“เอกนิติ” เผยผลเจรจาที่เฉิงตูเกินคาด รับอานิสงส์ย้ายฐานผลิตจากภูมิรัฐศาสตร์ หนุนไทยขึ้นแท่นศูนย์กลางอุตสาหกรรมแห่งอนาคต
นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยถึงความสำเร็จจากการที่ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย นำทัพทีมประเทศไทยเดินสายโรดโชว์ดึงดูดการลงทุน ณ เมืองเฉินตู สาธารณรัฐประชาชนจีน ว่า การเปิดโต๊ะเจรจาเจาะลึกแบบตัวต่อตัวกับ 4 บริษัทยักษ์ใหญ่ระดับท็อปของจีนในกลุ่มยานยนต์ไฟฟ้า (EV) และเทคโนโลยีขั้นสูง ประสบความสำเร็จ โดยคาดว่าจะมีเม็ดเงินลงทุนเข้าไทยได้สูงถึง 70,000 ล้านบาท แบ่งเป็นการต่อยอดฐานลงทุนเดิม 50,000 ล้านบาท และเตรียมอัดฉีดเม็ดเงินลงทุนใหม่อีกกว่า 20,000 ล้านบาท ซึ่งปัจจัยสำคัญมาจากปัญหาความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ที่เปรียบเสมือนลมใต้ปีก เร่งให้กลุ่มทุนต้องย้ายฐานการผลิตออกจากจีนมายังอาเซียน โดยมีไทยเป็นเป้าหมายอันดับต้นๆ นอกจากนี้ บีโอไอยังมีการจัดกิจกรรมจับคู่ธุรกิจ (business matching) ให้กับนักธุรกิจไทยที่เดินทางมาร่วมเปิดสำนักงานบีโอไอที่เฉิงตู เพื่อให้นักธุรกิจไทยและจีนได้หารือความร่วมมือทางธุรกิจซึ่งจะทำให้เกิดการลงทุนเพิ่มขึ้นอีกจำนวนมาก ทั้งนี้ มองว่าคลื่นการลงทุนรอบใหม่มีนัยสำคัญไม่ต่างจากยุคอีสเทิร์นซีบอร์ดในช่วงทศวรรษ 1980 แต่ครั้งนี้จะเป็นการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมแห่งอนาคต ทั้ง AI ยานยนต์ไฟฟ้า หุ่นยนต์อัจฉริยะ และสมาร์ทอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งสอดคล้องกับการประเมินของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ที่มองว่าไทยกำลังก้าวขึ้นเป็นหนึ่งในประเทศดาวรุ่งด้านเทคโนโลยีของโลก สำหรับความคืบหน้าการเจรจากับ 4 บิ๊กคอร์ปของจีน นำโดย บริษัท ฉางอาน ออโตโมบิล ค่ายรถ EV ระดับท็อปเทียร์ของจีน ที่ฟันธงเลือกไทยเป็นฐานผลิตรถยนต์พวงมาลัยขวาแห่งแรกนอกประเทศ โดยตั้งโรงงานที่จังหวัดระยองเพื่อเป็นฮับส่งออกไปยังกลุ่มประเทศที่ไทยมีเอฟทีเอ พร้อมเตรียมขยายกำลังการผลิตเพิ่มขึ้นเท่าตัวเป็น 200,000 คันต่อปี และดึง SME ไทยเข้าสู่ซัพพลายเชนได้แล้วถึง 40 แห่ง ขณะที่กลุ่มนวัตกรรมประมวลผลข้อมูล AI อย่าง บริษัท อินโนไลท์ เทคโนโลยี ซึ่งเป็นเบอร์ 1 ของโลกด้านอุปกรณ์ส่งข้อมูลทางแสง ก็เตรียมขยายฐานผลิตในไทย สร้างการจ้างงานกว่า 20,000 อัตรา พร้อมผนึกกำลังกับมหาวิทยาลัยชั้นนำของไทยร่วมวิจัยและพัฒนากับวิศวกรไทยกว่า 1,500 คน นอกจากนี้ บริษัทยักษ์ใหญ่อันดับ 2 ของโลกในอุตสาหกรรมเดียวกันอย่าง บริษัท อีออปโตลิงก์ เทคโนโลยี ก็ได้เดินหน้าเปิดโรงงานแห่งแรกที่ระยองและกำลังลุยขยายโรงงานแห่งที่ 2 อย่างต่อเนื่อง ด้านบริษัท เสียวหมี่ คอร์ปอเรชัน บิ๊กเทคฯ ที่ครองส่วนแบ่งตลาดสมาร์ทโฟนอันดับ 3 ในไทย ซึ่งรัฐบาลได้เจรจาดึงดูดให้เข้ามาใช้ไทยเป็นฐานการผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้าอัจฉริยะ (IoT) โดยชูจุดแข็งด้านความพร้อมของซัพพลายเชนกลุ่มสมาร์ทอิเล็กทรอนิกส์ของไทย เพื่อรองรับตลาดในภูมิภาคและการส่งออกต่อไป อ่านข่าวสารของสำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทยเพิ่มเติมได้ที่ : https://url.in.th/w-stock-news |