PTTGC ตั้งเป้าผลงาน 2 ปี ไม่พลิกกลับไปขาดทุนอีก เดินหน้ากลยุทธ์เพิ่มรายได้และลดค่าใช้จ่ายต่อเนื่อง เร่งปรับพอร์ตโฟลิโอธุรกิจ Commodity และธุรกิจ Specialty เป็น 70% ต่อ 30% ภายในปี 73 พร้อมยืนหยัดท่ามกลางความท้าทาย เดินหน้าสร้างการเติบโตบทใหม่ เสริมแกร่งธุรกิจปิโตรเคมี เร่งเครื่อง Specialty และ Green & Bio ต่อยอดมาบตาพุดสู่ฐานการเติบโตแห่งอนาคต นายณะรงค์ศักดิ์ จิวากานันต์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ PTTGC เปิดเผยภายในงานแถลงทิศทางและกลยุทธ์ธุรกิจ "GC ยืนหยัดท่ามกลางความท้าทาย เดินหน้าสร้างการเติบโตบทใหม่" โดยมีประเด็นสำคัญดังนี้ ตั้งเป้าผลงาน 2 ปีข้างหน้า ไม่กลับไปขาดทุน หลังเร่งลดต้นทุน - ปรับพอร์ตสัดส่วนธุรกิจใหม่ตามแผน มั่นใจว่าผลประกอบการของบริษัทจะกลับไปจุดที่เราแข็งแรงได้ ซึ่งยังไงทิศทางธุรกิจยังต้องเจอกับความผันผวนแน่ๆ แต่สิ่งที่เรามาหลายปี เช่น การเพิ่มรายได้และลดค่าใช้จ่ายกว่า 7,000 ล้านบาทในปีก่อน และปีนี้ตั้งเป้าราว 4,000 ล้านบาท จะยังอยู่กับบริษัท ซึ่งไม่ได้เกิดขึ้นแค่ครั้งเดียวแล้วจบ ซึ่งจะช่วยให้ต้นทุนของบริษัทลดต่ำลง โดยเราเชื่อว่าพวกนี้จะส่งผล รวมถึงการปรับพอร์ตออกจากธุรกิจที่ไม่ทำกำไร ซึ่งเมื่อรวมกันก็จะเห็นตัวเลขที่สูงพอสมควร อย่างไรก็ตามอย่างน้อยการที่บริษัทได้เริ่มจากฐานใหม่ โดยผู้บริหารตั้งเป้าจะไม่ทำให้บริษัทกลับไปขาดทุน แต่การจะกลับมาได้รวดเร็วแค่ไหนก็ขึ้นอยู่กับสถานการณ์ในช่องแคบฮอร์มุซจะยืดเยื้อแค่ไหน เพราะระหว่างที่ยืดเยื้อกำลังการผลิตของผู้เล่นก็ยังไม่ได้เต็มที่และมาร์จิ้นก็ยังดี ส่งผลทำให้ผลกำไรปรับตัวดีขึ้น "มองเป้าไป 3 ปีข้างหน้าหลังจากนี้จะกลับมาสู่สมดุลของวัฏจักรใหม่ ซึ่ง GC ต้องแข็งแรงและมีกำไร รวมถึงต้องเตรียมตัวปรับพอร์ตโฟลิโอธุรกิจ Commodity เป็นสัดส่วน 70% และธุรกิจ Specialty สัดส่วน 30% ภายในปี 73 โดยในช่วง 2 ปีหลังจากนี้บริษัทจะบริหารจัดการธุรกิจเพื่อไม่อยากให้บริษัทกลับไปขาดทุนอีก" นายณะรงค์ศักดิ์ กล่าว คาดครึ่งปีหลัง 69 เตรียมเดินหน้ารับมือความผันผวน ด้านแนวโน้มการดำเนินงานในครึ่งปีหลังของปี 69 บริษัทตั้งเป้าผลักดันให้ผลการดำเนินงานออกมาดีที่สุด โดยเน้นการบริหารจัดการภายในเพื่อรับมือกับปัจจัยภายนอกที่ยังมีความไม่แน่นอน โดยเฉพาะราคาพลังงานและส่วนต่างราคา (Spread) ของผลิตภัณฑ์ ทั้งนี้บริษัทยังคงมั่นใจในศักยภาพการเดินเครื่องจักรที่ต่อเนื่องและการบริหารจัดการซัพพลายเชนที่ยืดหยุ่น ซึ่งช่วยให้สามารถส่งมอบสินค้าแก่ลูกค้าในประเทศได้อย่างสม่ำเสมอ ขณะที่จะนำเทคโนโลยี AI เข้ามาประยุกต์ใช้ในภาพรวม ตั้งแต่กระบวนการผลิตในโรงงาน ซัพพลายเชน การวางแผน