สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย ได้รวบรวมมุมมอง ของบริษัทหลักทรัพย์ชั้นนำที่ได้ประเมินทิศทางของ บริษัท โอสถสภา จำกัด (มหาชน) หรือ OSP จากบทวิเคราะห์ที่ออกมาในวันที่ 18 - 19 ส.ค.69
ชื่อโบรก | คำแนะนำ | ราคาเป้าหมาย (บาท) | บล.ฟิลลิป | ซื้อ | 21.10 | บล.ลิเบอเรเตอร์ | ซื้อ | 20.50 | บล.เคจีไอ | ซื้อ | 20.20 | บล.ดาโอ | ซื้อ | 20.00 | บล.ทิสโก้ | ถือ (Hold) | 19.00 | บล.กรุงศรี | ปานกลาง (Neutral) | 18.90 | บล.ซีจีเอส อินเตอร์เนชั่นแนล | ขาย | - |
สรุปปัจจัยบวก + อัตรากำไรขั้นต้น (GPM) ทำสถิติสูงสุดใหม่ (New High) ใน 2Q69 ที่ 42.8% จากการรับรู้ผลประโยชน์ของการรวมศูนย์การผลิต การปิดโรงงานที่ขาดทุน การบริหารห่วงโซ่อุปทานและพลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ (บล.ฟิลลิป, บล.เคจีไอ, บล.ลิเบอเรเตอร์) + กำไรสุทธิ 2Q69 อยู่ที่ 1,100 ล้านบาท เติบโต 8.9% y-y เป็นไปตามที่นักวิเคราะห์คาด (บล.ฟิลลิป, บล.ลิเบอเรเตอร์)
+ ยอดขายเครื่องดื่มในประเทศ 2Q69 ขยายตัวแข็งแกร่ง 6% y-y อยู่ที่ 3,906 ล้านบาท และกลุ่มของใช้ส่วนบุคคลเติบโต 8.3% - 10% y-y อยู่ที่ 785 ล้านบาท จากการรุกตลาดสินค้าพรีเมียม นวัตกรรมใหม่ และแบรนด์เบบี้มายด์กับอัลตร้ามายด์ (บล.ฟิลลิป, บล.ลิเบอเรเตอร์)
+ ตลาดต่างประเทศที่ไม่รวมเมียนมาเติบโตแข็งแกร่ง 19.5% y-y ใน 2Q69 รวมถึงยอดขายในลาวเติบโตต่อเนื่อง (บล.ฟิลลิป, บล.เคจีไอ)
+ สถานการณ์ใบอนุญาตนำเข้าในเมียนมาเริ่มคลี่คลายตั้งแต่เดือน มิ.ย.69 ได้รับใบอนุญาตครบและนำเข้าได้ดีขึ้น 60-70% ทำให้โรงงานในเมียนมากลับมาทยอยเพิ่มการผลิตได้ตั้งแต่ ส.ค.26 คาดการดำเนินงานในเมียนมาช่วง 3Q69 กลับสู่ภาวะปกติ และฟื้นตัวได้ดีขึ้นใน 4Q69 (บล.ฟิลลิป, บล.ดาโอ, บล.เคจีไอ, บล.ลิเบอเรเตอร์)
+ ยอดขายในประเทศช่วง 2H69 คาดได้รับแรงหนุนจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจภาครัฐ (ไทยช่วยไทยพลัส) ช่วยหนุนยอดขายผ่านช่องทางร้านค้าดั้งเดิม (บล.ฟิลลิป, บล.เคจีไอ, บล.ลิเบอเรเตอร์)
+ ตลาดเครื่องดื่มชูกำลังในประเทศมีแนวโน้มเติบโตเด่น จากการเพิ่มส่วนแบ่งตลาดของ M-150 ผ่านการออกสินค้าใหม่ การขยายช่วงราคา และการขยายตลาดกลุ่ม Premium Mass (บล.ทิสโก้, บล.เคจีไอ)
+ กำไรช่วง 4Q69 คาดจะเร่งตัวขึ้น QoQ และเติบโต YoY จากความต้องการสินค้าของใช้ส่วนตัวตามฤดูกาล และราคาพลาสติกเรซินที่มีแนวโน้มลดลง (บล.ฟิลลิป, บล.เคจีไอ)
+ ได้รับแหล่งกำไรใหม่ประจำจากการปล่อยเช่าที่ดินสำนักงานใหญ่หัวหมาก 45 ไร่ ให้ CPAXT ระยะเวลา 30 ปี คาดสร้างกำไรสุทธิราว 45–50 ล้านบาท/ปี (คิดเป็น 1.3% ของกำไรสุทธิ) เริ่มรับรู้รายได้ตั้งแต่ 2Q70 (บล.ดาโอ, บล.เคจีไอ)
