ครม. รับทราบผลสรุป คุมเข้มสัมปทาน Duty Free AOT ยึดแนวทาง PPP เพิ่มความโปร่งใสในบอร์ดคัดเลือกเอกชน พร้อมเปิดเคาน์เตอร์ส่งมอบสินค้าสาธารณะรองรับทุกรายทันที นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า คณะรัฐมนตรี (ครม.) รับทราบสรุปผลการพิจารณาข้อเสนอแนะเพื่อป้องกันการทุจริต กรณีศึกษาการแก้ไขสัญญางานให้สิทธิประกอบกิจการจำหน่ายสินค้าปลอดอากร (Duty Free) และงานให้สิทธิประกอบกิจการบริหารจัดการกิจกรรมเชิงพาณิชย์ภายในอาคารผู้โดยสารของบริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ AOT ตามที่กระทรวงการคลังเสนอ ภายหลังจากที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ได้เสนอข้อเสนอแนะเพื่อป้องกันการทุจริตในเชิงระบบให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องนำไปดำเนินการ รัฐบาลภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้ความสำคัญกับการบริหารทรัพย์สินของรัฐอย่างโปร่งใส ตรวจสอบได้ และคุ้มค่าต่อประโยชน์สาธารณะ โดยกระทรวงการคลังได้ร่วมกับกระทรวงคมนาคม สำนักงานอัยการสูงสุด และ AOT พิจารณาข้อเสนอแนะของ ป.ป.ช. ครบทั้ง 3 ด้าน ได้แก่ ด้านนโยบาย ด้านการกำกับดูแลรัฐวิสาหกิจ และด้านการบริหารโครงการและสัญญาของหน่วยงานรัฐ ในด้านนโยบาย กระทรวงการคลังได้กำหนดแนวทางและกลไกกำกับดูแลโครงการที่ให้เอกชนใช้ทรัพย์สินของรัฐหรือทรัพยากรธรรมชาติ ซึ่งไม่อยู่ภายใต้พระราชบัญญัติการร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน พ.ศ. 2562 ให้มีมาตรฐานใกล้เคียงกับโครงการร่วมลงทุนภาครัฐและเอกชน (PPP) โดยกำหนดให้มีคณะกรรมการพิจารณาโครงการ คณะกรรมการคัดเลือกเอกชน และคณะกรรมการกำกับดูแลโครงการ พร้อมกำหนดกลไกรายงานผลการดำเนินงานต่อหน่วยงานกำกับดูแลอย่างสม่ำเสมอ รวมทั้งให้พิจารณาเสนอคณะรัฐมนตรีหรือกระทรวงเจ้าสังกัดพิจารณาโครงการตามระดับมูลค่าโครงการ เพื่อเพิ่มความรอบคอบและความโปร่งใสในการตัดสินใจ ในด้านการกำกับดูแลรัฐวิสาหกิจ รัฐบาลได้ติดตามการดำเนินการของ AOT ตามข้อเสนอแนะของ ป.ป.ช. อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะเรื่องระบบบันทึกและตรวจสอบรายได้จากการขาย (Point of Sale : POS) ซึ่งปัจจุบัน AOTได้ติดตั้งและเชื่อมต่อระบบรับรู้รายได้ขององค์กร (AOT Revenue Recognition System : AOT RR System) เข้ากับระบบ POS ของผู้ประกอบการร้านค้าปลอดอากร ผู้ประกอบการกิจกรรมเชิงพาณิชย์ และผู้ประกอบการรายย่อยครบถ้วนแล้ว ทั้งนี้ ยังได้จัดตั้งคณะทำงานกำกับดูแลระบบ ตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูล และติดตามรายได้อย่างต่อเนื่อง โดยมีการสุ่มตรวจยอดขาย เปรียบเทียบข้อมูลใบเสร็จ รายงานยอดขาย และข้อมูลในระบบเป็นประจำทุกเดือน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการตรวจสอบและป้องกันการรั่วไหลของรายได้รัฐ นอกจากนี้ AOT ยังได้ดำเนินการจัดตั้งระบบเคาน์เตอร์ส่งมอบสินค้าปลอดอากรแบบสาธารณะ (Common Use Pick Up Counter) เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการร้านค้าปลอดอากรทุกรายสามารถใช้บริการได้อย่างเท่าเทียม โดยได้เปิดดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2563 และปัจจุบันมีความพร้อมรองรับผู้ประกอบการที่ประสงค์จะใช้บริการได้ทันที สำหรับด้านการบริหารโครงการและสัญญาของหน่วยงานรัฐ ได้มีการกำหนดแนวทางชัดเจนว่า การให้ความช่วยเหลือคู่สัญญา การแก้ไขสัญญา หรือการปรับเปลี่ยนเงื่อนไขที่อาจกระทบต่อผลประโยชน์ของรัฐ ต้องอยู่ภายใต้กรอบกฎหมาย มีการศึกษาวิเคราะห์ผลกระทบอย่างรอบด้าน และคำนึงถึงประโยชน์สาธารณะเป็นสำคัญ โดยเฉพาะในกรณีที่เกิดเหตุสุดวิสัยหรือสถานการณ์ที่ส่งผลกระทบต่อการดำเนินโครงการ “ครม.ได้กำชับให้ทุกหน่วยงานของรัฐถือปฏิบัติตามแนวทางและกลไกที่กำหนดไว้อย่างเคร่งครัด โดยเฉพาะโครงการที่เกี่ยวข้องกับการใช้ทรัพย์สินของรัฐและทรัพยากรธรรมชาติ เพื่อยกระดับธรรมาภิบาล เพิ่มความโปร่งใส ป้องกันความเสี่ยงด้านการทุจริต และรักษาผลประโยชน์สูงสุดของประเทศและประชาชน” นางสาวลลิดา กล่าว อ่านข่าวสารของสำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทยเพิ่มเติมได้ที่ : https://url.in.th/w-stock-news |