่าฝั่งอุปทาน (Supply) หดตัวลงอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะตลาดคอนโดมิเนียม จากเดิมที่มีการอนุมัติโครงการใหม่เฉลี่ยเดือนละ 12-13 แปลง เมื่อ 5 ปีก่อน ปัจจุบันเหลือเพียงประมาณ 3 แปลงต่อเดือน หรือคิดเป็นเพียง 1 ใน 4 ของระดับเดิม แม้ความต้องการซื้อ (Demand) จะชะลอลงเช่นกัน แต่ลดลงไม่มากเท่าฝั่งอุปทาน ส่งผลให้ตลาดยังมีสต็อกคงเหลือจากกำลังซื้อที่อ่อนตัว ประกอบกับผู้ประกอบการชะลอการซื้อที่ดินและการเปิดโครงการใหม่ ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจที่ยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่ ขณะเดียวกัน ตลาดยังเผชิญแรงกดดันจากต้นทุนก่อสร้างที่ปรับเพิ่มขึ้นราว 5-6% เมื่อเทียบกับช่วงก่อนเกิดสงคราม แม้ในอนาคตต้นทุนอาจปรับลดลงได้บ้าง แต่คาดว่าจะไม่กลับสู่ระดับเดิม สำหรับต้นทุนของบริษัท ปีที่ผ่านมาอยู่ที่ประมาณ 15% และปีนี้คาดว่าจะเพิ่มเป็นราว 17% ซึ่งถือว่ายังอยู่ในระดับที่บริหารจัดการได้ แม้ตลาดอสังหาริมทรัพย์ยังเผชิญปัจจัยลบหลายด้าน ทั้งภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัว ความเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อ การหายไปของผู้ซื้อชาวต่างชาติ และต้นทุนที่สูงขึ้น แต่เชื่อว่าปัจจัยลบส่วนใหญ่ได้รับการสะท้อนเข้าสู่ตลาดแล้ว ขณะที่การลดลงของซัพพลายใหม่จะเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยให้ตลาดกลับเข้าสู่ภาวะสมดุลในระยะต่อไป อ่านข่าวสารของสำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทยเพิ่มเติมได้ที่ : https://url.in.th/w-stock-news |