รัสเซียประกาศห้ามส่งออกน้ำมันดีเซลประมาณ 3 สัปดาห์ หลังถูกโดรนของยูเครนโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานหลายระลอกจนนำไปสู่การขาดแคลนเชื้อเพลิงภายในประเทศ มาตรการครั้งนี้ของรัสเซียส่งผลให้ราคาน้ำมันดีเซลในตลาดโลกพุ่งขึ้นแตะระดับสูงสุดในรอบหลายปี มาตรการดังกล่าวอาจยิ่งซ้ำเติมภาวะตึงตัวในตลาดพลังงานโลก ซึ่งเผชิญแรงกดดันอยู่แล้วจากปัญหาอุปทานที่ได้รับผลกระทบจากสงครามอิหร่าน โดยข้อมูลที่บลูมเบิร์กรวบรวมจากบริษัทวิเคราะห์ข้อมูล Vortexa ระบุว่า เมื่อปีที่ผ่านมา รัสเซียมีสัดส่วนราว 11% ของอุปทานน้ำมันดีเซลทั่วโลก อย่างไรก็ตาม มาตรการห้ามส่งออกครั้งนี้จะมีผลบังคับใช้เพียงช่วงสั้น ๆ ประมาณ 3 สัปดาห์ สงครามอิหร่านทำให้ปริมาณเชื้อเพลิงที่ส่งออกจากอ่าวเปอร์เซียลดลง ขณะที่โรงกลั่นน้ำมันนอกภูมิภาคมีน้ำมันดิบสำหรับการกลั่นน้อยลง เนื่องจากการปิดล้อมบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันที่สำคัญที่สุดของโลก ก่อนหน้านี้ รัสเซียเคยห้ามส่งออกน้ำมันดีเซลเฉพาะผู้ค้าหรือผู้จำหน่ายในประเทศที่ไม่ได้ผลิตเชื้อเพลิงเองเท่านั้น โดยข้อมูลจาก Vortexa ระบุว่า รัสเซียเป็นผู้ส่งออกน้ำมันดีเซลรายใหญ่อันดับ 2 ของโลก รองจากสหรัฐฯ อเล็กซานเดอร์ โนวัค รองนายกรัฐมนตรีรัสเซีย กล่าวในที่ประชุมรัฐบาลร่วมกับประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน ว่า "วันนี้เราได้ประกาศห้ามส่งออกน้ำมันดีเซล ซึ่งจะช่วยให้ปริมาณเชื้อเพลิงในประเทศเพิ่มขึ้นได้" แถลงการณ์ของรัฐบาลที่เผยแพร่หลังการประชุมระบุว่า มาตรการห้ามส่งออก ซึ่งยกเว้นการส่งมอบภายใต้ข้อตกลงระหว่างรัฐบาล จะมีผลบังคับใช้จนถึงวันที่ 31 ก.ค. มาตรการห้ามส่งออกครั้งนี้มีขึ้นเพิ่มเติม นอกเหนือจากมาตรการที่บังคับใช้อยู่แล้วเพื่อควบคุมการส่งออกน้ำมันเบนซินและน้ำมันอากาศยานเกือบทั้งหมด โดยรัสเซียกำลังเผชิญความยากลำบากในการรักษาปริมาณผลิตภัณฑ์น้ำมันสำหรับใช้ภายในประเทศ และควบคุมราคาหน้าปั๊ม หลังโรงกลั่นน้ำมันสำคัญหลายแห่งได้รับความเสียหายจากการโจมตีด้วยโดรนของยูเครน ข้อมูลจากสำนักงานสถิติแห่งสหพันธรัฐรัสเซีย (Rosstat) ที่เผยแพร่เมื่อวันพุธ (8 ก.ค.) ระบุว่า ราคาน้ำมันดีเซลหน้าปั๊มเฉลี่ยของรัสเซียเพิ่มขึ้น 3.4% จากสัปดาห์ก่อน มาอยู่ที่ 87.76 รูเบิล (1.15 ดอลลาร์) ต่อลิตร ในช่วงวันที่ 30 มิ.ย.-6 ก.ค. ซึ่งเป็นการปรับขึ้นรายสัปดาห์มากที่สุดนับตั้งแต่เดือนธ.ค. 2010 ขณะเดียวกัน ข้อมูลมูลค่ายุติธรรม (Fair value) ที่บลูมเบิร์กรวบรวมแสดงให้เห็นว่า ส่วนต่างราคาระหว่างสัญญาซื้อขายล่วงหน้าน้ำมันดีเซลมาตรฐานของยุโรปกับราคาน้ำมันดิบ ซึ่งเป็นตัวชี้วัดสำคัญของความแข็งแกร่งของตลาด พุ่งทะลุ 60 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลในวันพุธ ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่ปี 2011 เป็นอย่างน้อย ที่มา Bloomberg ติดตามข้อมูล และข่าวสารอื่น ๆ ของ "สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย" เพิ่มเติมได้ที่ :https://url.in.th/w-stock-news |