เจาะงบหุ้น OR หลังพลิกขาดทุนรอบ 7 ไตรมาส กำไรครึ่งปีแรกต่ำสุดตั้งแต่เข้าตลาดฯ ราคาหุ้นยังเทรดต่ำ IPO กว่า 2 ปีแล้ว นักลงทุนต่างชาติ-รายย่อยหายเกือบครึ่ง แต่ 14 โบรกเกอร์ ยังแนะนำ “ซื้อ”-“ถือ” ราคาเป้าหมาย 12.50-17 บาท แม้คาดกำไรปี 69 ลดลงเฉลี่ย 29% แต่ปันผลยังสูงระดับเฉลี่ยมากกว่า 4%
พลิกขาดทุนรอบ 7 ไตรมาส 1,774.95 ล้านบาท กำไรครึ่งปีแรกต่ำสุดตั้งแต่เข้าตลาดฯ
บมจ. ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก (OR) รายงานผลการดำเนินงานไตรมาส 2/2569 พลิกขาดทุนสุทธิ 1,774.95 ล้านบาท จากช่วงเดียวกันของปีก่อน (YoY) ที่มีกำไร 2,231.80 ล้านบาท และไตรมาสก่อนหน้า (QoQ) ที่มีกำไร 2,414.75 ล้านบาท
ผลการดำเนินงานไตรมาส 2/69 เป็นการพลิกขาดทุนในรอบ 7 ไตรมาส โดยตั้งแต่ ขณะที่ตั้งแต่เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) ขาดไปแล้วก่อนหน้านี้ 3 ไตรมาส คือ ไตรมาส 4/65 ที่ 1,591.05 ล้านบาท, ไตรมาส 4/66 ที่ 816.85 ล้านบาท และไตรีมาส 3/67 ที่ 1,609.82 ล้านบาท
สาเหตุเกิดจาก EBITDA ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ 7,047 ล้านบาท (-99.3% QoQ) เหลือเพียง 53 ล้านบาท เพราะกำไรขั้นต้นเฉลี่ยต่อลิตรและปริมาณจำหน่ายที่ลดลง ทั้งในกลุ่มธุรกิจ Mobility จากตลาดค้าปลีกน้ำมัน และกลุ่มธุรกิจ Global จากฟิลิปปินส์ และ สปป.ลาว
รวมถึงมีประมาณการผลขาดทุนจากการปรับลดมูลค่าสินค้าคงเหลือ (Net Realizable Value: NRV) จากราคาน้ำมันในตลาดโลกที่ปรับตัวลดลง
กลุ่มธุรกิจ Lifestyle ก็ปรับตัวลดลงเช่นกัน จากค่าใช้จ่ายดำเนินงานของธุรกิจค้าปลีกอาหารและเครื่องดื่มที่เพิ่มขึ้น จากค่าโฆษณาประชาสัมพันธ์และส่งเสริมการขาย รวมถึงค่าซ่อมแซมบำรุงรักษาเป็นหลัก
สำหรับส่วนแบ่งกำไรจากเงินลงทุน (Share of Gain From Investments) ภาพรวมลดลง หลังเริ่มรับรู้การลงทุนธุรกิจธนาคารพาณิชย์ไร้สาขา (Virtual Bank)
ทั้งนี้ ผลการดำเนินงานงวด 6 เดือนแรกปี 69 มีกำไรสุทธิ 639.80 ล้านบาท ต่ำสุดตั้งแต่เข้าตลาดฯ โดยลดลง 90.32% จากช่วงเดียวกันปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 6,611.28 ล้านบาท
14 โบรกฯ ยังแนะ “ซื้อ” – “ถือ” ราคาเป้า 12.50-17 บาท
ด้าน บทวิเคราะห์ จากบริษัทหลักทรัพย์ (บล.) โดยนำข้อมูลจาก IAA Consensus ที่อัปเดต ณ 7 ส.ค.69 จำนวน 14 แห่ง ยังแนะนำ “ซื้อ” และ “ถือ” ราคาเป้าหมาย 12.5-17 บาท

IAA Consensus ประเมินกำไรสุทธิปี 69 ค่อนข้างแตกต่างกัน โดยเฉลี่ยอยู่ที่ 8,034 ล้านบาท หรือ -29% จากปีก่อน ต่ำสุดอยู่ที่ 4,484 ล้านบาท สูงสุดอยู่ที่ 12,401 ล้านบาท
ขณะเดียวกันประเมินว่าอัตราเงินปันผลตอบแทน (Dividend Yield) ของ OR จะอยู่ที่เฉลี่ย 4.32% ต่ำสุด 2.6% และสูงสุด 5.51%
