AP โชว์วินัยการเงินแกร่ง หลังทริสเรทติ้งคงอันดับเครดิตที่ “A” แนวโน้ม “Stable” ต่อเนื่องปีที่ 4 สะท้อนความเชื่อั่น ด้วยมาร์เก็ตแชร์เติบโตเกือบเท่าตัว สู่ระดับ 19% ในปี 68 รักษา Top 3 อสังหาฯในตลาดหลักทรัพย์ พร้อมคงเป้าหมายยอดขายและรายได้ปี 69 ที่ 49,000 ล้านบาท
บริษัท เอพี ไทยแลนด์ จำกัด (มหาชน) หรือ AP เปิดเผยว่า บริษัท ทริสเรทติ้ง จำกัด (TRIS Rating) ได้ประกาศคงอันดับเครดิตองค์กรและหุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีหลักประกันของบริษัทฯ ที่ระดับ “A” ด้วยแนวโน้มอันดับเครดิต “Stable” (คงที่) ต่อเนื่องเป็นปีที่ 4 ตอกย้ำถึงความแข็งแกร่งขององค์กร การดำเนินธุรกิจ สถานะทางการเงิน พอร์ตสินค้าที่ครอบคลุมและหลากหลาย ผลการดำเนินงานที่เติบโตอย่างมั่นคง ตลอดจนการมีภาระหนี้ระดับปานกลางและสภาพคล่องที่เต็มเปี่ยม ความสำเร็จในครั้งนี้เป็นผลลัพธ์จากการขับเคลื่อนองค์กรภายใต้กรอบการทำงาน ‘CODE OF IN-DEPTH UNDERSTANDING’ เพื่อส่งมอบ Living Quality คุณภาพชีวิตที่ดีที่สุด โดยยึดมั่นใน Code of Financial Discipline วินัยทางการเงินที่เข้มงวด หลักการสำคัญในการสร้างเสถียรภาพและความมั่นคงทางธุรกิจระยะยาว นายรัชต์ชยุตม์ นันทโชติโสภณ ประธานฝ่ายบริหาร AP เปิดเผยว่า การที่ AP รักษาอันดับเครดิตระดับ ‘A’ แนวโน้ม ‘Stable’ ได้ต่อเนื่องถึง 4 ปีซ้อน ท่ามกลางเศรษฐกิจที่ผันผวน ไม่ใช่แค่ความสำเร็จทางการเงินของบริษัท แต่คือความมั่นใจที่มอบให้กับลูกค้าครอบครัวของเอพี
บริษัท ดำเนินธุรกิจโดยมี Code of Financial Discipline หลักการสำคัญเพื่อการดำเนินธุรกิจมั่นคงและยั่งยืน ในการบริหารจัดการความเสี่ยงและโครงสร้างทางการเงินอย่างเคร่งครัด ที่ทำให้ลูกค้ามั่นใจได้ว่าทุกโครงการแนวราบและคอนโดมิเนียมของเอพีจะได้รับการพัฒนาจนเสร็จสมบูรณ์และส่งมอบบ้านคุณภาพตรงตามกำหนดเวลา โดยไม่มีความเสี่ยงเรื่องโครงการหยุดชะงัก เพื่อให้ทุกครอบครัวเริ่มต้น ‘ชีวิตดีๆ ที่เลือกเองได้’ ได้อย่างสบายใจและมั่นคงในทุกสภาวะตลาด TRIS Rating มองขีดความสามารถทางการแข่งขัน โดยบริษัทยังคงรักษาตำแหน่ง Top 3 ผู้พัฒนาที่อยู่อาศัยที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยได้อย่างเหนียวแน่นตลอด 5 ปีที่ผ่านมา โดยมีมูลค่าการโอนกรรมสิทธิ์รวมโครงการร่วมทุน (JV) อยู่ในระดับสูงที่ 40,000 - 49,000 ล้านบาท การขยายส่วนแบ่งทางการตลาด (Market Share) พุ่งทะยานเกือบเท่าตัว จาก 12% ในปี 2564 ขึ้นมาอยู่ที่ 19% ในปี 2568 ครองสัดส่วนเกือบ 1 ใน 5 เมื่อเทียบกับกลุ่มผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ที่ได้รับการจัดอันดับจากทริสเรทติ้ง ทิ้งห่างคู่แข่ง และสะท้อนถึงฐานรายได้ที่แข็งแกร่งและกระแสตอบรับที่ยอดเยี่ยมจากลูกค้าในระยะยาว
