BBL ประกาศงบงวดไตรมาส 2/69 มีกำไรสุทธิ 9,498 ลบ. ส่งผลให้กำไรสุทธิช่วงครึ่งแรกปี 69 อยู่ที่ 20,492 ลบ. ลดลง 16.2% รับผลกระทบรายได้ดอกเบี้ยสุทธิลดลง เหตุปรับลดอัตราดอกเบี้ยของธนาคาร สวนทางสินเชื่อเพิ่มขึ้น 2.7% จากลูกค้าธุรกิจรายใหญ่และลูกค้ากิจการต่างประเทศ ขณะที่ด้านเงินรับฝากเพิ่มขึ้น 0.5% จากสิ้นปีก่อน ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BBL รายงานผลประกอบการงวดไตรมาส 2/69 มีกำไรสุทธิ 9,498 ล้านบาท ลดลง 19.8% จากช่วงเดียวกันปีก่อนส่วนสำหรับงวดแรกปี 69 มีกำไรสุทธิจำนวน 20,492 ล้านบาท ลดลง 16.2% เทียบกับงวดเดียวกันปีก่อน โดยมีรายได้ดอกเบี้ยสุทธิลดลง 12.4% จากการปรับลดอัตราดอกเบี้ยของธนาคาร ส่งผลให้ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยสุทธิอยู่ที่ 2.46% อย่างไรก็ตามการขยายตัวของเงินให้สินเชื่อยังคงเป็นปัจจัยสนับสนุนรายได้ของธนาคารและชดเชยผลกระทบบางส่วนจากการลดลงของอัตราดอกเบี้ย นอกจากนี้รายได้ค่าธรรมเนียมและบริการสุทธิปรับตัวดีขึ้น จากการเติบโตอย่างต่อเนื่องของบริการประกันผ่านธนาคารและบริการกองทุนรวม รวมถึงค่าธรรมเนียมธุรกิจหลักทรัพย์เพิ่มขึ้นตามภาวะตลาดทุนและกิจกรรมการซื้อขาย ขณะที่รายได้จากการดำเนินงานอื่นลดลง ส่วนใหญ่จากกำไรสุทธิจากเงินลงทุน สำหรับค่าใช้จ่ายจากการดำเนินงานลดลง 6.5% สะท้อนถึงการบริหารจัดการค่าใช้จ่ายอย่างเหมาะสมควบคู่กับการพัฒนาและยกระดับประสิทธิภาพการดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้อัตราส่วนค่าใช้จ่ายต่อรายได้จากการดำเนินงานอยู่ที่ 47.1% ทั้งนี้ผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้นมีจำนวน 17,435 ล้านบาท ลดลงจากงวดเดียวกันปีก่อน เป็นผลจากการดำเนินนโยบายการตั้งสำรองด้วยความระมัดระวังอย่างต่อเนื่อง ธนาคารกรุงเทพยังคงแนวทางการดำเนินธุรกิจด้วยความระมัดระวังและรอบคอบ พร้อมทั้งรักษาเสถียรภาพฐานะการเงิน สภาพคล่อง และเงินกองทุนให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม ณ สิ้นเดือนมิ.ย.69 ธนาคารมีเงินให้สินเชื่อจำนวน 2,678,467 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 2.7% จากสิ้นปีก่อน จากสินเชื่อลูกค้าธุรกิจรายใหญ่และสินเชื่อลูกค้ากิจการต่างประเทศ สำหรับอัตราส่วนเงินให้สินเชื่อที่มีการด้อยค่าด้านเครดิตต่อเงินให้สินเชื่อรวมอยู่ที่ 3.3% ซึ่งอยู่ในระดับที่บริหารจัดการได้และอัตราส่วนค่าเผื่อผลขาดทุนด้านเครดิตต่อเงินให้สินเชื่อที่มีการด้อยค่าด้านเครดิตอยู่ในระดับแข็งแกร่งที่ 306.3% เป็นผลจากการที่ธนาคารยึดหลักการตั้งสำรองด้วยความระมัดระวังและรอบคอบอย่างต่อเนื่อง
ธนาคารมีเงินรับฝาก ณ สิ้นเดือนมิ.ย.69 จำนวน 3,212,308 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 0.5% จากสิ้นปีก่อน และมีอัตราส่วนเงินให้สินเชื่อต่อเงินรับฝากอยู่ที่ 83.4% ขณะที่อัตราส่วนเงินกองทุนทั้งสิ้น อัตราส่วนเงินกองทุนชั้นที่ 1 และอัตราส่วนเงินกองทุนชั้นที่ 1 ที่เป็นส่วนของเจ้าของต่อสินทรัพย์เสี่ยงของธนาคารและบริษัทย่อยอยู่ที่ 21.4%, 16.9% และ 16.9% ตามลำดับ ซึ่งอยู่ในระดับที่สูงกว่าอัตราส่วนเงินกองทุนขั้นต่ำตามที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนด
ภาพรวมไตรมาส 2/69
