สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย ได้รวบรวมมุมมอง ของบริษัทหลักทรัพย์ชั้นนำที่ได้ประเมินทิศทางของ บริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ TU จากบทวิเคราะห์ที่ออกมาในวันที่ 5 ต.ค. 69 | ชื่อโบรกเกอร์ | คำแนะนำ | | | บล.หยวนต้า | ซื้อ | 16 | | บล.บัวหลวง | ซื้อ | 15.6 | | บล.กรุงศรี | ซื้อ | 15.5 | | บล.พาย | ซื้อ | 15.4 | | บล.ฟิลลิป | ซื้อ | 15.3 | | บล.ดีบีเอสวิคเคอร์ส | ซื้อ | 15.2 | | บล.ทิสโก้ | ซื้อ | 15.2 | | บล.ลิเบอเรเตอร์ | ซื้อ | 14.7 | | บล.เมย์แบงก์ | ซื้อ | 14.5 | | บล.ยูโอบีเคย์เฮียน | ซื้อ | 14.5 | | บล.เอเซียพลัส | ซื้อ | 13.9 | | บล.ทรีนีตี้ | ซื้อ | 13.9 | | บล.ซีจีเอส อินเตอร์เนชั่นแนล | ซื้อ (Add) | ไม่ระบุ |
สรุปปัจจัยบวก (มุมมองนักวิเคราะห์)
+ กำไรปกติ Q3/69 เติบโตแข็งแกร่ง: คาดการณ์กำไรปกติ (Core Profit) อยู่ในกรอบ 1,349 - 1,420 ล้านบาท ซึ่งเป็นการเติบโตทั้งเมื่อเทียบกับปีก่อน (+13% ถึง +17% YoY) และไตรมาสก่อน (+3% ถึง +9% QoQ) (บล.พาย, บล.ลิเบอเรเตอร์, บล.เมย์แบงก์, บล.ยูโอบีเคย์เฮียน, บล.เอเซียพลัส, บล.ดีบีเอสวิคเคอร์ส, บล.กรุงศรี, บล.หยวนต้า) + ยอดขายรวมขยายตัวได้ดี: คาดการณ์รายได้รวมใน Q3/69 อยู่ที่ระดับ 35,729 - 36,000 ล้านบาท (เติบโต 4% - 4.6% YoY และ 6% - 6.4% QoQ) เป็นผลจากอุปสงค์ที่แข็งแกร่งและการเข้าสู่ช่วง High Season ของการส่งออก (บล.พาย, บล.ลิเบอเรเตอร์, บล.เมย์แบงก์, บล.เอเซียพลัส, บล.ฟิลลิป, บล.ดีบีเอสวิคเคอร์ส, บล.ทิสโก้, บล.ทรีนีตี้, บล.บัวหลวง) + ธุรกิจอาหารสัตว์เลี้ยง (Pet Care) โตโดดเด่น: เป็นฟันเฟืองหลักในการขับเคลื่อนกำไร โดยคาดว่ายอดขายเติบโตสูงถึง 12% - 17% YoY จากคำสั่งซื้อของลูกค้า Global Brands ในสหรัฐฯ และการออกสินค้าใหม่ (บล.พาย, บล.ลิเบอเรเตอร์, บล.เอเซียพลัส, บล.ฟิลลิป, บล.ดีบีเอสวิคเคอร์ส, บล.ทิสโก้, บล.ทรีนีตี้, บล.บัวหลวง, บล.หยวนต้า) + ธุรกิจอาหารทะเลแปรรูป (Ambient) ฟื้นตัวต่อเนื่อง: ยอดขายเติบโตระดับ Low to Mid-single digit (ราว 3-4% YoY) จากความสำเร็จในการผลักดันสินค้าแบรนด์พรีเมียม, ธุรกิจ OEM และการปรับขึ้นราคาขาย (บล.พาย, บล.ลิเบอเรเตอร์, บล.เอเซียพลัส, บล.ฟิลลิป, บล.ดีบีเอสวิคเคอร์ส, บล.ทิสโก้, บล.ทรีนีตี้, บล.บัวหลวง) + อัตรากำไรขั้นต้น (GPM) ภาพรวมอยู่ในระดับสูง: คาดว่า GPM ใน Q3/69 จะทำได้ในกรอบ 20.3% - 20.7% ปรับตัวดีขึ้นเมื่อเทียบ YoY โดยได้อานิสงส์จากสัดส่วนสินค้ามาร์จิ้นสูงที่เพิ่มขึ้น (Product Mix) (บล.พาย, บล.ลิเบอเรเตอร์, บล.เมย์แบงก์, บล.เอเซียพลัส, บล.ฟิลลิป, บล.ดีบีเอสวิคเคอร์ส, บล.กรุงศรี, บล.ทรีนีตี้, บล.บัวหลวง, บล.หยวนต้า) + รับมือต้นทุนทูน่าได้ในระยะสั้น: ผลกระทบจากราคาปลาทูน่าใน Q3/69 ยังมีจำกัด เนื่องจากบริษัทมีการล็อกสต๊อกวัตถุดิบไว้ล่วงหน้าราว 2 เดือน ประกอบกับได้แรงหนุนจากค่าเงินบาทที่กลับมาอ่อนค่า (บล.พาย, บล.ลิเบอเรเตอร์, บล.เมย์แบงก์, บล.ซีจีเอส อินเตอร์เนชั่นแนล, บล.ทิสโก้, บล.หยวนต้า) + พื้นฐานแข็งแกร่ง ปันผลจูงใจ: มูลค่าหุ้นยังน่าสนใจ (Undemanding Valuation) โดยให้ผลตอบแทนจากเงินปันผลสูงถึง 5.7% - 7% รวมทั้งมีประเด็นบวกรออยู่ เช่น ความคืบหน้าข้อตกลงการค้าเสรีไทย-อียู (Thai-EU FTA) และโอกาสการทำ M&A ของ ITC (บล.