+ ประกาศจ่ายเงินปันผลระหว่างกาล 0.45 บาท/หุ้น (ขึ้น XD วันที่ 27 ส.ค.) คิดเป็น Dividend Yield 2.5% และคาดการณ์ Dividend Yield ทั้งปี 2569 อยู่ที่ราว 4.4% - 5% (บล.ฟิลลิป, บล.ทิสโก้, บล.เคจีไอ)
+ ประมาณการกำไรสุทธิปี 2569 คาดอยู่ที่ 3,600 - 3,844 ล้านบาท เติบโต 3% - 5% y-y (บล.ฟิลลิป, บล.กรุงศรี, บล.ทิสโก้, บล.ดาโอ, บล.ลิเบอเรเตอร์)
+ การปรับปรุงประสิทธิภาพภายในและการบริหารจัดการต้นทุนของบริษัททำได้ดีกว่าภาพรวมของกลุ่มอุตสาหกรรม (บล.ทิสโก้, บล.ลิเบอเรเตอร์)
สรุปปัจจัยลบ - ภาพรวมรายได้ต่างประเทศใน 2Q69 ลดลง 13% - 41.9% y-y และชะลอตัว QoQ จากข้อจำกัดเรื่องใบอนุญาตนำเข้าในเมียนมาจนสินค้าขาดแคลน การปรับฐานรายได้ตามมาตรฐานบัญชีใหม่ (TAS 21) และการปรับลดกิจกรรมส่งเสริมการขายช่วงวัตถุดิบตึงตัว (บล.ฟิลลิป, บล.ดาโอ, บล.ลิเบอเรเตอร์)
- กำไรและรายได้ใน 2H69 และ 3Q69 มีแนวโน้มอ่อนตัวลง QoQ และ HoH เนื่องจากเข้าสู่ช่วงนอกฤดูกาล (Low Season) กระทบทั้งยอดขายในไทยและการส่งออก โดยเฉพาะเมียนมาที่เจอช่วงฤดูฝนกระทบการขนส่ง (บล.ฟิลลิป, บล.ทิสโก้, บล.ดาโอ, บล.ซีจีเอส อินเตอร์เนชั่นแนล, บล.เคจีไอ, บล.ลิเบอเรเตอร์)
- ต้นทุนมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นใน 2H69 และ 3Q69 จากราคาวัตถุดิบ บรรจุภัณฑ์ และต้นทุนพลังงาน (ก๊าซธรรมชาติ) ที่จัดซื้อล่วงหน้าในช่วงความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ ซึ่งจะกดดันอัตรากำไรขั้นต้น (GPM) ใน 3Q69 ให้ลดลง QoQ มาอยู่ที่ราว 40% (บล.ฟิลลิป, บล.กรุงศรี, บล.ทิสโก้, บล.ดาโอ, บล.ซีจีเอส อินเตอร์เนชั่นแนล, บล.เคจีไอ, บล.ลิเบอเรเตอร์)
- บริษัทปรับลดเป้าหมายการเติบโตของรายได้รวมปี 2569 ลงเหลือ Low to Mid Single Digit (เติบโตน้อยเล็กน้อย) จากเดิมตั้งไว้ Mid Single Digit จากปัจจัยกดดันภายนอกและปัญหาในเมียนมา (บล.ทิสโก้, บล.ดาโอ)
- การนำเงินปันผลกลับประเทศ (Dividend Repatriation) จากเมียนมาคาดว่าจะยังล่าช้าต่อไป เนื่องจากข้อจำกัดของภาครัฐเกี่ยวกับการถอนเงินทุน (บล.เคจีไอ)
- ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารต่อยอดขาย (SG&A to Sales) ใน 2Q69 เพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 22.5% (จาก 21.9% ใน 1Q69) เนื่องจากค่าขนส่งที่ปรับตัวสูงขึ้น (บล.ลิเบอเรเตอร์)
- ราคาหุ้นในกระดานปรับตัวขึ้นมาสะท้อนปัจจัยบวกไปมากแล้ว จนทำให้ Upside จากราคาเป้าหมายเริ่มจำกัด จึงแนะนำให้ใช้เป็นจังหวะขายทำกำไรหรือเปลี่ยนเป็นถือ (บล.ทิสโก้, บล.ซีจีเอส อินเตอร์เนชั่นแนล)
- ปัจจัยความเสี่ยงสำคัญ ได้แก่ สภาวะการแข่งขันที่เข้มข้น, การชะลอตัวทางเศรษฐกิจ, ความผันผวนของราคาวัตถุดิบ/บรรจุภัณฑ์ และการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมผู้บริโภค (บล.ทิสโก้, บล.เคจีไอ)
ให้ efinAI ช่วยสรุปข่าวและสัญญาณหุ้นก่อนใคร ได้ที่ : https://url.in.th/w-efin-stocknews
|