โบรกฯ ประเมินผลประกอบการกลุ่มการบินผ่านจุดต่ำสุดในไตรมาส 2/69 หลังราคาน้ำมันเครื่องบินที่พุ่งสูงขึ้น ดันต้นทุนการดำเนินงานเพิ่มตาม คาดกำไรจะหดตัวลง YoY เลือก AOT เป็นหุ้นเด่น และ ปรับเพิ่มราคาเป้าหมายขึ้นเป็น 69 บาท และ BA มากที่สุดในกลุ่มสายการบิน พร้อมเพิ่มคำแนะนำหุ้น AAV เป็น "ถือ" และ THAI คงมุมมองที่ระมัดระวัง บริษัทหลักทรัพย์ เมย์แบงก์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ระบุในบทวิเคราะห์ว่า คาดผลประกอบการของกลุ่มสายการบินจะผ่านจุดต่ำสุดในไตรมาส 2/69 หลังจากราคาน้ำมันเครื่องบิน (Jet Fuel) ที่พุ่งสูงขึ้นได้ผลักดันให้ต้นทุนการดำเนินงานทะยานตามไปด้วย อย่างไรก็ตาม ยังคงคาดการณ์ว่า กำไรจะหดตัวลง (YoY ในช่วง 2H69 ท่ามกลางการฟื้นตัวที่ซบเซาของอัตราส่วนการขนส่งผู้โดยสาร (Cabin Load Factor) การแข่งขันด้านราคาจากสายการบินต่างชาติ และ ต้นทุนการดำเนินงานที่เพิ่มขึ้น อย่างไรกก็าม ยังคงเลือก AOT เป็นหุ้นเด่น โดยปรับเพิ่มราคาเป้าหมายขึ้นเป็น 69 บาท ในรายงานฉบับนี้ได้ปรับเพิ่มราคาเป้าหมายของ AOT ขึ้น 4.5% เพื่อสะท้อนถึงศักยภาพในการปรับขึ้นค่าธรรมเนียมการจอดและขึ้น-ลงของอากาศยาน(Landing and Parking Fees) ในปีงบประมาณ 2570-2571 นอกจากนี้ ได้เพิ่มคำแนะนำหุ้น AAV เป็น "ถือ" และ ปรับราคาเป้าหมายเพิ่มขึ้น 25% เป็น 1.0 บาท เพื่อสะท้อนความคาดหมายของเราที่ว่ากำไรจะผ่านจุดต่ำสุดในไตรมาส 2/69 สำหรับ THAI ยังคงมุมมองที่ระมัดระวัง เนื่องจากคาดว่า ต้นทุนจะเติบโตแซงหน้าขีดความสามารถในการทำรายได้ใน 2H69 ขณะเดียวกันชอบ BA มากที่สุดในกลุ่มสายการบิน เนื่องจากมีความแข็งแกร่งและทนทานต่อสถานการณ์สงครามในตะวันออกกลาง อีกทั้ง ยังมีมูลค่าสินทรัพย์ของสนามบินซ่อนอยู่ (Hidden Asset Value) ที่น่าสนใจ และ มีเงินปันผลเป็นเกราะป้องกันความเสี่ยง ***อุปสงค์ในครึ่งปีหลังฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป แม้ว่าปริมาณที่นั่งของสายการบิน (Airline Seat Capacity) ในไตรมาส 3/69 จะเติบโตอย่างแข็งแกร่งถึง 3% YoY แต่ข้อมูลล่าสุดจาก Cirium ซึ่งเป็นผู้ให้บริการวิเคราะห์ข้อมูลการบินระดับโลกบ่งชี้ว่า ไตรมาส 4/69 อาจอ่อนแอว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ โดยคาดว่า ความจุที่นั่งของสายการบินในช่วงครึ่งหลังของปี 69 จะลดลง 0.2% YoY ขณะที่ปริมาณที่นั่งรองรับผู้โดยสาร (ASK) คาดว่า จะเติบโตเพียง 2% ซึ่งชี้ให้เห็นถึงแนวโน้มอุปสงค์ที่ซบเซาลง ทั้งนี้ คาดว่าอุปสงค์ผู้โดยสารจะกลับมาเติบโตอย่างแข็งแกร่งในไตรมาส 1/70 หลังจากที่สายการบินต่างๆ ได้ยื่นขอเพิ่มเที่ยวบินในช่วงตารางบินฤดูหนาว (Winter Schedule) ที่กำลังจะมาถึง ***คาดกำไรไตรมาส 2/69 อ่อนตัว ก่อนจะทยอยฟื้นตัว ผลการดำเนินงานของกลุ่มสายการบินในไตรมาส 2/69 จะออกมาอ่อนแอ เนื่องจากผลกระทบจากราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้นจะกดดันกำไรอย่างเต็มที่ โดยเราคาดการณ์ว่า AAV จะมีผลขาดทุนจากการดำเนินงานหนักถึง 2.8 พันล้านบาท ก่อนที่ผลขาดทุนจะลดลงในไตรมาส 3/69 ด้าน THAI และ BA น่าจะเห็นการหดตัวของกำไรอย่างมีนัยสำคัญทั้งแบบ YoY และ QoQ ส่วน AOT คาดว่า จะรายงานกำไรลดลง YoY ตามจำนวนผู้โดยสาร และ รายได้ค่าสัมปทาน(Concession Fees) ที่ลดลง อย่างไรก็ตาม คาดว่าจะเห็นการเติบโตของกำไรอย่างแข็งแกร่งทั้ง YoY และ QoQ ในไตรมาส 4 ของปีงบประมาณ2569 (ไตรมาส 4/69) โดยได้รับแรงหนุนจากการปรับขึ้นค่าบริการผู้โดยสารขาออก (PSC) เต็มไตรมาส ***ชอบ BA และ AOT มากกว่าสายการบินที่พึ่งรายได้จากการบินเพียงอย่างเดียว การฟื้นตัวอย่างรวดเร็วของเที่ยวบินที่ดำเนินการ โดยสายการบินจากตะวันออกกลางจะช่วยหนุนกำไรของ AOT ในปีงบประมาณ 2570 นอกจากนี้ ยังคาดว่าจะมีอัพไซด์ต่อกำไรอีก 4-9% ในปีงบประมาณ 2570 หรือ คิดเป็นอัพไซด์ต่อมูลค่าที่เหมาะสมราว 3-6 บาทต่อหุ้น หาก AOT ปรับขึ้นค่าธรรมเนียมการจอดและขึ้น-ลงของอากาศยาน 50-75% เพื่อให้สอดคล้องกับท่าอากาศยานอื่นๆ ในภูมิภาค ขณะที่ BA ได้พิสูจน์ให้เห็นถึงความแข็งแกร่งท่ามกลางสถานการณ์สงครามอิหร่าน โดยการฟื้นตัวของเที่ยวบินในตะวันออกกลางจะช่วยให้ปริมาณผู้โดยสารไป-กลับสมุยของ BA เติบโตอย่างต่อเนื่อง ควบคู่ไปกับปริมาณงานบริการภาคพื้น และ คลังสินค้าที่เริ่มขยายตัว นอกจากนี้ BA ยังมีศักยภาพในการปลดล็อกมูลค่าของธุรกิจท่าอากาศยาน โดยมีอัพไซด์จากการปรับขึ้นค่า PSC และ การซื้อคืนหน่วยลงทุนของ BAREIT ให้ efinAI ช่วยสรุปข่าวและสัญญาณหุ้นก่อนใคร ได้ที่ : https://url.in.th/w-efin-stocknews |