เจาะไทม์ไลน์ “สารัชถ์ รัตนาวะดี” ซื้อ-ขาย หุ้น GULF หลังควบรวม INTUCH รวม 19 ครั้ง เก็บตอนถูก 14 ครั้ง ปล่อยตอนแพง 5 ครั้ง ฟันกำไรไปแล้ว 585 ล้านบาท หากนับหุ้นที่เหลือจากการซื้อขายรอบกว่า 1 ปี เทียบราคาล่าสุด เท่ากับมีกำไรที่ยังไม่รับรู้อีก 1,159.36 ล้านบาท หรือ +37.90%
ล่าสุด “สารัชถ์ รัตนาวะดี” ขายหุ้น GULF เดือนเดียวกว่า 1.2 พันล้านบาท
เมื่อ 14 ก.ค.2569 “สารัชถ์ รัตนาวะดี” ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและผู้ถือหุ้นใหญ่อันดับ 1 ของ บมจ.กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ (GULF) รายงานการเปลี่ยนแปลงการถือหลักทรัพย์และสัญญาซื้อขายล่วงหน้าของผู้บริหาร (แบบ 59) โดยขายหุ้นจำนวน 16.35 ล้านหุ้น ราคา 62 บาทต่อหุ้น ด้วยวิธี Big Lot ผ่าน บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ยูบีเอส (ประเทศไทย) ให้กับ นักลงทุนสถาบัน (Institutional Investor) คิดเป็นมูลค่า 1,013.70 ล้านบาท
ขณะที่ก่อนหน้านั้น 3 ก.ค.69 รายงานขาย 3.5 ล้านหุ้น ราคา 64 บาท ในกระดาน (Auto Matching) ผ่าน บล.ยูบีเอส (ประเทศไทย) คิดเป็นมูลค่า 224 ล้านบาท
หลังควบรวม INTUCH บิ๊ก GULF ซื้อขายหุ้นไปแล้ว 19 ครั้ง มูลค่ารวมกว่า 1.16 หมื่นล้านบาท
ทั้งนี้เมื่อสำรวจการซื้อขายหุ้นของ “สารัชถ์ รัตนาวะดี” ตั้งแต่ GULF ควบรวมกับ บมจ.อินทัช โฮลดิ้งส์ (INTUCH) และเข้าจดทะเบียนใหม่วันที่ 1 เม.ย.68 พบว่า มีการทำรายการรวมทั้งสิ้น 19 ครั้ง มูลค่ารวมกว่า 1.16 ล้านบาท ดังนี้

รายการซื้อขายส่วนใหญ่ ดำเนินการในกระดานปกติ โดยเป็นการซื้อถึง 14 ครั้ง และขาย 5 ครั้ง ซึ่งการขาย 2 ครั้งสำคัญ เป็นการขายผ่าน Big Lot
ครั้งแรกขายบิ๊กล็อต 62 ล้านหุ้น ราคา 47 บาท คิดเป็นมูลค่า 2,914 ล้านบาท ให้กับ “J.P.Morgan Structured Products B.V.” ส่วนอีกรายการคือขาย 16.35 ล้านหุ้น เมื่อ 14 ก.ค.ที่ผ่านมา โดยมีการขายผ่านกระดาน 3 ครั้งเมื่อช่วง เม.ย.68 และ 3 ก.ค.ที่ผ่านมา
ฝั่งซื้อ มีการซื้อจาก Big Lot เพียงครั้งเดียวคือ 23 มิ.ย.69 จำนวน 33.5 ล้านหุ้น ราคา 59 บาท คิดเป็นมูลค่า 1,976.5 ล้านบาท โดยรายงานแบบ 59 ไม่ได้ระบุว่าซื้อจากใคร
แต่ก่อนหน้านั้นมีรายงานว่า “Singtel Global Investment” ผู้ถือหุ้นใหญ่อันดับ 4 เตรียมขายหุ้น GULF จำนวน 416 ล้านหุ้น คิดเป็นมูลค่าประมาณ 2.5 หมื่นล้านบาท ผ่านรายการ Big Lot ที่ราคา 58.8-60 บาทต่อหุ้น
แกะรอยพบ เก็บหุ้นตอนถูก ขายตอนแพง ฟันกำไรแล้วกว่า 585 ล้านบาท
ทั้งนี้เมื่อสำรวจต้นทุนที่ “สารัชถ์ รัตนาวะดี” ซื้อ-ขาย หุ้น GULF นับเฉพาะที่ซื้อขายใหม่หลังควบรวม INTUCH เท่านั้น ไม่รวมหุ้นเดิมที่ถืออยู่ พบว่า ต้นทุนที่ซื้อต่ำกว่า ราคาที่ขาย มีกำไรแล้วไม่ต่ำกว่า 585 ล้านบาท
คำนวณต้นทุนสะสมแต่ละช่วงที่ซื้อและขายไล่ตามลำดับเวลา ได้ไทม์ไลน์และผลตอบแทนดังนี้
- 3-4 เม.ย.68 ซื้อ 2 ครั้ง จำนวน 35.51 ล้านหุ้น มูลค่ารวม 1,652.05 ล้านบาท คิดเป็นต้นทุนเฉลี่ย 46.52 บาท/หุ้น
- ขายครั้งแรก 11 เม.ย.68 จำนวน 2.1 ล้านหุ้น ราคา 46 บาท มูลค่า 96.6 ล้านบาท ซึ่งต้นทุนอยู่ที่ 46.52 บาท จากจำนวนหุ้นที่ขายไปในต้นทุนเดิม คิดเป็นมูลค่า 97.7 ล้านบาท ดังนั้นล็อตนี้ถือว่าขาดทุน 1.1 ล้านบาท
