OSP เปิดผลงานไตรมาส 2/2569 กำไรสุทธิ 1.1 พันล้านบาท เพิ่มขึ้น 8.9% จากทุกธุรกิจหนุน ควบคู่การบริหารต้นทุนและค่าใช้จ่ายอย่างมีประสิทธิ หนุนกำไรขั้นต้นสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 42.8% หลังรวมศูนย์โรงงาน บริหารซัพพลายเชนในและต่างประเทศ ส่งผล 6 เดือนแรกกำไรสุทธิ 2.25 พันล้านบาท พร้อมปันผลระหว่างกาล 0.45 บาท/หุ้น บริษัท โอสถสภา จำกัด (มหาชน) หรือ OSP รายงานผลประกอบการไตรมาส 2/2569 มีกำไรสุทธิส่วนที่เป็นของบริษัท 1,100 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 8.9% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน แม้เผชิญความท้าทายจากปัจจัยภายนอก ธุรกิจในเมียนมายังเผชิญข้อจำกัดด้านการผลิตชั่วคราว ขณะที่อัตรากำไรขั้นต้นทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 42.8% จากประสิทธิภาพการผลิตที่ดีขึ้นหลังการรวมศูนย์โรงงาน การบริหาร Supply Chain ทั้งในและต่างประเทศ รวมถึงการบริหารต้นทุนและกิจกรรมส่งเสริมการขายอย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึงการเติบโตของธุรกิจหลักในประเทศ ส่งผลให้กำไรสุทธิครึ่งปีแรกอยู่ที่ 2,257 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 14.0% จากปีก่อน สะท้อนความสามารถในการทำกำไรที่แข็งแกร่งต่อเนื่อง ทั้งนี้ยอดขายเครื่องดื่มในประเทศโต 6.0% จากการบริหาร Brand Portfolio ที่ครอบคลุมทั้งตลาดหลัก พรีเมียม และ Functional Drinks โดยมี M-150, Lipovitan-D, C-Vitt และ Peptein เป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญ ส่วน Personal Care โต 8.3% จากความแข็งแกร่งของ Babi Mild และการขยายพอร์ต Ultra Mild by Babi Mild ช่วยขยายฐานผู้บริโภคและเพิ่มโอกาสการเติบโตในระยะยาว ธุรกิจต่างประเทศไม่รวมเมียนมาโต 19.5% แม้ธุรกิจในเมียนมายังคงได้รับผลกระทบจากข้อจำกัดด้านใบอนุญาตนำเข้าวัตถุดิบ แต่ตลาดต่างประเทศอื่นยังคงเติบโตได้ดี สะท้อนศักยภาพในการขยายธุรกิจในตลาดที่มีโอกาสเติบโต บริหารค่าใช้จ่ายอย่างมีวินัย อัตราส่วน SG&A ต่อยอดขายอยู่ที่ 22.5% จากการบริหารกิจกรรมการตลาดและการส่งเสริมการค้าที่มุ่งเน้นผลตอบแทนจากการลงทุน (ROI-driven) ควบคู่กับการเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนิน คณะกรรมการบริษัทมีมติอนุมัติการจ่ายเงินปันผลระหว่างกาล 0.45 บาทต่อหุ้น โดยกำหนดขึ้นเครื่องหมาย XD วันที่ 27 สิงหาคม 2569 และจ่ายเงินปันผลวันที่ 10 กันยายน 2569 สะท้อนฐานะการเงินที่แข็งแกร่งและความมุ่งมั่นในการสร้างผลตอบแทนให้แก่ผู้ถือหุ้นอย่างต่อเนื่อง นางสาวมุกดา ไพรัชเวทย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร OSP กล่าวว่า ผลงานครึ่งปีแรกสะท้อนความแข็งแกร่งของธุรกิจและความสามารถในการทำกำไรที่ดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยบนฐานปรับปรุง (Adjusted Basis) รายได้จากการขายเติบโต 1.7% ขณะที่กำไรสุทธิส่วนที่เป็นของบริษัทและกำไรปกติเติบโต 20.2% และ 42.6% ตามลำดับ จากการบริหารต้นทุนอย่างมีวินัย การยกระดับประสิทธิภาพการดำเนินงาน และการบริหารพอร์ตผลิตภัณฑ์ให้สอดคล้องกับโอกาสการเติบโตในแต่ละตลาด” สำหรับปี 2569 บริษัทตั้งเป้าหมายการเติบโตของรายได้ในระดับ Low-to-Mid-Single Digit บนฐานปรับปรุง