CIMBT มองตลาดหุ้นไทยประเมินดัชนีปีนี้จะเคลื่อนไหวในกรอบ 1,620-1,540 จุด อิง EPS ที่ 90-97 บาท บน PE ที่ 15-17 เท่า แนะ 3 หุ้นกลุ่มเด่น กลุ่มธนาคาร-กลุ่มท่องเที่ยว-กลุ่มโรงแรม ประเมินไตรมาส 3 ผันผวน แต่เป็นจังหวะลงทุนหุ้นคุณภาพ กระจายสินทรัพย์ทางเลือก เสริมโอกาสสร้างผลตอบแทนระยะยาว ชี้ AI ยังหนุนการเติบโต นายจิรไพบูลย์ รัตนภาณุรักษ์ Head , Wealth Research & Advisory ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย จำกัด (มหาชน) หรือ CIMBT เปิดเผยมุมมองการลงทุนในไตรมาส 3 ว่า ตลาดการเงินโลกยังมีแนวโน้มผันผวนจาก 2 ปัจจัยสำคัญ ได้แก่ ทิศทางนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) และ ระดับมูลค่าประเมิน (Valuation) ของสินทรัพย์เสี่ยงที่ยังอยู่ในระดับสูง อย่างไรก็ตาม ปัจจัยพื้นฐานของเศรษฐกิจโลก และการเติบโตของผลประกอบการบริษัทจดทะเบียนยังคงแข็งแกร่ง ส่งผลให้ Wealth Research & Advisory ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย ยังคงให้น้ำหนักการลงทุนในตราสารทุน พร้อมแนะนำกระจายการลงทุนไปยังสินทรัพย์ทางเลือกเพื่อเพิ่มเสถียรภาพของพอร์ต สำหรับปัจจัยแรก ทิศทางนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ มีโอกาสปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายอีก แต่คาดว่าไม่เกิน 1 ครั้งในปีนี้ จากแรงกดดันด้านเงินเฟ้อที่ยังไม่คลี่คลาย อย่างไรก็ตาม การดำเนินนโยบายดังกล่าวเป็นการบริหารจัดการเงินเฟ้อในระยะสั้น ไม่ใช่จุดเริ่มต้นของวัฏจักรดอกเบี้ยขาขึ้นรอบใหม่ เนื่องจากแรงกดดันเงินเฟ้อส่วนใหญ่ยังเกิดจากปัจจัยด้านอุปทาน (Supply-side Inflation) ซึ่งมีแนวโน้มคลี่คลายลงเมื่อห่วงโซ่อุปทานและสถานการณ์ด้านภูมิรัฐศาสตร์ทยอยกลับสู่ภาวะปกติ อีกปัจจัยที่ต้องติดตาม คือ ระดับมูลค่าประเมินของสินทรัพย์เสี่ยงที่ปรับตัวขึ้นมาอยู่ในระดับสูง จากความคาดหวังต่อการเติบโตของผลประกอบการบริษัทจดทะเบียน โดยเฉพาะบริษัทที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีและห่วงโซ่อุปทานด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) ซึ่งอาจทำให้ตลาดมีความผันผวนเป็นระยะ หากผลประกอบการ หรือ ข้อมูลเศรษฐกิจออกมาต่ำกว่าที่ตลาดคาดการณ์ "มุมมองการลงทุนไตรมาส 3 ธนาคารยังคงให้น้ำหนักการลงทุนในตราสารทุน เนื่องจากมองว่า การเติบโตของผลประกอบการบริษัทจดทะเบียนยังเป็นปัจจัยสำคัญที่สนับสนุนผลตอบแทนในระยะข้างหน้า พร้อมแนะนำกระจายการลงทุนไปยังสินทรัพย์ทางเลือก เพื่อช่วยลดความผันผวนและเพิ่มเสถียรภาพให้กับพอร์ตการลงทุน นอกจากนี้ ไตรมาส 3 จะเข้าสู่ช่วงโค้งสุดท้ายก่อนการเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐฯ มีโอกาสที่รัฐบาลทรัมป์จะออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติม และ อาจเป็นอีกแรงหนุนเศรษฐกิจสหรัฐฯ ช่วงครึ่งปีหลัง" ทั้งนี้ แม้ในไตรมาส 2 ตลาดการลงทุนจะได้รับแรงกดดันจากสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลาง ส่งผลให้ราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้น และสร้างความกังวลต่อทิศทางเงินเฟ้อ จนทำให้ธนาคารกลางหลายประเทศชะลอการปรับลดอัตราดอกเบี้ยหรือปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเพิ่มเติม แต่ธนาคารมองว่าปัจจัยดังกล่าวเป็นผลกระทบในระยะสั้น และ มีแนวโน้มทยอยคลี่คลายตามการปรับตัวของห่วงโซ่อุปทานและสถานการณ์ด้านภูมิรัฐศาสตร์ ด้านปัจจัยพื้นฐาน เศรษฐกิจโลกยังคงมีความยืดหยุ่น โดยได้รับแรงสนับสนุนจากการลงทุน แม้ว่าการบริโภคอาจเผชิญแรงกดดันจากราคาพลังงานที่สูงขึ้นในช่วงที่ผ่านมา แต่คาดว่าจะทยอยผ่อนคลายลง