- ต่อมา 16 เม.ย.68 ปล่อยหุ้นออกอีก 6.47 ล้านหุ้น ที่ราคา 46.94 บาท ได้เงินมา 303.78 ล้านบาท รอบนี้ราคาขายสูงกว่าทุนเฉลี่ย 46.52 บาท จากจำนวนหุ้นที่ขายไปในต้นทุนเดิม คิดเป็นมูลค่า 97.7 ล้านบาท คิดเป็นมูลค่า 301 ล้านบาท ล็อตนี้เลยพลิกกลับมา “ได้กำไร” ประมาณ 2.7 ล้านบาท
- หุ้นในมือเหลือไปรอบถัดไป 26.94 ล้านหุ้น ที่ทุนเฉลี่ยเดิม 46.52 บาท/หุ้น
- จากนั้น 6-24 มิ.ย.68 กว้านซื้อหุ้นเพิ่มไปอีก 6 ครั้งรวด รวม 71.09 ล้านหุ้น มูลค่ารวม 2,949.10 ล้านบาท พอนำก้อนใหม่รวมกับของเดิมที่เหลืออยู่ ทำให้ได้หุ้นสะสมรวม 98.03 ล้านหุ้น ทุนเฉลี่ยลดลงฮวบเหลือเพียง 41.88 บาท/หุ้น เท่านั้น
- 5 ก.ย.68 ทำรายการ Big Lot ขายหุ้นออกไป 62 ล้านหุ้น ที่ราคา 47 บาท ได้เงินมา 2,914 ล้านบาท เทียบกับทุนเฉลี่ยใหม่ที่ลดลงมาเหลือ 41.88 บาท จากจำนวนหุ้นที่ขายไปคิดเป็นมูลค่า 2,596.48 ล้านบาท ล็อตนี้เลยฟันกำไรเน้น ๆ ถึง 317.61 ล้านบาท
- หุ้นในมือเหลือ 36.03 ล้านหุ้น ทุนเฉลี่ย 41.88 บาท/หุ้น คิดเป็นมูลค่าทุนคงเหลือสะสมในพอร์ต 1,605.97 ล้านบาท
- 13 พ.ย.68 – 23 มิ.ย.69 ทยอยซื้อสะสมอีก 6 ครั้ง รวม 46.32 ล้านหุ้น มูลค่า 2,520.93 ล้านบาท เมื่อรวมของเดิมที่เหลือ จะมีหุ้นเท่ากับ 82.35 ล้านหุ้น ต้นทุนเฉลี่ยใหม่เพิ่มขึ้นเป็น 48.95 บาท/หุ้น
- 3 ก.ค.69 แบ่งขายในกระดาน 3.5 ล้านหุ้น ที่ราคา 64 บาท ได้เงินมา 224 ล้านบาท เทียบกับทุนเฉลี่ย 48.95 บาท จากจำนวนหุ้นที่ขายไปในต้นทุนเดิม คิดเป็นมูลค่า 171.33 ล้านบาท ล็อตนี้โกยกำไรไป 52.67 ล้านบาท
- ล่าสุด 14 ก.ค.69 ปล่อย Big Lot ไป 16.35 ล้านหุ้น ที่ราคา 62 บาท ได้เงินมา 1,013.7 ล้านบาท เทียบกับทุนเฉลี่ย 48.95 บาท จากจำนวนหุ้นที่ขายไปในต้นทุนเดิม คิดเป็นมูลค่า 800.34 ล้านบาท ล็อตนี้เก็บกำไรเข้ากระเป๋าเพิ่มอีก 213.26 ล้านบาท
- จากการขายหุ้นออกไป 5 ครั้ง เทียบกับต้นทุนที่ซื้อรวมทั้งหมด เท่ากับว่า “สารัชถ์ รัตนาวะดี” รับรู้กำไร(Realized Profit) ไปแล้วทั้งสิ้น 585.23 ล้านบาท หรือ +14.75% เพราะต้นทุนที่ซื้ออยู่เฉลี่ยประมาณ 3,966 ล้านบาท ซึ่งขายได้ 4,552 ล้านบาท
หุ้นที่เหลือมีกำไรที่ยังไม่รับรู้อีก 1,159.36 ล้านบาท
ทั้งนี้ หลังการขายหุ้นล่าสุด “สารัชถ์ รัตนาวะดี” ยังเหลืออีก 62.50 ล้านหุ้น ซึ่งถือไว้ด้วยต้นทุนเฉลี่ย 48.95 บาท/หุ้น โดย ณ ราคา ปิด 17 ก.ค.69 ที่ 67.50 บาท คิดเป็นกำไรที่ยังไม่รับรู้ (Unrealized Profit) ถึง 1,159.36 ล้านบาท หรือ +37.90% จากต้นทุน 3,059.39 ล้านบาท (62.50 ล้านหุ้น x ต้นทุน 48.95 บาท)
อย่างไรก็ตามบทความฉบับนี้คำนวณเฉพาะหุ้นที่ “สารัชถ์ รัตนาวะดี” ซื้อขายหลังการควบรวม INTUCH เท่านั้น เพื่อเปรียบเทียบผลตอบแทนจากการซื้อขาย
อย่างไรก็ตามจำนวนหุ้นที่ซื้อขายข้างต้น ถือว่าคิดเป็นสัดส่วนน้อย หากเทียบกับจำนวนหุ้นทั้งหมดที่ “สารัชถ์ รัตนาวะดี” ถืออยู่ในหุ้น GULF
โดยข้อมูล ณ 4 มี.ค.69 เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่อันดับ 1 จำนวนถึง 4,374.9 ล้านหุ้น สัดส่วน 29.28%
ติดตามบทความเชิงลึกพิเศษ ๆ แบบนี้ได้ที่ : https://url.in.th/w-efin-stockarticles