สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย ได้รวบรวมมุมมอง ของบริษัทหลักทรัพย์ชั้นนำที่ได้ประเมินทิศทางของ บริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ TU จากบทวิเคราะห์ที่ออกมาในวันที่ 6 ก.ค.69 ชื่อโบรก | คำแนะนำ | ราคาเป้าหมาย | บล.กรุงศรี | ซื้อ | 14.20 บาท | บล.ทรีนีตี้ | ซื้อ | 13.90 บาท | บล.บัวหลวง | ซื้อ | 13.60 บาท | บล.ฟิลลิป | ซื้อ | 13.40 บาท | บล.เอเซียพลัส | ซื้อ | 13.20 บาท | บล.ดาโอ (ประเทศไทย) | ซื้อ | 12.80 บาท | บล.ยูโอบีเคย์เฮียน | ถือ | 12.80 บาท | บล.ดีบีเอสวิคเคอร์ส | ถือ | 12.20 บาท |
สรุปปัจจัยบวก +
+ กำไรสุทธิและกำไรปกติใน 2Q26 คาดว่าจะฟื้นตัวและเติบโตอย่างแข็งแกร่งเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อน (QoQ) โดยนักวิเคราะห์ประเมินกรอบกำไรปกติและกำไรสุทธิไว้ที่ประมาณ 1,100 - 1,220 ล้านบาท (เติบโต 5% ถึง 39.8% QoQ) จากปัจจัยหนุนทางฤดูกาลและการปรับราคาขายขึ้น (บล.เอเซียพลัส, บล.ดาโอ, บล.บัวหลวง, บล.ฟิลลิป, บล.ทรีนีตี้, บล.ดีบีเอสวิคเคอร์ส, บล.ยูโอบีเคย์เฮียน) + รายได้และยอดขายใน 2Q26 เติบโตต่อเนื่องในทุกกลุ่มธุรกิจหลัก ทั้ง Ambient, Frozen และ Pet Care คาดรายได้โต 3% ถึง 4% YoY และ 7% ถึง 8% QoQ หนุนโดยอุปสงค์ที่ยังดีในตลาดสหรัฐฯ และยุโรป (บล.เอเซียพลัส, บล.ดาโอ, บล.บัวหลวง, บล.ฟิลลิป, บล.ทรีนีตี้, บล.ดีบีเอสวิคเคอร์ส) + อัตรากำไรขั้นต้น (GPM) มีแนวโน้มปรับตัวดีขึ้นและยืนสูง คาดการณ์ขยับขึ้นมาอยู่ในกรอบ 19.6% - 19.8% (เทียบกับ 18.2% ใน 1Q26) จากการปรับสัดส่วนสินค้า (Product Mix) ไปยังกลุ่มที่มีมาร์จิ้นสูง และการปรับขึ้นราคาขายเพื่อชดเชยต้นทุน (บล.เอเซียพลัส, บล.ดาโอ, บล.บัวหลวง, บล.ฟิลลิป, บล.กรุงศรี, บล.ทรีนีตี้) + โอกาสได้รับผลบวกและ Upside จากเงินคืนภาษีนำเข้าสหรัฐฯ (US Tariff Refund) ซึ่งบริษัทเริ่มทยอยยื่นขอคืนตั้งแต่ปลายเดือน เม.ย. 69 โดยจะช่วยลดต้นทุนขายและสนับสนุนมาร์จิ้นให้ดีขึ้น (บล.เอเซียพลัส, บล.บัวหลวง, บล.ฟิลลิป, บล.ทรีนีตี้, บล.ดีบีเอสวิคเคอร์ส) + แนวโน้มผลการดำเนินงานช่วงครึ่งปีหลัง (2H26) จะเติบโตดีกว่าครึ่งปีแรก เนื่องจากการเข้าสู่ช่วง High Season ของการส่งออก, อานิสงส์จากเงินบาทอ่อนค่า และการเติบโตต่อเนื่องของธุรกิจอาหารสัตว์เลี้ยง (ITC) (บล.เอเซียพลัส, บล.ดาโอ, บล.ฟิลลิป, บล.กรุงศรี, บล.ทรีนีตี้, บล.ยูโอบีเคย์เฮียน) + ต้นทุนวัตถุดิบหลักมีทิศทางปรับตัวลดลงใน 3Q26 โดยราคาทูน่า Skipjack ลดลงจาก 2,000 ดอลลาร์/ตัน ในเดือน มี.ค. เหลือ 1,730 - 1,700 ดอลลาร์/ตัน ในช่วงเดือน พ.ค. ขณะที่ราคากุ้งขาวไทยลดลงเหลือ 120 บาท/กก. (บล.บัวหลวง, บล.ทรีนีตี้) + ผลตอบแทนจากเงินปันผล (Dividend Yield) อยู่ในระดับจูงใจ คาดการณ์เฉลี่ยที่ประมาณ 6% - 6.1% ต่อปี โดยคาดปันผลงวดระหว่างกาล 1H69 ที่ 0.35 บาทต่อหุ้น (บล.เอเซียพลัส, บล.ฟิลลิป) สรุปปัจจัยลบ -
- กำไรปกติและกำไรสุทธิใน 2Q26 มีแนวโน้มลดลงเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน (YoY) คาดชะลอตัวลงราว 4% ถึง 11.1% YoY โดยถูกกดดันจากค่าใช้จ่ายที่สูงขึ้น (บล.เอเซียพลัส, บล.ดาโอ, บล.บัวหลวง, บล.ฟิลลิป, บล.กรุงศรี, บล.ทรีนีตี้, บล.ดีบีเอสวิคเคอร์ส, บล.ยูโอบีเคย์เฮียน) - สัดส่วนค่าใช้จ่ายในการขายและบริหาร (SG&A/Sales) ทรงตัวอยู่ในระดับสูง คาดอยู่ที่ประมาณ 14.5% - 14.6% (เพิ่มขึ้น 60bps YoY) เนื่องจากต้นทุนค่าขนส่งและระวางเรือที่สูงขึ้นตามราคาน้ำมัน ค่าใช้จ่ายทางการตลาด และผลกระทบจากนโยบายภาษีนำเข้า (US Tariff) เต็มไตรมาส (บล.เอเซียพลัส, บล.ดาโอ, บล.บัวหลวง, บล.ฟิลลิป, บล.กรุงศรี, บล.ทรีนีตี้, บล.ดีบีเอสวิคเคอร์ส) - Overhang และความกังวลจากคดีความทางกฎหมาย โดยเฉพาะคดี Red Lobster GUC Trust ที่กล่าวหาบริษัทเรื่องโปรโมชันกุ้งไม่อั้น และข้อพิพาท Fortress เกี่ยวกับ Limited Guarantee วงเงิน 65 ล้านดอลลาร์ ซึ่งสร้างแรงกดดันต่อราคาหุ้นและความเชื่อมั่นของนักลงทุนในระยะสั้น (บล.เอเซียพลัส, บล.บัวหลวง, บล.ดีบีเอสวิคเคอร์ส) - ความเสี่ยงจากการปรับมูลค่าหุ้น (Re-rating) ที่จำกัดในระยะสั้น เนื่องจากแรงกดดันด้านต้นทุนและคดีความ ทำให้นักวิเคราะห์บางแห่งคงคำแนะนำเพียงแค่ "ถือ" เนื่องจากมองว่าราคาหุ้นมี Upside เริ่มจำกัดเมื่อเทียบกับราคาเป้าหมาย (บล.ดาโอ, บล.ดีบีเอสวิคเคอร์ส, บล.ยูโอบีเคย์เฮียน) |