บริษัทยังเดินหน้าแผนการขับเคลื่อนธุรกิจด้วยการเปิดตัว 42 โครงการใหม่ มูลค่ารวม 55,000 ล้านบาท ตลอดปี 2569 ถือเป็นการสะท้อนพอร์ตสินค้าที่แข็งแกร่งและมีความยืดหยุ่นสูง ครอบคลุมทุกรูปแบบการอยู่อาศัย ประกอบด้วย บ้านเดี่ยว 11 โครงการใหม่ มูลค่ารวม 14,400 ล้านบาท ทาวน์โฮมและบ้านแฝด 16 โครงการใหม่ มูลค่ารวม 17,000 ล้านบาท คอนโดมิเนียม 7 โครงการใหม่ มูลค่ารวม 15,600 ล้านบาท และโครงการในภูมิภาค 8 โครงการใหม่ มูลค่า 8,000 ล้านบาท APได้วางเป้าหมายยอดขายและรายได้รวม (100% JV) ประจำปี 2569 ไว้สูงถึง 49,000 ล้านบาท เพื่อขับเคลื่อนการเติบโตของบริษัทฯ ให้ทะยานไปข้างหน้าอย่างมั่นคงและยั่งยืน โชว์ผลงานไตรมาสแรกแกร่ง รายได้รวม (รวม 100% JV) โต 11% ตุน Backlog แน่น 3.9 หมื่นล้าน ในไตรมาสแรกของปี 2569 (1/2569) เอพี ไทยแลนด์ สามารถสร้างผลงานอันโดดเด่นด้วยรายได้รวม (รวม 100% JV) สูงถึง 10,554 ล้านบาท เติบโตเพิ่มขึ้น 11% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และกำไรสุทธิไปได้ถึง 903 ล้านบาท พร้อมทั้งยังคงรักษาสถานะทางการเงินได้อย่างมั่นคงสูงสุดด้วยสินทรัพย์รวม 87,646 ล้านบาท และมีอัตราส่วนหนี้สินสุทธิต่อทุน (Net D/E Ratio) อยู่ในเกณฑ์ที่ปลอดภัย ต่ำเพียง 0.64 เท่า บริษัทยังมีสินค้ารอรับรู้รายได้ (Backlog) แข็งแกร่งและหนาแน่นสะสมรวมกว่า 39,626 ล้านบาท (ข้อมูล ณ วันที่ 30 เมษายน 2569) โดยแบ่งเป็นพอร์ตโครงการแนวราบ 18,476 ล้านบาท และพอร์ตคอนโดมิเนียมอีก 21,150 ล้านบาท ซึ่งพอร์ตหลังนี้เตรียมทยอยรับรู้รายได้อย่างต่อเนื่อง จากการส่งมอบ 5 คอนโดมิเนียมโครงการใหม่ตลอดทั้งปี เพื่อเป็นหลักประกันในการขับเคลื่อนเม็ดเงินหมุนเวียนและการเติบโตอย่างยั่งยืนในอนาคตตามเป้าหมายที่วางไว้ สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย ได้รวบรวมมุมมองจากบทวิเคราะห์ของบริษัทหลักทรัพย์ชั้นนำที่เผยแพร่ล่าสุด ที่เกี่ยวกับหุ้น AP จาก efin.finance ดังนี้ ที่มา : บล.เอเซียพลัส, บล.กรุงศรี ปัจจัยบวก ยอด Presale มีสัญญาณปรับตัวดีขึ้นอย่างชัดเจน โดยในเดือน พ.ค. สามารถสร้างยอดขายได้ราว 5.2 พันล้านบาท เพิ่มขึ้นจากเดือน เม.ย. ที่มียอดขาย 2.8 พันล้านบาท เนื่องจากมีการเปิดขายโครงการแนวราบใหม่ 7 โครงการ มูลค่ารวม 8.95 พันล้านบาท ซึ่งทำยอดขายใหม่ได้ทันที 2.3 - 2.4 พันล้านบาท หรือคิดเป็น Take up rate ที่ 26% (บล.เอเซียพลัส) ภาพรวมยอด Presale ช่วง 2QTD (เม.ย. - พ.ค. 2569) อยู่ที่ 8 พันล้านบาท และในเดือน มิ.ย. มีแผนเปิดอีก 5 โครงการใหม่ มูลค่า 8.2 พันล้านบาท โดยมีไฮไลต์เป็นคอนโดมิเนียมโครงการ Life สุขุมวิท-พระราม 4 มูลค่า 4.5 พันล้านบาท ซึ่งจะช่วยผลักดันให้ยอด Presale ในงวด Q2/69 ยืนได้ไม่ต่ำกว่า 1.2 หมื่นล้านบาท เติบโตขึ้นเมื่อเทียบกับงวด Q1/69 ที่ทำได้ 1.12 หมื่นล้านบาท และงวด Q2/68 ที่ทำได้ 8.2 พันล้านบาท (บล.