ในไตรมาส 2 ปี 69 เศรษฐกิจไทยทรงตัวจากไตรมาสก่อนหน้า โดยได้รับแรงสนับสนุนจากภาคการส่งออกที่ยังเติบโตได้ดี โดยเฉพาะสินค้าในกลุ่มเทคโนโลยี ซึ่งได้รับอานิสงส์จากวัฏจักรการลงทุนด้านเทคโนโลยีของโลก และการลงทุนที่เกี่ยวข้องกับปัญญาประดิษฐ์ (AI) สะท้อนบทบาทของประเทศไทยที่เชื่อมโยงกับห่วงโซ่อุปทานเทคโนโลยีโลกมากขึ้น อย่างไรก็ดีเศรษฐกิจโลกยังเผชิญความไม่แน่นอนจากมาตรการภาษีการค้าและความตึงเครียดด้านภูมิรัฐศาสตร์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในตะวันออกกลาง ซึ่งยังคงเป็นปัจจัยที่อาจมีผลกระทบต่อแนวโน้มการขยายตัวของเศรษฐกิจในระยะต่อไป ขณะที่ภาคการท่องเที่ยวเริ่มมีสัญญาณฟื้นตัวในช่วงปลายไตรมาส แต่ภาพรวมยังคงต่ำกว่าที่คาดการณ์ไว้ นอกจากนี้ฐานะทางการคลังยังเผชิญข้อจำกัดจากระดับหนี้สาธารณะที่อยู่ในระดับสูง ซึ่งจำกัดความสามารถในการดำเนินมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติม ทั้งนี้ แม้มาตรการ “ไทยช่วยไทยพลัส” จะมีบทบาทในการสนับสนุนการใช้จ่ายของภาคครัวเรือนและบรรเทาภาระค่าครองชีพระหว่างการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ แต่ภาคธุรกิจและภาคครัวเรือนยังคงเผชิญข้อจำกัดเชิงโครงสร้างภายในประเทศที่เป็นแรงกดดันต่อการเติบโตในระยะข้างหน้า ท่ามกลางพลวัตของโลกที่ยังเผชิญความท้าทายหลายด้าน ทั้งจากภูมิรัฐศาสตร์ที่จะส่งผลต่อการค้าโลก การปรับเปลี่ยนนโยบายและกฎเกณฑ์ด้านสิ่งแวดล้อมจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่รุนแรงขึ้น ตลอดจนความก้าวหน้าอย่างรวดเร็วของเทคโนโลยีและนวัตกรรม ธนาคารกรุงเทพพร้อมยืนเคียงข้างในฐานะ “เพื่อนคู่คิด มิตรคู่บ้าน” และยังคงมุ่งมั่นให้คำปรึกษาและดูแลลูกค้าแต่ละกลุ่มอย่างเหมาะสม ทั้งสนับสนุนด้านเงินลงทุนและองค์ความรู้ที่ส่งเสริมให้ลูกค้าสามารถปรับตัวเพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขันและสร้างภูมิคุ้มกันทางธุรกิจในภาวะที่มีการเปลี่ยนแปลง รวมถึงสนับสนุนโอกาสในการขยายกิจการไปต่างประเทศผ่านเครือข่ายทั้งในประเทศและต่างประเทศ ตลอดจนส่งเสริมนโยบายของภาครัฐในการเปลี่ยนผ่านสู่ความยั่งยืนของเศรษฐกิจไทย อาทิ โครงการ SMEs Credit Boost เพื่อสร้างโอกาสให้ SMEพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขัน ในขณะเดียวกันธนาคารยังคงดำเนินธุรกิจด้วยความระมัดระวัง พร้อมยึดมั่นแนวทางการให้สินเชื่ออย่างรับผิดชอบและเป็นธรรม (Responsible Lending) และมุ่งมั่นให้บริการทางการเงินที่รับผิดชอบต่อสังคม สิ่งแวดล้อม และการเติบโตอย่างยั่งยืน โบรกฯ ประเมินงบ Q2/69 ที่ 1.0 - 1.03 หมื่นลบ. สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย ได้รวบรวมมุมมองคาดการณ์งบการเงินจากบทวิเคราะห์ของบริษัทหลักทรัพย์ชั้นนำที่เผยแพร่ล่าสุด ที่เกี่ยวกับหุ้น BBL ดังนี้ - บล.ทรีนีตี้ ประเมินงบ Q2/69 ที่ 10,330 ล้านบาท (ราคาเป้าหมาย 200.00 บาท) - บล.กรุงศรี ประเมินงบ Q2/69 ที่ 10,000 ล้านบาท (ราคาเป้าหมาย 185.00 บาท) "อนึ่ง ข้อมูลจากบริษัทหลักทรัพย์ดังกล่าว เป็นข้อมูลคาดการณ์งบการเงิน ก่อนที่บริษัทจะประกาศผลประกอบการ ทั้งนี้ บริษัทหลักทรัพย์อาจมีการปรับประมาณการ หรืออัพเดทข้อมูลหลังจากได้ข้อมูลอย่างเป็นทางการ" ให้ efinAI ช่วยสรุปข่าวและสัญญาณหุ้นก่อนใคร ได้ที่ : https://url.in.th/w-efin-stocknews |