JMART ชี้แจง โครงสร้างถือหุ้นของ RABBIT - SINGER ไม่มีความขัดแย้งทางผลประโยชน์ต่อกัน ยันมีมาตรการป้องกันโอกาสที่จะเกิดความขัดแย้งทางผลประโยชน์แล้ว
นางสาวลัดดา วรุณธารากุล เลขานุการบริษัท บริษัท เจมาร์ท กรุ๊ป โฮลดิงส์ จำกัด (มหาชน) หรือ JMART เปิดเผยผ่านตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ว่า กรณีโครงสร้างการถือหุ้นของ JMART ซึ่งมีสัดส่วนการถือหุ้นของ บริษัท แรบบิทโฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) หรือ RABBIT ว่าเป็นโครงสร้างการถือหุ้นที่เข้าข่ายการขัดแย้งทางผลประโยชน์หรือไม่ บริษัทขอชี้แจงในประเด็นดังกล่าวดังต่อไปนี้ โครงสร้างการถือหุ้น ปัจจุบัน RABBIT ถือหุ้นสามัญใน JMART จำนวน 148,861,318 หุ้น หรือคิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 10.21 ของจำนวนหุ้นชำระแล้วของบริษัท และถือหุ้นในบริษัท ซิงเกอร์ ประเทศไทย จำกัด (มหาชน) หรือ SINGER จำนวน 196,889,196 หุ้น หรือคิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 23.75 ของจำนวนหุ้นชำระแล้วของบริษัท ทั้งนี้ JMART ได้ถือหุ้นใน SINGER จำนวนเท่ากับ 208,871,053 หุ้นมาตั้งแต่ช่วงการเพิ่มทุนตามสัดส่วน และการเพิ่มทุนแบบเฉพาะเจาะจง ซึ่งได้สำเร็จไปเมื่อปลายปี 2564 หรือคิดเป็นสัดส่วนร้อยละ25.20 
โดยบริษัทเห็นว่าการถือหุ้นของ RABBIT ในบริษัท เป็นโครงสร้างการถือหุ้นที่ดีที่สุดของบริษัท ด้วยเหตุผลทางธุรกิจ การดำเนินธุรกิจที่ต่างกันในสาระสำคัญ ซึ่ง ลักษณะการประกอบธุรกิจ SINGER คือ ดำเนินธุรกิจเป็นผู้จัดจำหน่ายสินค้าอุปโภคบริโภคและสินค้าเพื่อการพาณิชย์ หลากหลายผลิตภัณฑ์ ภายใต้เครื่องหมายการค้า “ซิงเกอร์” ส่วนการประกอบธุรกิจของ RABBIT คือ พัฒนาอสังหาริมทรัพย์เพื่อการให้เช่า บริการจำหน่าย และบริหารอย่างครบวงจร และกลุ่มธุรกิจการเงินของ RABBIT เช่น ธุรกิจประกันชีวิต และบริษัทบริหารสินทรัพย์ด้อยคุณภาพ
ขณะที่ JMART ประกอบธุรกิจมีสถานะเป็นโฮลดิ้ง คอมพานี หรือประกอบธุรกิจลงทุนในธุรกิจอื่นโดยมีธุรกิจหลักของบริษัทแกนคือ จำหน่ายทั้งค้าปลีกและค้าส่งโทรศัพท์เคลื่อนที่ และสินค้าที่เกี่ยวข้องกับโทรศัพท์เคลื่อนที่ของผู้ผลิตโทรศัพท์เคลื่อนที่หลักทุกรายและผู้ให้บริการเครือข่าย และอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องนอกจากนี้ ยังลงทุนในกลุ่มธุรกิจการเงิน และเทคโนโลยี ดังนั้น ลักษณะการประกอบธุรกิจของ SINGER มีความแตกต่างจากลักษณะการประกอบธุรกิจของบริษัท และ RABBIT โดยบริษัทพิจารณาว่าธุรกิจของ SINGER ยังคงมีโอกาสในการเติบโตในอนาคต
โดยบริษัทพิจารณาแล้วเห็นว่า การที่บริษัท และ RABBIT เข้าร่วมลงทุนและถือหุ้นใน SINGER ร่วมกันกับบริษัท จะสร้างประโยชน์ที่ดีที่สุดด้วย เหตุผลคือ RABBIT เป็นผู้ถือหุ้นที่มีความพร้อมทางด้านการเงินในการลงทุน และมีความสนใจในธุรกิจที่เกี่ยวข้องก้บธุรกิจการเงิน ซึ่งการเพิ่มทุนในบริษัท SINGERในช่วงปลายปี 2564 ที่ผ่านมา ทำให้ SINGER สามารถมีเงินทุนเพียงพอในการปล่อยสินเชื่อได้ตามแผนดำเนินงาน
มาตรการป้องกันโอกาสที่จะเกิดความขัดแย้งทางผลประโยชน์ ได้เหตุผลและมีมาตรการปฏิบัติที่เกี่ยวข้องดังต่อไปนี้
1. การลงทุนของ RABBIT ในบริษัท JMART เป็นการลงทุนที่ไม่ได้เข้ามามีส่วนร่วมในการบริหารแต่อย่างใด และไม่มีกรรมการตัวแทนใน JMART ตั้งแต่ได้เข้ามาลงทุนเมื่อปลายปี 2564 และRABBIT บันทึกเงินลงทุนใน JMART เป็นเพียงเงินลงทุนเท่านั้น
2. RABBIT มีความประสงค์ที่จะมีส่วนร่วมในการลงทุนใน SINGER โดยได้มีการส่งกรรมการตัวแทน และรับรู้การลงทุนโดยมีสถานะเป็นบริษัทร่วม ในการบริหารกิจการของ SINGER นั้นผู้ถือหุ้นของ SINGER ทั้งในส่วนของบริษัทและ RABBIT มีสิทธิเสนอชื่อบุคคลให้ได้รับการแต่งตั้งเป็นกรรมการของ SINGER ดังนั้น บริษัท และ RABBIT จะมีกรรมการตัวแทนของแต่ละฝ่าย ซึ่งจะทำหน้าที่ในการบริการ SINGER เพื่อสร้างประโยชน์สูงสุดของ SINGER และเพื่อรักษาผลประโยชน์ของผู้ถือหุ้นทุกฝ่ายของตนไปพร้อมกัน
โดย RABBIT ยังไม่ได้เปลี่ยนแปลงแนวทางการดำเนินการข้างต้นจนถึงปัจจุบัน ดังนั้น โครงสร้างการลงทุนดังกล่าวแสดงให้เห็นว่าไม่มีความขัดแย้งทางผลประโยชน์ โดย RABBIT ไม่ได้เป็นผู้มีอำนาจควบคุมใน JMART และ SINGER ภายใต้โครงสร้างการกำกับดูแลกิจการผ่านคณะกรรมการในการตัดสินใจในเรื่องต่างๆ ของบริษัท และยังคงยึดหลักและคำนึงถึงเกณฑ์ความขัดแย้งทางผลประโยชน์ที่จะไม่ประกอบธุรกิจแข่งขันกัน
 |