ขณะที่ผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียน โดยเฉพาะในสหรัฐฯ ยังคงเติบโตอย่างแข็งแกร่ง โดยกำไรของบริษัทจดทะเบียนในไตรมาสแรกเติบโตกว่า 20% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน จากแรงหนุนของธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับ AI Supply Chain ส่งผลให้เม็ดเงินลงทุนยังคงไหลเข้าสู่กลุ่มธุรกิจที่ได้รับประโยชน์จากเมกะเทรนด์ดังกล่าว เช่น AI Infrastructure , Connectivity , Smart Grid และ Alternative Energy สำหรับนักลงทุนที่ต้องการสร้างกระแสเงินสดอย่างสม่ำเสมอ ธนาคารแนะนำกองทุน CIMB Signature Series ซึ่งออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์การลงทุนภายใต้ภาวะตลาดที่ยังมีความผันผวน ประกอบด้วย SIGNATURE GINCOME กองทุนตราสารหนี้โลก และ SIGNATURE GINGRO กองทุนประเภท Multi-Asset โดยหากดูผลตอบแทนย้อนหลัง กอง SIGNATURE GINCOME สร้างผลตอบแทนย้อนหลัง 1 ปี ที่ 6.8% ขณะที่กองทุน SIGNATURE GINGRO สร้างผลตอบแทนย้อนหลังนับจากวันจัดตั้งกองทุนเมื่อ 15 ต.ค.2568 ที่ 10.41% ทั้งนี้ ทั้งสองกองทุนเปิดให้ลงทุนได้ทั้งสกุลเงินบาท และ สกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ เหมาะสำหรับผู้ลงทุนที่ต้องการกระจายการลงทุนในต่างประเทศ พร้อมสร้างโอกาสรับผลตอบแทน และ กระแสเงินสดอย่างต่อเนื่องในระยะยาว ส่วนตลาดหุ้นไทย นายจิรไพบูลย์ มองว่า ดัชนีตลาดปรับตัวขึ้นมาค่อนข้างเร็ว แตะระดับประมาณ 1,600 จุด โดยกำไรบริษัทจดทะเบียนได้รับแรงหนุนจากกำไรสต๊อกในช่วงที่ผ่านมา ขณะที่ประมาณการกำไรต่อหุ้น (EPS) ของตลาดปรับเพิ่มจาก 95 บาท เป็น 97 บาท อย่างไรก็ตาม คาดว่า กำไรอาจผ่านจุดสูงสุดในไตรมาส 1 และ ทยอยชะลอลงในช่วงที่เหลือของปี ทางด้านมูลค่าหุ้นไทยยังมีความน่าสนใจเมื่อเปรียบเทียบอัตราผลตอบแทนเงินปันผลย้อนหลังกับผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลที่อยู่ราว 2.01% ซึ่งยังมีส่วนต่างมากกว่า 2% ทำให้นักลงทุนที่รับความผันผวนได้ยังสามารถทยอยลงทุนในตลาดหุ้นไทยได้ สำหรับกลุ่มหุ้นที่น่าสนใจ ได้แก่ กลุ่มธนาคาร แม้ราคาหุ้นจะไม่ได้อยู่ในระดับถูกมากนัก แต่ยังมีจุดเด่นด้านเงินปันผล และ คุณภาพสินทรัพย์ที่มีแนวโน้มดีขึ้น หลังจากที่ผ่านมาได้ตั้งสำรอง และ บริหารความเสี่ยงอย่างต่อเนื่อง อีกกลุ่มที่น่าจับตา คือ กลุ่มท่องเที่ยวและโรงแรม ซึ่งได้รับอานิสงส์จากต้นทุนการเดินทางที่ปรับลดลง และ การฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยว ซึ่งดัชนีปีนี้คาดจะเคลื่อนไหวในกรอบ 1,620-1,540 จุด โดยอิง EPS ที่ 90-97 บาท บน Price to Earnings Ratio หรือ PE ที่ 15-17 เท่า อย่างไรก็ตาม พอร์ตการลงทุนในไตรมาส 3 ธนาคารได้ปรับจากการลงทุนผ่านกองทุนหุ้นโลกแบบเดิม มาเน้นการลงทุนในหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีโลกมากขึ้น เนื่องจากยังมองเห็นศักยภาพการเติบโตในระยะยาว ขณะที่อัตราแลกเปลี่ยน โดยเฉพาะค่าเงินบาทเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ ยังคงเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อคุณภาพของผลตอบแทนการลงทุน ซึ่งธนาคารยังคาดหวังผลตอบแทนจากพอร์ตการลงทุนในช่วง 12 เดือนข้างหน้าอยู่ที่ประมาณ 3-9% ภายใต้การกระจายการลงทุนอย่างเหมาะสม โดยการจัดพอร์ตการลงทุนในปัจจุบัน ยังควรมุ่งหวังผลตอบแทนเฉลี่ยราว 3-4% เพื่อเอาชนะอัตราเงินเฟ้อ แม้ว่ากำไรของบริษัทจดทะเบียนจะยังมีความผันผวนเมื่อเทียบกับสินทรัพย์ประเภทอื่นก็ตาม ให้ efinAI ช่วยสรุปข่าวและสัญญาณหุ้นก่อนใคร ได้ที่ : https://url.in.th/w-efin-stocknews 
|