เมย์แบงก์, บล.ซีจีเอส อินเตอร์เนชั่นแนล, บล.ฟิลลิป, บล.ดีบีเอสวิคเคอร์ส, บล.กรุงศรี, บล.หยวนต้า) + เป้ากำไรทั้งปี 69 ยังแข็งแกร่ง: คาดการณ์กำไรสุทธิทั้งปีอยู่ในระดับ 4,700 - 4,912 ล้านบาท ซึ่งการดำเนินงานในช่วง 9 เดือนแรกคิดเป็นสัดส่วนเกือบ 75-79% ของเป้าหมายทั้งปีแล้ว (บล.พาย, บล.ลิเบอเรเตอร์, บล.เอเซียพลัส, บล.ฟิลลิป, บล.ทิสโก้, บล.ทรีนีตี้) สรุปปัจจัยลบ (มุมมองนักวิเคราะห์) - ต้นทุนปลาทูน่าพุ่ง กดดันมาร์จิ้น Q4/69: ราคาปลาทูน่าพุ่งสูงขึ้นแตะระดับ 2,200 - 2,300 ดอลลาร์สหรัฐ/ตัน ในเดือน ส.ค.-ก.ย. (+34% ถึง +42% YoY) ซึ่งจะเข้ามากระทบอัตรากำไรขั้นต้น (GPM) ในไตรมาส 4 โดยคาดว่าจะกดดันมาร์จิ้นให้ลดลงราว 0.5% หรือ 50 bps (บล.พาย, บล.ลิเบอเรเตอร์, บล.เมย์แบงก์, บล.ซีจีเอส อินเตอร์เนชั่นแนล, บล.เอเซียพลัส, บล.ทิสโก้, บล.กรุงศรี, บล.ทรีนีตี้, บล.บัวหลวง, บล.หยวนต้า) - ค่าใช้จ่าย SG&A พุ่งเกินเป้า: สัดส่วนค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารต่อยอดขาย (SG&A/Sales) ปรับตัวสูงขึ้นมาอยู่ที่ 14.6% - 14.8% (คิดเป็นเม็ดเงินราว 5,230 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 10% YoY) ซึ่งสูงกว่ากรอบเป้าหมายของบริษัท สาเหตุหลักจากค่าระวางเรือที่แพงขึ้นตามราคาน้ำมัน, งบการตลาด และค่าที่ปรึกษากฎหมาย/ดีล M&A (บล.พาย, บล.ลิเบอเรเตอร์, บล.เมย์แบงก์, บล.ซีจีเอส อินเตอร์เนชั่นแนล, บล.เอเซียพลัส, บล.ฟิลลิป, บล.ทิสโก้, บล.ทรีนีตี้) - รับรู้ขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยน: คาดว่าในไตรมาส 3/69 จะมีรายการพิเศษจากการขาดทุนอัตราแลกเปลี่ยนเข้ามากดดันกำไรสุทธิราว 100 ล้านบาท (บล.พาย, บล.ลิเบอเรเตอร์, บล.เมย์แบงก์, บล.เอเซียพลัส, บล.ฟิลลิป, บล.ทิสโก้, บล.กรุงศรี) - อัตรากำไรขั้นต้น (GPM) ชะลอตัวลง QoQ: แม้ GPM จะดีกว่าปีก่อน แต่หากเทียบกับไตรมาส 2/69 ที่ระดับ 21.4% ถือว่าชะลอตัวลง เนื่องจากต้นทุนทูน่าล๊อตใหม่ที่แพงขึ้นเริ่มทยอยเข้ามา และไตรมาสก่อนหน้ามีปัจจัยบวกพิเศษจากการรับคืนภาษีนำเข้าที่สหรัฐฯ (บล.พาย, บล.เมย์แบงก์, บล.เอเซียพลัส, บล.ฟิลลิป, บล.ทิสโก้, บล.กรุงศรี, บล.ทรีนีตี้) - ธุรกิจอาหารแช่แข็ง (Frozen) ชะลอตัว: ยอดขายกลุ่มอาหารแช่แข็งและธุรกิจอาหารสัตว์ (Feed) มีแนวโน้มหดตัวลงระดับ Low single digit เมื่อเทียบ YoY เนื่องจากกำลังซื้อที่ลดลงและอุปสงค์ที่อ่อนแอ (บล.พาย, บล.ลิเบอเรเตอร์, บล.เอเซียพลัส, บล.ฟิลลิป, บล.ทรีนีตี้) - คาดกำไรสุทธิ Q3/69 บางส่วนมองว่าอาจหดตัว: โบรกเกอร์บางแห่งประเมินว่ากำไรสุทธิในไตรมาส 3 อาจลดลงอยู่ที่ 1,196 - 1,250 ล้านบาท (-1% ถึง -4% YoY และ -1% ถึง -7% QoQ) เนื่องจากค่าใช้จ่ายดำเนินงานและขาดทุน FX หักล้างรายได้ที่โตขึ้น (บล.ซีจีเอส อินเตอร์เนชั่นแนล, บล.ฟิลลิป, บล.กรุงศรี) - ภาพรวม Q4/69 ชะลอตัวตามฤดูกาล: ผลประกอบการในไตรมาส 4 มีโอกาสอ่อนตัวลงเมื่อเทียบ QoQ จากทั้งปัจจัยด้านฤดูกาลและต้นทุนปลาทูน่าที่เข้ามากระทบเต็มไตรมาส (บล.เอเซียพลัส, บล.ดีบีเอสวิคเคอร์ส, บล.ทรีนีตี้, บล.บัวหลวง, บล.หยวนต้า) |