JTS ผิดนัดชำระหนี้หุ้นกู้ชุดเดิมรอบที่ 2 ที่เลื่อนมาจากปีก่อน ตลาดหลักทรัพย์ขึ้นเครื่องหมาย “CB” พร้อมถอดจาก SET100 จากหุ้นที่ราคาเคยพุ่ง 300 เด้งเมื่อปี 64-65 สูงสุดแตะ 594 บาทต่อหุ้น ล่าสุดเหลือ 30.25 บาท/หุ้น แถมไร้ปันผลเกือบ 10 ปี ธุรกิจเหมืองบิทคอยน์ไม่รุ่งดังฝัน ล่าสุดงบไตรมาส 1/69 พลิกขาดทุนอีกแล้ว
เบี้ยวจ่ายหนี้หุ้นกู้ชุดเดิมที่ขอเลื่อนมาจากปีก่อน
บมจ.จัสมิน เทคโนโลยี โซลูชั่น (JTS) บริษัทย่อยของ บมจ.จัสมิน อินเตอร์เนชั่นแนล (JAS) ผิดชำระหนี้หุ้นกู้ (JTS254A) อีกแล้ว มูลค่า 207.26 ล้านบาท ซึ่งครบกำหนด 8 ก.ค.2569 โดยให้เหตุผลคล้ายเดิมว่า เพราะปัญหาความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ส่งผลอย่างรุนแรงทำให้เกิดความไม่แน่นอนของภาวะเศรษฐกิจและการเงินทั่วโล ทำให้เสถียรภาพของสินทรัพย์เสี่ยงรวมถึง Bitcoin เผชิญกับความผันผวนและสภาพคล่องลดลงอย่างมีนัยสำคัญ กระทบต่อธุรกิจเหมืองขุดบิทคอยน์ซึ่งเป็นธุรกิจหลักของบริษัท
ขณะที่ธุรกิจปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่บริษัทกำลังพัฒนาและดำเนินการอยู่ได้รับผลกระทบจากการชะลอลงทุนของลูกค้าหลายหน่วยงาน ทำให้การรับรู้รายได้ล่าช้ากว่าแผนงานที่วางไว้ ส่งผลต่อมูลค่าสินทรัพย์และรายได้หลักของบริษัทฯ
บริษัทฯ ประเมินแล้วเห็นว่า ไม่สามารถจัดหารกระแสเงินสดได้เพียงพอสำหรับการไถ่ถอนหุ้นกู้ JTS254A ได้ แต่มีความประสงค์จะชำระดอกเบี้ยที่คำนวณตั้งแต่ 8 เม.ย.-8 ก.ค.69 ให้แก่ผู้ถือหุ้นกู้จำนวน 3.62 ล้านบาท ในวันครบกำหนดไถ่ถอน เพื่อแสดงเจตนารมณ์ในการปฏิบัตตามภาระผูกพันและการชำระหนี้แก่ผู้ถือหุ้นกู้ทุกรายอย่างครบถ้วน ตามแผนการชำระหนี้ใหม่ที่จะเสนอต่อที่ประชุมผู้ถือหุ้นกู้รุ่นดังกล่าวเพื่อพิจารณาปรับเงื่อนไขการชำระคืนต่อไป
อย่างไรก็ดี เนื่องจากการผิดนัดชำระครั้งนี้จำนวนเงินไม่เกิน 300 ล้านบาท จึงไม่ถือว่าเป็นเหตุผิดนัดไขว้ (Cross Default) สำหรับหุ้นกู้ JTS272A มูลค่าคงค้าง 90.60 ล้านบาท ครบกำหนด 21 ก.พ.70 และ JTS282A มูลค่าคงค้าง 122.30 ล้านบาท ครบกำหนด 21 ก.พ.71
ทั้งนี้ JTS ผิดนัดชำระหุ้นกู้ JTS254A มาแล้วก่อนหน้านี้เมื่อ 8 เม.ย.68 ขณะนั้นมีมูลค่าคงค้าง 525.54 ล้านบาท ซึ่งที่ประชุมผู้ถือหุ้นกู้ได้ “อนุมัติ” ให้ขยายเวลามาเป็น 8 ก.ค.69 และ “อนุมัติ” ยกเลิกการเรียกให้หุ้นกู้ถึงกำหนดชำระโดยพลัน (Call Default) และยกเลิกการเรียกให้ชำระดอกเบี้ยผิดนัดตามหนังสือของผู้แทนผู้ถือหุ้นกู้ โดยบริษัทยินดีเพิ่มอัตราดอกเบี้่ยเป็น 7% ต่อปี จากเดิม 6.5% ต่อปี