ไปจนถึงการตลาดเพื่อเพิ่มศักยภาพการแข่งขันโดยไม่ต้องใช้เงินลงทุนสูง พร้อมสานต่อมาตรการลดต้นทุนและเพิ่มกระแสเงินสดที่ดำเนินการมาตลอด 2 ปี เพื่อสร้างโครงสร้างทางการเงินที่แข็งแกร่ง นอกจากนี้จะดำเนินควบคู่กับโครงการ Holistic Optimization ที่จะขยายการดำเนินงานทั่วทั้งองค์กร (Company-wide Enhancement) และตั้งเป้าสร้าง EBITDA Uplift เพิ่มอีก 300 ล้านดอลลาร์ต่อปี ภายในปี 73 "ความผันผวนและความไม่แน่นอนจะยังเป็นส่วนหนึ่งของสภาพแวดล้อมทางธุรกิจในระยะข้างหน้า สิ่งสำคัญจึงไม่ใช่เพียงการรับมือกับสถานการณ์เฉพาะหน้า แต่คือการเตรียมองค์กรให้มีความยืดหยุ่น มองเห็นทิศทางการเปลี่ยนแปลงของอุตสาหกรรม และลงมือสร้างความพร้อมอย่างต่อเนื่อง ซึ่งความแข็งแกร่งจากภายในจะทำให้เราก้าวข้ามความผันผวนที่อาจเกิดขึ้นได้ในอนาคต โดย GC ได้วางรากฐานสำคัญ ทั้งโครงสร้างธุรกิจแบบบูรณาการ ความยืดหยุ่นของการใช้วัตถุดิบ เทคโนโลยีดิจิทัล นวัตกรรม และความร่วมมือกับพันธมิตร มาโดยตลอด ซึ่งวันนี้ได้เชื่อมต่อเป็นภาพเดียวกัน และจะเป็นฐานสำคัญของการเติบโตบทใหม่ของ GC" นายณะรงค์ศักดิ์ กล่าว แย้มแผนศึกษาตั้งธุรกิจร่วมทุนกับ SCGC ชัดเจนภายใน ก.ย.69 สำหรับความคืบหน้าแผนการศึกษาความเป็นไปได้ในการจัดตั้งธุรกิจร่วมทุน (JV) ในด้านธุรกิจโอเลฟินส์และพอลิโอเลฟินส์กับบริษัท เอสซีจี เคมิคอลส์ จำกัด (มหาชน) หรือ SCGC โดยมองว่าจุดแข็งของ GC คือมีความแข็งแกร่งในด้านวัตถุดิบ และในส่วนของ SCGC ที่มีความหลากหลายในด้านธุรกิจปลายน้ำ (Downstream) และทั้ง 2 บริษัทวมีโรงงานที่อยู่ติดกันในพื้นที่มาบตาพุด ซึ่งการต่อยอดธุรกิจร่วมกันต่างๆจะช่วยยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขัน ทั้งนี้หากการร่วมทุนเกิดขึ้นจะเป็นผู้ผลิตโอเลฟินส์และพอลิโอเลฟินส์ชั้นนำในอาเซียน สนับสนุนความมั่นคงให้กับอุตสาหกรรมต่อเนื่องต่างๆในประเทศและภูมิภาคด้วยกำลังการผลิตระดับ Top 10 ของโลก พร้อมคาดว่าจะได้ข้อสรุปของการศึกษาดังกล่าวในช่วงเดือน ก.ย. 69 หรือช่วงปลายไตรมาส 3/69 รับภาระดอกเบี้ยลดลง หลังคืนหนี้แล้วกว่า 1.16 แสนลบ.- เร่งเดินหน้าปรับโครงสร้างหนี้ระยะยาว
ปัจจุบันบริษัทสามารถลดภาระหนี้ไปแล้วกว่า 1.16 แสนล้านบาท ต่ำสุดนับตั้งแต่ปี 64 และส่งผลภาระดอกเบี้ยของบริษัทปรับตัวลดลงและทำให้ตอนนี้บริษัทมีหนี้เงินกู้เหลืออยู่เพียง 1.5 แสนล้านบาท ซึ่งถือว่าเป็นระดับที่เหมาะสม ขณะที่ปี 70 บริษัทฯหนี้ที่ครบกำหนดชำระราว 20,000 ล้านบาท ซึ่งมั่นใจมีเพียงพอต่อการจ่าย หลังปัจจุบันบริษัทมีเงินสดในมือราว 50,000 ล้านบาท พร้อมยืนยันว่าจะสามารถหาเงินในการชำระคืนหนี้ในอีก 2 ปีข้างหน้าได้อย่างแน่นอน พร้อมกันนี้บริษัทยังเดินหน้าปรับโครงสร้างหนี้ระยะยาว ผ่านการออกหุ้นกู้สกุลเงินบาทในเดือน ก.