เอเซียพลัส) บริษัทมี Backlog สะสม ณ สิ้นเดือน พ.ค. 2569 สูงถึง 4.4 หมื่นล้านบาท (รวม JV) ซึ่งส่วนใหญ่จะทยอยรับรู้รายได้ตั้งแต่ Q2/69 เป็นต้นไป นอกจากนี้ในงวด Q3/69 มีแผนเปิดโครงการแนวราบใหม่อีก 17 โครงการ มูลค่าเกือบ 2 หมื่นล้านบาท และเตรียมส่งมอบคอนโดมิเนียมใหม่อีก 3 โครงการ มูลค่า 9.3 พันล้านบาท (ยอดจอง 70%) ในช่วงครึ่งปีหลัง ทำให้แนวโน้มผลประกอบการช่วงครึ่งปีหลังของปี 2569 จะเติบโตขึ้นอย่างมากเมื่อเทียบกับครึ่งปีแรก (บล.เอเซียพลัส) ผลการดำเนินงานงวด Q2/69 มีแนวโน้มขยายตัว โดยได้แรงหนุนจากยอดโอนกรรมสิทธิ์ของกลุ่มแนวราบที่มี Backlog คงค้างมาจาก Q1/69 และการโอนโครงการแนวราบใหม่ รวมถึงการโอนกรรมสิทธิ์ต่อเนื่องของ 2 คอนโดมิเนียมใหม่ คือ Aspire อิสรภาพ และ Good Day สุขุมวิท 93 ซึ่งสอดคล้องกับมุมมองที่คาดว่ากำไรสุทธิในงวด Q2/69 จะดีกว่างวด Q1/69 (บล.เอเซียพลัส / บล.กรุงศรี) บริษัทมีจุดแข็งจากการมีพอร์ตสินค้าที่หลากหลายและระบบการเงินที่แข็งแกร่ง โดยคาดว่าจะสามารถควบคุมอัตราส่วนหนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ยสุทธิต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (Net IBD/E) ให้อยู่ในระดับที่ปลอดภัยไม่เกิน 0.6 - 0.7 เท่า อีกทั้งยังมีความได้เปรียบเรื่อง Economies of Scale และการแข่งขันด้านราคา ทำให้มีแนวโน้มชิงส่วนแบ่งการตลาด (Market share) ได้ต่อเนื่องและเติบโตสูงกว่ากลุ่มอุตสาหกรรมในระยะยาว โดยคาดการณ์กำไรสุทธิปี 2569 จะอยู่ที่ 4.5 พันล้านบาท เติบโต 5% YoY (บล.เอเซียพลัส / บล.กรุงศรี) ปัจจัยลบ ภาพรวมของตลาดอสังหาริมทรัพย์ยังคงอยู่ในภาวะชะลอตัว โดยเฉพาะในกลุ่มโครงการแนวราบ (Low-rise) ที่เผชิญกับการแข่งขันที่รุนแรง ส่งผลให้บริษัทจำเป็นต้องใช้โปรโมชันเพื่อกระตุ้นการขายและการโอนกรรมสิทธิ์ ซึ่งกลายเป็นแรงกดดันต่อการฟื้นตัวของมาร์จิ้น และทำให้อัตรากำไรขั้นต้น (% GPM) ในระยะสั้นยังคงอยู่ในระดับต่ำกว่าปกติ (บล.เอเซียพลัส / บล.กรุงศรี) จากแรงกดดันด้านการแข่งขันที่สูงในตลาด ส่งผลให้อัตรากำไรขั้นต้น (% GPM) มีความเสี่ยงที่จะเกิด Downside โดยปรับลดเป้าหมาย % GPM ในปี 2569 ลงมาอยู่ที่ระดับ 29 - 30% จากเดิมที่เคยตั้งเป้าหมายไว้ที่ระดับ 30 - 31% (บล.กรุงศรี) ธุรกิจยังคงเผชิญความเสี่ยงและแรงกดดันจากแนวโน้มต้นทุนที่ปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งเป็นผลกระทบและปัจจัยลบในระยะสั้นที่เกิดจากภาวะสงครามและสถานการณ์ความขัดแย้งในต่างประเทศ (บล.กรุงศรี) ต้องการ คำแนะนำ / ราคาเป้าหมาย หรือ ข้อมูลอื่นๆ ของหุ้น AP เพิ่มเติม เข้าไปที่ https://url.in.th/w-efin-stocknews |