ซึ่งเติบโตในอัตราที่สูงกว่าอัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจไทย โดยจะเดินหน้าสร้างการเติบโตจากแบรนด์หลัก นวัตกรรม และการขยายตลาดทั้งในและต่างประเทศ ควบคู่กับการยกระดับประสิทธิภาพการดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างการเติบโตและผลตอบแทนที่ยั่งยืนในระยะยาว “ในโอกาสครบรอบ 135 ปี โอสถสภายังคงเติบโตเคียงคู่สังคมไทยและสร้างคุณค่าให้แก่ผู้บริโภคและสังคมมาอย่างต่อเนื่อง เราจะเดินหน้าต่อยอดความแข็งแกร่งของแบรนด์ พัฒนานวัตกรรม ขยายโอกาสทั้งในและต่างประเทศและเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน เพื่อวางรากฐานการเติบโตที่แข็งแกร่งสำหรับอนาคต” ความเห็นโบกเกอร์ บล.พาย คงคำแนะนำ “ซื้อ” มูลค่าพื้นฐาน 20.00 บาท ด้วย Valuation ที่น่าสนใจระดับ 14 เท่า และมีผลตอบแทนเงินปันผลระดับ 5%-6% รายงานกำไรสุทธิ 2Q26 ที่ 1.1 พันล้านบาท (+9%YoY, -5%QoQ) ใกล้เคียงกับที่เราและตลาดคาด ปัญหาการขอใบอนุญาตการนำเข้าสินค้าในเมียนมาเริ่มกลับมาดีขึ้นช่วงเดือนมิ.ย. 2026 ขณะที่ช่วง 3Q26 เป็นช่วงฤดูฝนอาจทำให้การขนส่งไม่สะดวกมากนักแต่เราคาดว่าจะทยอยกลับมาดีขึ้นใน 4Q26 ล่าสุดบริษัทประกาศจ่ายเงินปันผลระหว่างกาล 0.45 บาท/หุ้น คิดเป็นผลตอบแทนเงินปันผล 2.6% ขึ้นเครื่องหมาย XD วันที่ 27 ส.ค. 2026 กำไร 2Q26 โต YoY จากอัตราการทำกำไรที่ดี • ยอดขาย 2Q26 ที่ 6.1 พันล้านบาท (-10%YoY, -4%QoQ) หนุนจากยอดขายเครื่องดื่มในประเทศที่เติบโต 6% YoY รับปัจจัยบวกจากตลาดเครื่องดื่มชูกำลังในประเทศที่เติบโต 2.6% YoY และการบริหารช่องทางกระจายสินค้าของบริษัทให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น และมีปัจจัยบวกจากโครงการไทยช่วยไทยพลัสของรัฐบาลทำให้ยอดขายจากตลาดค้าปลีกแบบดั้งเดิมเติบโต YoY และยอดขายเครื่องดื่ม functional drink เติบโตตามตลาดที่กลับมาเติบโต 21%YoY, ยอดขาย Personal care โต 8% YoY ส่วนยอดขายในตลาดต่างประเทศที่ลดลง 13% YoY จากปัญหาการขอใบอนุญาตการนำเข้าสินค้าในเมียนมาที่มีผลกระทบ 2 เดือนเทียบกับช่วง 1Q26 ที่มีผลกระทบช่วงปลายไตรมาส ส่วนยอดขายตลาดต่างประเทศที่ลดลง42% เป็นผลจากการรับรู้มาตรฐานการบัญชีใหม่
• อัตรากำไรขั้นต้น 2Q26 ขยายตัว 90 bps YoY จากการลดโปรโมชั่นและประสิทธิภาพการผลิตที่ดีขึ้นจากการรวมศูนย์การผลิตที่อยุธยา และการควบคุมค่าใช้จ่ายการตลาดที่ดีทำให้ SG&A-to-sales ratio ลดลง 190 bps YoY แนวโน้มกำไร 2H26 โต YoY แม้อ่อนตัวลง HoH ตามปัจจัยฤดูกาล • คาดว่ายอดขายตลาดในประเทศยังคงโตแข็งแกร่งทั้งยอดขายเครื่องดื่มและยอดขายสินค้า Personal care รับปัจจัยบวกจากโครงการไทยช่วยไทยพลัสของรัฐบาล • ส่วนยอดขายในตลาดต่างประเทศคาดว่าจะทยอยดีขึ้นจากปัญหาการขอใบอนุญาตการนำเข้าสินค้าในเมียนมาที่คลี่คลาย แม้ว่าช่วง 3Q26 เป็นช่วงฤดูฝนอาจทำให้การขนส่งไม่สะดวกมากนักแต่เราคาดว่าจะทยอยกลับมาดีขึ้นใน 4Q26 อนึ่ง ข้อมูลในบทวิเคราะห์อิงตามข้อมูลบริษัทที่มีการปรับใช้มาตรฐานการบัญชีฉบับที่21 เรื่องผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. 2026 ทำให้การแปลงค่ารายการในงบการเงินที่เป็นสกุลเงินเมียนมาจัตด้วยอัตราแลกเปลี่ยนตลาดที่รายงานโดยธนาคารกลางเมียนมา (Market Trading Rate) แทนอัตราแลกเปลี่ยนที่ประกาศโดย ธปท.
|