ย.นี้ แบ่งเป็นการ ออหุ้นกู้ ชุดที่ 1 อายุ 7 ปี อัตราดอกเบี้ย 2.65-2.80% ต่อปี และหุ้นกู้ชุดที่ 2 อายุ 10 ปี อัตราดอกเบี้ย 3-3.15% ต่อปี เพื่อนำไปใช้ในการ Refinance (คืนหนี้เดิม) และใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียน รวมถึงการเพิ่มสภาพคล่องร่วมมือบริษัท ปตท.ขยายการชำระเงินวัตถุดิบ ยืนหยัดด้วยธุรกิจที่แข็งแกร่ง สร้างความยืดหยุ่นรับความผันผวน หนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ช่วยเสริมความยืดหยุ่นให้ GC คือ โครงสร้างธุรกิจแบบบูรณาการ (Integrated Value Chain) ซึ่งเชื่อมโยงธุรกิจตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ พร้อมความสามารถในการเลือกใช้วัตถุดิบได้หลากหลายทั้งก๊าซและของเหลว ช่วยเพิ่มความมั่นคงด้านวัตถุดิบและเปิดโอกาสให้บริษัทฯ บริหารต้นทุนได้เหมาะสมกับสภาวะตลาด โดยโครงการนำเข้าอีเทนจากสหรัฐอเมริกายังคงดำเนินไปตามแผนและจะเริ่มการนำเข้าในปี 72 ขณะเดียวกัน GC เดินหน้ายกระดับประสิทธิภาพทั่วทั้งองค์กรผ่าน Holistic Optimization ตั้งแต่การจัดหาวัตถุดิบ การบริหารจัดการซัพพลายเชน และกระบวนการผลิต ไปจนถึงการขาย การตลาด และกระบวนการทำงาน โดยนำเทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามาขับเคลื่อนผ่านแนวทาง Digital 3 Smarts ได้แก่ Smart Plant, Smart Sales & Marketing และ Smart Work Process เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ และสร้างความสามารถในการแข่งขันอย่างต่อเนื่อง ผลจากการดำเนินงานดังกล่าว สะท้อนผ่านการเพิ่มรายได้และลดค่าใช้จ่าย โดยปี 68 GC สามารถสร้างผลลัพธ์ได้กว่า 7,000 ล้านบาท สูงกว่าเป้าหมายซึ่งตั้งไว้ที่ 5,500 ล้านบาท และในปี 69 ได้ตั้งเป้าเพิ่มรายได้และลดค่าใช้จ่ายเพิ่มอีก 4,000 ล้านบาท โดยการดำเนินงานคืบหน้าตามแผน พร้อมกันนี้ บริษัทฯ ยังคงบริหารโครงสร้างทางการเงินอย่างมีวินัย ทั้งการสร้างมูลค่าจากสินทรัพย์ (Asset Monetization) การบริหารเงินทุน และการปรับโครงสร้างหนี้ระยะยาว เพื่อเพิ่มความแข็งแกร่งทางการเงินและสร้างความพร้อมรองรับการเติบโตในอนาคต ต่อยอดศักยภาพที่มี สร้างการเติบโตบทใหม่
สำหรับช่วงปี 69– 73 GC มุ่งเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของธุรกิจปัจจุบัน ในขณะเดียวกัน ได้เร่งสร้างฐานสำหรับการเติบโตในระยะถัดไป โดยตั้งเป้าปรับสมดุลพอร์ตระหว่างธุรกิจ Commodity และธุรกิจ Specialty จากสัดส่วนประมาณ 80:20 สู่ 70:30 ภายในปี 73 เพื่อเพิ่มสัดส่วนธุรกิจมูลค่าสูง และสร้างพอร์ตที่มีความแข็งแกร่งมากขึ้น โดย GC จะต่อยอดจากจุดแข็งและความเชี่ยวชาญที่มีอยู่ในแต่ละธุรกิจ ดังนี้ ธุรกิจต้นน้ำและผลิตภัณฑ์ขั้นกลาง ต่อยอดศักยภาพโรงกลั่นชีวภาพ และศึกษาการบูรณาการโรงกลั่นและปิโตรเคมี ธุรกิจเคมีภัณฑ์ชนิดพิเศษ (Specialty) ปลดล็อกศักยภาพของ allnex เพื่อเป็นฐานสำคัญในการขยายธุรกิจ Specialty ธุรกิจ Green & Bio ต่อยอดสู่เคมีภัณฑ์ชีวภาพชนิดพิเศษ (Bio Specialty) allnex ขับเคลื่อนการเติบโตของธุรกิจเคมีภัณฑ์ชนิดพิเศษ
