ผู้ว่าธปท. คาดจีดีพีไทยปีนี้ติดลบ 7.8-8% มองศก.ติดลบต่อเนื่องถึง Q1/64 ก่อนพลิกเป็นบวกครั้งแรกใน Q2/64 ส่วนกิจกรรมศก.กลับสู่ภาวะปกก่อนวิกฤติโควิดใน Q3/65 รับห่วงชุมนุมการเมืองกระทบการบริโภค-ลงทุน พร้อมเปิด 5 โจทย์ใหญ่ ที่ธปท.ต้องทำ นายเศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยในโอกาสพบสื่อมวลชนเป็นครั้งแรกว่า แนวโน้มอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ (จีดีพี) ของไทย คาดว่าจะติดลบต่อเนื่องถึงไตรมาส 1/64 (Q1/64) ก่อนที่จะพลิกกลับมาเป็นบวกครั้งแรกในไตรมาส 2/64 และคาดว่ากิจกรรมทางเศรษฐกิจไทยจะกลับสู่ภาวะปกติก่อนที่จะมีสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ในช่วง ไตรมาส 3/65 ส่วนแนวโน้มจีดีพีไทยในปีนี้ คาดว่าจะติดลบ 7.8-8% โดยยอมรับว่า วิกฤติโควิด-19 เป็นวิกฤติสาธารณสุขที่ลุกลามและส่งผลกระทบเชื่อมโยงทั่วโลก ทำให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจหยุดชะงักพร้อมกันในหลายประเทศ รวมทั้งไทยที่ต้องล็อกดาวน์จนมีผลกระทบถึงผู้ประกอบการและประชาชนจำนวนมาก สำหรับจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติของไทยในปีนี้คาดว่าจะเหลือ 6.7 ล้านคน จากเดิมที่มีนักท่องเที่ยวเกือบ 40 ล้านคน หรือคิดเป็นรายรับที่หายไปถึง 10% ของจีดีพี ด้านการส่งออกสินค้าไทยในไตรมาส 2/63 หดตัวหนักที่สุดในรอบ 11 ปี เปรียบเสมือนอาการของผู้ป่วยหนักที่รักษาตัวอยู่ในห้องไอซียู อย่างไรก็ตาม มองว่า หลังจากคลายมาตรการล็อกดาวน์ ประเทศได้เปลี่ยนไปอย่างน้อย 3 ด้าน คือ 1.การฟื้นตัวของกิจกรรมทางเศรษฐกิจแตกต่างกันมาก ทั้งในมิติของสาขาเศรษฐกิจ มิติเชิงพื้นที่ และขนาดของธุรกิจ 2.การฟื้นตัวของเศรษฐกิจคาดว่าจะใช้เวลานานไม่น้อยกว่า 2 ปี ในการกลับสู่ระดับก่อนโควิด-19 ส่วนหนึ่งเพราะโครงสร้างของสินค้าและตลาดส่งออกของไทยกระจุกอยู่ในกลุ่มสินค้าและตลาดที่ฟื้นตัวช้า 3.ยังมีความไม่แน่นอนว่าวัคซีนจะสำเร็จเมื่อไหร่ ภาคการท่องเที่ยวจะฟื้นตัวได้ระดับไหน เป็นต้น อย่างไรก็ตาม ปัญหาเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นครั้งนี้สามารถแก้ไขได้ แต่ต้องอาศัยเวลาและการใช้ทรัพยากรที่มีจำกัดอย่างคุ้มค่า “ธปท.เชื่อมั่นว่า เศรษฐกิจไทยมีความแข็งแกร่งเพียงพอที่จะก้าวพ้นวิกฤติครั้งนี้ เพราะไทยสามารถคุมการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ได้ดี เสถียรภาพการเงินอยู่ในเกณฑ์ดี เสถียรภาพต่างประเทศเข้มแข็ง หนี้สาธารณะยังอยู่ต่ำกว่าเพดานและยังสามารถบริหารจัดการหนี้ได้ รวมถึงตลาดแรงงานยังมีความยืดหยุ่น”นายเศรษฐพุฒิ กล่าว ส่วนแนวทางการช่วยเหลือลูกหนี้ หลังสิ้นสุดมาตรการพักชำระหนี้ในช่วงวันที่ 22 ต.ค. นี้ จะต้องเป็นมาตรการช่วยเหลือที่ตรงจุดมากขึ้น และไม่เป็นการทั่วไป เพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบต่อโครงสร้างทางการเงินในระยะยาว เนื่องจากมองว่า หากสถาบันการเงินพักชำระหนี้ออกไปอีก 1 ปีเป็นการทั่วไป จะส่งผลให้กระแสเงินสดหายไปจากสถาบันการเงินประมาณ 200,000 ล้านบาท และอาจส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพของสถาบันการเงินด้วย นายเศรษฐพุฒิ กล่าวว่า สำหรับโจทย์ใหญ่ของธปท. หลังจากนี้ คือ 1.แก้วิกฤติหนี้อย่างยั่งยืน โดยเฉพาะเอสเอ็มอี รายย่อย เพื่อให้ผ่านพ้นจากวิกฤติ โดยการดูแลสภาพคล่อง การดูแลปรับโครงสร้างหนี้ 2.รักษาเสถียรภาพระบบการเงินให้เข้มแข็ง มีทุนสำรองเพียงพอ เพื่อให้มั่นใจว่าสถาบันการเงินจะสามารถทำหน้าที่ในการหล่อเลี้ยงเศรษฐกิจให้เดินหน้าต่อไปได้ 3.รักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจมหภาค คือ การปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ เพื่อรองรับหลังวิกฤติโควิด-19 และรองรับกับความผันผวนที่จะเกิดขึ้นกับภาคการเงินด้วย 4.ความเชื่อมั่นของสาธารณชน การสื่อสารกับประชาชน 5.ประสิทธิการดำเนินงาน และสร้างความยั่งยืนให้กับเศรษฐกิจและสังคมไทย นายเศรษฐพุฒิ กล่าวถึงแนวทางการดำเนินนโยบายการเงินว่า ปัจจุบันดอกเบี้ยนโยบายต่ำที่สุดในภูมิภาค และต่ำที่สุดในประวัติการณ์ ดังนั้นความสามารถในด้านดอกเบี้ยเองมีจำกัด จึงมองว่า บทบาทของมาตรการอื่นๆ รวมถึงมาตรการทางด้านการคลังจะเป็นพระเอก แต่สำหรับธปท. ยืนยันว่า จะดูแลในเรื่องการเงิน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องดอกเบี้ย สภาพคล่องโดยรวม สภาวะในตลาดการเงินโดยรวม เพื่อไม่ให้เป็นอุปสรรคต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิต สำหรับสถานการณ์การชุมนุม การเคลื่อนไหวทางด้านการเมืองนั้น ยืนยันว่า จะต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด " ผลจะเป็นอย่างไรยังต้องติดตามว่าจะลากยาวหรือไม่ โดยมองว่าผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้น จะมีทั้งในเรื่องความเชื่อมั่น การบริโภค การลงทุน และกระทบต่อท่องเที่ยว และกังวลในเรื่องการจับจ่ายใช้สอยภายในประเทศที่อาจจะได้รับผลกระทบตามไปด้วย " ผู้ว่า ธปท. กล่าว |