ส่วนใหญ่คาดว่ากำไรสุทธิผ่านจุดต่ำสุดไปแล้วในไตรมาส 2/69 และจะฟื้นตัวในไตรมาส 3/69 เพราะผลขาดทุนจากสต็อกน้ำมันและ NRV ลดลงหรือหมดไป รวมถึงมีโอกาสบันทึกการกลับรายการ NRV และเกิด Stock Gain หลังราคาน้ำมันเริ่มปรับตัวดีขึ้น ขณะที่คาดการณ์ค่าการตลาด / อัตรากำไรขั้นต้นเฉลี่ย จากธุรกิจน้ำมันในไตรมาส 3/69 จะกลับเข้าสู่ระดับ 0.80–0.90 บาท/ลิตร หรือใกล้เคียง 1 บาท/ลิตร ด้านธุรกิจ Lifestyle และ Caf? Amazon ยังเติบโตแข็งแกร่ง
นอกจากนี้ฐานะทางการเงินแข็งแกร่งและมีอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผล (Dividend yield) อยู่ที่ราว 4-5% ซึ่งช่วยจำกัด Downside ของราคาหุ้น
เทรดต่ำกว่า IPO กว่า 2 ปี NVDR-รายย่อย หายเกือบครึ่ง
OR เข้าซื้อขายในกระดาน SET เมื่อ 11 ก.พ.64 ราคา IPO ที่ 18 บาท มูลค่าที่ตราไว้ (Par) หุ้นละ 10 บาท ซึ่งได้รับความสนใจจากนักลงทุนทั้งหน้าใหม่-เก่า จำนวนมาก โดยหลังขาย IPO มีผู้ถือหุ้นรายย่อยถึง 525,054 ราย สูงสุดเป็นประวัติการณ์ของตลาดหุ้นไทย
ช่วงแรกที่เข้าซื้อขายก็ยังมีดีมานด์ซื้อหุ้นสูง ดันราคาขึ้นไปสูงสุดระดับ 36.50 บาท ก่อนจะปรับตัวลดลงต่อเนื่องถึงปัจจุบัน
ราคาหุ้น OR ปิดหลุดต่ำกว่าราคา IPO ครั้งแรกเมื่อ 29 พ.ค.67 และไม่เคยกลับที่เหนือระดับราคา IPO อีกเลย ล่าสุด (7 ส.ค.69) ปิดที่ 12.50 บาท โดยเคยลงไปต่ำสุด 10.10 บาท (24 มิ.ย.68)
ขณะที่พบว่า OR ถูก บริษัท ไทยเอ็นวีดีอาร์ จำกัด (NVDR) ซึ่งสะท้อนการเทรดของนักลงทุนต่างชาติ ขายต่อเนื่อง โดยปี 67 ขายสุทธิ 1,101.57 ล้านบาท, ปี 68 ขายสุทธิ 436.11 ล้านบาท และ ตั้งแต่ต้นปีถึง 6 ส.ค.69 (YTD) ขายสุทธิ 826.70 ล้านบาท จากที่เคยถือหุ้นใหญ่ 402.76 ล้านหุ้น สัดส่วน 3.36% เมื่อปี 65 ล่าสุดเหลือเพียง 204.61 ล้านหุ้น สัดส่วน 1.71% (แต่ยังคงถือหุ้นใหญ่อันดับ 2)
นอกจากนี้พบว่า จำนวนผู้ถือหุ้นรายย่อย ก็ลดลงต่อเนื่องเช่นกัน เพราะ ณ วันปิดสมุด 24 ก.พ.69 เหลือเพียง 282,042 ราย (แต่ยังคงเป็นหุ้นที่มีรายย่อยถือสูงสุดของตลาดหุ้นไทย)
กำไรไม่ไปไหน การลงทุนใหม่ไม่หนุนโต
ผลประกอบการของ OR แม้จะมีกำไรสุทธิทุกปี แต่แทบไม่มีการเติบโต และบางปีลดลงอย่างมีนัยสำคัญ โดยตั้งแต่เข้าตลาดฯ ปี 64-68 กำไรสุทธิอยู่ที่ 11,474.03 ล้านบาท, 10,370.40 ล้านบาท, 11,094.07 ล้านบาท, 7,650.31 ล้านบาท และ 11,303.57 ล้านบาท ตามลำดับ
ทั้งนี้ตั้งแต่ OR ระดมทุนในตลาดหลักทรัพยฯ มีการลงทุนจำนวนมาก โดยเฉพาะกลุ่มธุรกิจ Non-Oil เช่น “ร้านอาหารโอ้กะจู๋”, “ร้านเครื่องดื่มชา Kamu Kamu”, “ร้านกาแฟ Pacamara”, ร่วมลงทุนกับ บจ.บุญรอดฯ ผลิตและจำหน่ายเครื่องดื่มสำเร็จรูปพร้อมดื่ม, “ร้านสะดวกซัก Otteri”, เข้าลงทุนใน “Flash Express”, เข้าลงทุนในบริษัทสตาร์ทอัพกลายแห่ง, ซื้อหุ้น “Traveloka”, ร่วมทุนกับ บมจ.บลูบิค กรุ๊ป (BBIK) ตั้งบริษัทเทคโนโลยี เป็นต้น โดยใช้เงินลงทุนรวมมากกว่าหมื่นล้านบาท
อย่างไรก็ตาม การลงทุนใหม่ ๆ หลายธุรกรรม ไม่สามารถสร้างการเติบโตอย่างโดดเด่นได้ หลายธุรกรรมมีการขายออกไปแล้ว
อ่านบทความวิเคราะห์หุ้นรายตัวแบบเชิงลึกเพิ่มเติมที่ : https://url.in.th/w-efin-stocknews