สำหรับธุรกิจเคมีภัณฑ์ชนิดพิเศษ GC มุ่งดึงศักยภาพของ allnex อย่างเต็มที่ โดยในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2569 allnex มีผลการดำเนินงานดีกว่าแผน สะท้อนความคืบหน้าของการดำเนินกลยุทธ์เพื่อเพิ่มความสามารถในการแข่งขันและสร้างการเติบโตระยะยาว ทั้งการปรับโครงสร้างต้นทุน โดยกำลังศึกษาเพื่อเตรียมดำเนินการลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพทางธุรกิจในทุกมิติ รวมทั้งการบริหารพอร์ตโฟลิโอโดยมุ่งเน้นเทคโนโลยีที่ allnex มีความเป็นผู้นำและมีขีดความสามารถในการแข่งขันสูง ตลอดจนการขยายไปสู่ธุรกิจและเทคโนโลยีที่สามารถต่อยอดจากจุดแข็งที่มีอยู่ ในประเทศไทย allnex ได้ประกาศขยายกำลังการผลิต Sagging Control Agent (SCA) ที่มาบตาพุด จังหวัดระยอง ซึ่งจะเป็นฐานการผลิต SCA แห่งแรกนอกยุโรป นับเป็นการถ่ายทอดเทคโนโลยีและขีดความสามารถด้านการผลิตมายังประเทศไทย ช่วยสร้าง Ecosystem ที่ใกล้ชิดลูกค้าในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกมากขึ้น รองรับความต้องการของตลาดที่กำลังเติบโต พร้อมกระจายฐานการผลิตและลดความเสี่ยงของซัพพลายเชนให้กับลูกค้า ทั้งนี้ SCA เป็นนวัตกรรมขั้นสูงที่ช่วยป้องกันสีหรือสารเคลือบไหลย้อยระหว่างการใช้งาน ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญในอุตสาหกรรมยานยนต์ ขณะเดียวกัน allnex ยังเดินหน้าขยายฐานการผลิตในเอเชียอย่างต่อเนื่อง ทั้ง China Hub ที่เมือง เจียซิง (Jiaxing) ประเทศจีน ซึ่งเป็นฐานการผลิตและโรงงานที่ใหญ่ที่สุดในโลกของ allnex และมีผลการดำเนินงานเติบโตดีกว่าคาดการณ์ รวมถึง India Hub ที่เมืองมหัท (Mahad) ประเทศอินเดีย ซึ่งอยู่ระหว่างการขยายกำลังการผลิต ขับเคลื่อน Green & Bio จากฐานที่สั่งสมมากว่าทศวรรษ
อีกหนึ่งในการเติบโต คือ ธุรกิจ Green & Bio ซึ่ง GC บุกเบิกและสั่งสมความสามารถมากว่าทศวรรษ จนมีความพร้อมครอบคลุมทั้งวัตถุดิบ เทคโนโลยี นวัตกรรม และซัพพลายเชน ทำให้สามารถมีพอร์ตโฟลิโอผลิตภัณฑ์ที่ครอบคลุมตั้งแต่เชื้อเพลิงชีวภาพ เคมีภัณฑ์ชีวภาพ ไบโอพลาสติก โอลีโอเคมิคอล ไปจนถึงพลาสติกรีไซเคิลคุณภาพสูง ปัจจุบัน ความพร้อมดังกล่าวได้ต่อยอดเป็นการลงทุนและธุรกิจที่เกิดขึ้นจริงในหลายด้าน อาทิ NatureWorks ซึ่งเพิ่งเปิดโรงงานผลิตไบโอพลาสติก PLA