เยนอ่อนกดดันตลาดโลก-ญี่ปุ่นเดินหน้าแทรกแซง ค่าเงินโยงหุ้น ดอกเบี้ย และสินทรัพย์ทางเลือกอย่างไร
เยนญี่ปุ่นอ่อนค่าลงจนไม่ใช่เพียงประเด็นภายในประเทศ แต่เริ่มส่งผลต่อสมดุลของตลาดการเงินโลกอย่างชัดเจน ล่าสุดรัฐบาลญี่ปุ่นต้องใช้มาตรการแทรกแซงค่าเงิน และมีสัญญาณว่าสหรัฐฯ เข้ามาสนับสนุนด้วย สะท้อนว่าตลาดมองความเสี่ยงจากเยนอ่อนในมุมที่กว้างกว่าค่าเงินเพียงอย่างเดียว เพราะเชื่อมโยงไปถึงเงินเฟ้อ ต้นทุนพลังงาน อัตราดอกเบี้ย และกระแสเงินทุนข้ามพรมแดน
ทำไมเยนอ่อนจึงส่งแรงกระเพื่อมไปทั่วตลาด
ในเชิง Multi-Asset ภาวะนี้สะท้อนแนวคิด “Flow Follows Yield” อย่างชัดเจน เมื่อส่วนต่างดอกเบี้ยระหว่างญี่ปุ่นกับประเทศพัฒนาแล้วกว้างขึ้น นักลงทุนมีแรงจูงใจยืมเงินเยนที่ดอกเบี้ยต่ำไปลงทุนในสินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่า ส่งผลให้เงินไหลออกจากญี่ปุ่นและกดดันค่าเงินต่อเนื่อง แม้ธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) จะขึ้นดอกเบี้ยนโยบายในเดือนมิถุนายนจนสูงสุดในรอบ 31 ปี แต่ระดับดอกเบี้ยยังต่ำมากเมื่อเทียบกับต่างประเทศ จึงยังไม่พอจะดึงแรงเก็งกำไรกลับได้ทั้งหมด
จากข้อมูลในข่าว รัฐบาลญี่ปุ่นเคยใช้เงินเกือบ 74,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ในช่วงปลายเดือนเมษายนเพื่อพยุงค่าเงิน หลังเยนอ่อนลงต่อเนื่อง 2 เดือน แต่การฟื้นตัวอยู่ได้ไม่นาน และเมื่อถึงวันที่ 23 กรกฎาคม เยนแตะระดับอ่อนสุดเทียบดอลลาร์นับตั้งแต่ปี 1986 ความผันผวนระดับนี้ไม่เพียงกระทบญี่ปุ่นโดยตรง เพราะญี่ปุ่นเป็นผู้ถือครองพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ รายใหญ่ที่สุดในต่างประเทศ หากญี่ปุ่นต้องขายพันธบัตรสหรัฐฯ เพื่อหาเงินมาดูแลค่าเงิน ย่อมเพิ่มแรงกดดันต่อราคาพันธบัตรสหรัฐฯ และอาจทำให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรสูงขึ้น ซึ่งเป็นลบต่อหุ้นเติบโตและหุ้นที่มูลค่าพึ่งพากระแสเงินสดในอนาคต
เยนอ่อน น้ำมันแพง และดอกเบี้ยสหรัฐฯ
อีกด้านหนึ่ง เยนอ่อนยังเชื่อมโยงกับราคาพลังงานโลกโดยตรง ญี่ปุ่นนำเข้าพลังงานเกือบทั้งหมด และน้ำมันส่วนใหญ่มาจากตะวันออกกลาง ดังนั้นเมื่อเกิดความตึงเครียดจากสงครามอิหร่าน-อิสราเอล ราคาน้ำมันสูงขึ้น เท่ากับญี่ปุ่นต้องจ่ายเป็นดอลลาร์มากขึ้น ทำให้ความต้องการเงินดอลลาร์เพิ่มขึ้นและยิ่งกดดันเยน นี่คือเหตุผลที่เยนอ่อนมักเดินคู่กับภาวะที่นักลงทุนทั่วโลกต้องจับตาเงินเฟ้อและทิศทางดอกเบี้ยสหรัฐฯ อย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะเมื่อความคาดหวังดอกเบี้ยสหรัฐฯ เปลี่ยนจากโหมดลดดอกเบี้ยไปสู่โหมดขึ้นดอกเบี้ย ซึ่งทำให้สินทรัพย์ดอลลาร์ดูน่าสนใจกว่าเดิม