แบบครบวงจรแห่งใหม่ที่นครสวรรค์ไบโอคอมเพล็กซ์ เชื่อมโยงวัตถุดิบทางการเกษตรของไทยกับเทคโนโลยีชีวภาพเพื่อสร้างผลิตภัณฑ์มูลค่าสูง รวมถึง GGC และ Emery Oleochemicals ที่ต่อยอดองค์ความรู้เคมีภัณฑ์จากพืชสู่ผลิตภัณฑ์มูลค่าสูง และ ENVICCO ผู้ผลิตเม็ดพลาสติกรีไซเคิลคุณภาพสูงและเกรดสัมผัสอาหารรายแรกของประเทศไทย ที่สามารถเดินเครื่องได้เต็มกำลังการผลิต จากรากฐานดังกล่าว GC กำลังต่อยอดไปสู่โอกาสใหม่ในกลุ่มผลิตภัณฑ์ชีวภาพชนิดพิเศษ (Bio Specialty) ผ่านนวัตกรรมที่มีศักยภาพการเติบโตสูง เพื่อพัฒนา Sustainable Solutions ที่ตอบโจทย์ลูกค้า และยกระดับอุตสาหกรรมให้มีประสิทธิภาพและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น MTP Transformation ยกระดับมาบตาพุด สู่ฐานการเติบโตของอุตสาหกรรมในเอเชียแปซิฟิก
ในระยะต่อไป GC เล็งเห็นศักยภาพของมาบตาพุดเป็นฐานสำคัญของการต่อยอดธุรกิจที่มีมูลค่าสูง สู่อนาคต ภายใต้กลยุทธ์ MTP Transformation ด้วยโครงสร้างพื้นฐานและเครือข่ายที่มีความพร้อม ประกอบกับฐานธุรกิจที่ครอบคลุมตั้งแต่เคมีภัณฑ์ทั่วไป เคมีภัณฑ์ชนิดพิเศษ ไปจนถึง Green & Bio ความพร้อมเหล่านี้เปิดโอกาสให้ GC เชื่อมโยงความสามารถกับเทคโนโลยีและพันธมิตรชั้นนำจากทั่วโลก รองรับความต้องการของตลาดปลายทาง และสร้างโอกาสให้ประเทศไทยมีบทบาทเพิ่มขึ้นในอุตสาหกรรมเคมีแห่งอนาคตในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก "เติบโตบทใหม่ของ GC จะไม่ได้เกิดจากโครงการใดโครงการหนึ่ง แต่เกิดจากการนำจุดแข็งที่เรามีมาประกอบเข้าด้วยกัน ตั้งแต่ธุรกิจที่มีอยู่ เทคโนโลยีและนวัตกรรม ความสามารถของบุคลากร เครือข่ายระดับโลก ไปจนถึงพันธมิตรทางธุรกิจ เรากำลังลงมือทำในแต่ละส่วนตามทิศทางเชิงกลยุทธ์ เพื่อให้องค์กรมีทั้งความแข็งแกร่งในวันนี้ และพร้อมเติบโตยิ่งขึ้นสำหรับอนาคต" นายณะรงค์ศักดิ์ กล่าว GC StandOut Through INnovation องค์กรนวัตกรรมทำจริง
หนึ่งในกลไกสำคัญของกลยุทธ์ GC คือ “คน” ซึ่งเป็นผู้ขับเคลื่อนให้เกิดนวัตกรรม ภายใต้แนวคิด GC StandOut Through INnovation องค์กรนวัตกรรมทำจริง ที่ส่งเสริมวัฒนธรรมที่เปิดกว้าง กล้าคิด กล้าลงมือทำ จนเกิดเป็นผลลัพธ์ที่จับต้องได้ พิสูจน์ได้จากการที่พนักงาน GC ทุกระดับเสนอไอเดียกว่า 1,000 ไอเดียในระยะเวลา 1 ปี เพื่อร่วมกันเพิ่มประสิทธิภาพและลดค่าใช้จ่ายให้กับองค์กรได้สำเร็จสูงกว่าเป้าหมาย ทั้งหมดนี้สะท้อนแนวทางของ GC ที่ไม่ได้เพียงรับมือกับความเปลี่ยนแปลง แต่ได้เร่งเปลี่ยนความพร้อมที่สั่งสมมาและความสามารถในการแข่งขันให้เป็นโอกาสการเติบโตบทใหม่ในระยะยาว ให้ efinAI ช่วยสรุปข่าวและสัญญาณหุ้นก่อนใคร ได้ที่ : https://url.in.th/w-efin-stocknews |