สำหรับนักลงทุนไทย ข่าวนี้ไม่ควรมองว่าเป็นเรื่องของญี่ปุ่นเท่านั้น เพราะมันกระทบสภาพแวดล้อมลงทุนของทั้งเอเชียผ่านค่าเงินและต้นทุนพลังงาน หากเยนอ่อนต่อเนื่องและดอลลาร์แข็งขึ้น เงินทุนอาจมีแนวโน้มไหลไปหาสินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนและความปลอดภัยมากกว่า ซึ่งอาจทำให้บรรยากาศต่อหุ้นเอเชียรวมถึงหุ้นไทยระมัดระวังขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มที่อิงต้นทุนพลังงานหรือนำเข้าสินค้า ขณะที่กลุ่มที่มีรายได้ต่างประเทศหรือได้รับประโยชน์จากการท่องเที่ยวอาจมีภาพที่ต่างออกไปเล็กน้อย แต่ก็ต้องดูว่าเงินดอลลาร์แข็งต่อเนื่องหรือไม่ เพราะหากต้นทุนนำเข้าสูงขึ้นพร้อมเงินบาทอ่อน ความสามารถในการทำกำไรของธุรกิจในประเทศจะถูกบีบมากขึ้น
สินทรัพย์ไหนได้-เสีย เมื่อค่าเงินผันผวน
เมื่อค่าเงินผันผวนและความกังวลภูมิรัฐศาสตร์เพิ่มขึ้น ทองคำ มักกลับมาอยู่ในเรดาร์ของนักลงทุน เพราะเป็นสินทรัพย์ที่ไม่ได้อิงผลตอบแทนจากดอกเบี้ยโดยตรง แต่หากผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐฯ สูงขึ้นจากแรงขายพันธบัตรหรือคาดการณ์ดอกเบี้ยที่สูงนาน ทองคำจะเผชิญแรงกดดันเช่นกัน ขณะที่พันธบัตรต้องดูให้ละเอียดขึ้น หากญี่ปุ่นมีโอกาสใช้ทุนสำรองหรือขายสินทรัพย์ต่างประเทศเพื่อพยุงเยน กระแสนี้อาจทำให้ตลาดพันธบัตรสหรัฐฯ ผันผวน และหากยีลด์ขยับสูงขึ้น ผู้ถือพันธบัตรระยะยาวอาจเห็นราคาปรับลง
ในภาพใหญ่ การที่ญี่ปุ่นแทรกแซงค่าเงินมากขึ้นและพยายามใช้มาตรการเสริม เช่น การชักชวนกองทุนบำเหน็จบำนาญอย่าง Government Pension Investment Fund ให้ลงทุนในสินทรัพย์ในประเทศมากขึ้น หรือการสนับสนุนให้บริษัทนำเงินกลับมาลงทุนในประเทศ สะท้อนว่าโตเกียวกำลังหาวิธีสร้างแรงหนุนต่อเยนจากฐานเศรษฐกิจจริง ไม่ใช่พึ่งการแทรกแซงเพียงอย่างเดียว แต่แนวทางเหล่านี้ต้องใช้เวลา จึงยังไม่ใช่คำตอบที่เปลี่ยนแนวโน้มได้ทันที
ประเด็นที่นักลงทุนควรติดตาม
- ทิศทาง อัตราดอกเบี้ย BOJ และสัญญาณแทรกแซงค่าเงินเพิ่มเติม
- ส่วนต่างดอกเบี้ยระหว่างญี่ปุ่นกับสหรัฐฯ และประเทศพัฒนาแล้วอื่น ๆ
- ราคาน้ำมันและความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลาง
- ความผันผวนของ พันธบัตรสหรัฐฯ และระดับยีลด์ระยะยาว
- ผลกระทบต่อค่าเงินบาท หุ้นไทย และต้นทุนการนำเข้า
โดยสรุป เยนอ่อนในครั้งนี้ไม่ใช่แค่เรื่องของสกุลเงินหนึ่งประเทศ แต่เป็นสัญญาณเตือนต่อทั้งระบบการเงินโลก เพราะมันเชื่อมโยงตั้งแต่ดอกเบี้ย พันธบัตร หุ้น ทองคำ ไปจนถึงต้นทุนพลังงานและกระแสเงินทุน นักลงทุนจึงควรมองภาพรวมของตลาดมากกว่าดูเพียงความเคลื่อนไหวของค่าเงินเยนเท่านั้น