ถูกถอดออกจาก SET100 กดราคาดิ่ง
ขณะเดียวกันตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ออกประกาศ ไม่นำหุ้น JTS มารวมในการคำนวณดัชนี SET100 และ SET100FF เนื่องจากผิดนัดชำระหนี้หุ้นกู้
พร้อมกันนี้ขึ้นเครื่องหมาย CB และต้องซื้อขายด้วย Cash Balanc (วางเงินสดไว้ล่วงหน้าเต็มจำนวนก่อนซื้อหลักทรัพย์) ตั้งแต่ 9 ก.ค.69 จนกว่าจะแก้ไขเหตุดังกล่าวได้
ขณะที่ราคาหุ้นวันนี้ (9 ก.ค.69) ปิดที่ 30.25 บาท ลดลง 3.50 บาท หรือ -10.37% มูลค่าการซื้อขาย 45.56 ล้านบาท
เคยเป็นหุ้น 300 เด้งใน 1 ปี 4 เดือน
JTS เคยร้อนแรงสุดขีดช่วงปี 64-65 จากราคาปิดสิ้นปี 63 ที่ 1.93 บาท/หุ้น ถึงจุดสูงสุดของปี 65 ณ 22 เม.ย. ถึง 594 บาท/หุ้น ขึ้นถึง 30,677% หรือกว่า 300 เด้ง ภายในระยะเวลาแค่ 1 ปี 4 เดือน
สาเหตุที่ปรับตัวขึ้นอย่างบ้าคลั่งขนาดนั้นเป็นเพราะ JTS ประกาศปรับโครงสร้างธุรกิจ ขยายการลงทุนไปสู่สินทรัพย์ดิจิทัล โดยเฉพาะเหมืองขุดบิทคอยน์ ที่กำลังฮิตติดกระแสในขณะนั้น แถมสิ้นปี 64 พลิกจากขาดทุนปี 63 มีกำไรสุทธิ 221 ล้านบาท จากธุรกิจหลักเดิม (การรับออกแบบและจัดทำระบบคอมพิวเตอร์ พร้อมทั้งพัฒนาซอฟแวร์และการจำหน่ายอุปกรณ์คอมพิวเตอร์) ที่เติบโต ซึ่งไปช่วยหนุนภาพอนาคตที่จะมีเหมืองบิทคอยน์เข้ามาเสริมอีก เพราะลงทุนไปกว่า 157 ล้านบาท สำหรับเครื่องขุดกว่า 300 เครื่อง
หมดรอบ หุ้นดิ่ง เหมืองบิทคอยน์ไม่ช่วย ล่าสุดพลิกขาดทุน
แต่หลังจากหุ้นขึ้นไปทำจุดพีกที่ 594 บาท ก็เหมือนว่าจะหมดรอบ เพราะลงตลอดทาง ลงไปต่ำสุด 22.10 บาท เมื่อ เม.ย.68 ซึ่งเป็นช่วงที่ผิดชำระหนี้หุ้นกู้ (JTS254A) ครั้งแรก
ขณะที่ย้อนดูโครงสร้างรายได้จากเหมืองขุดบิทคอยน์ พบว่า ปี 64 อยู่ที่ 16.53 ล้านบาท (0.88% ของรายได้รวม) ปี 65 อยู่ที่ 143.07 ล้านบาท (6.21%) ปี 66 อยู่ที่ 128.69 ล้านบาท (5.43%) ปี 67 อยู่ที่ 222.48 ล้านบาท (7.89%) และปี 68 อยู่ที่ 117.13 ล้านบาท (4.64%)
ส่วนกำไรจากการขายสินทรัพย์สกุลเงินดิจิทัล เริ่มบันทึกปี 67 ที่ 315.87 ล้านบาท และ ปี 68 ที่ 80.79 ล้านบาท
ด้านผลประกอบการโดยรวม รายได้รวม ปี 64-68 อยู่ที่ 1,876.54 ล้านบาท, 2,278.63 ล้านบาท, 2,371.05 ล้านบาท, 2,514.03 ล้านบาท และ 2,422.98 ล้านบาท ซึ่งถือว่าส่วนใหญ่ดีขึ้น
แต่กำไรสุทธิกลับผันผวนสุด ๆ เพราะจากระดับสูงสุดเมื่อปี 64 ที่ 221.04 ล้านบาท ถัดมาปี 65 พลิกขาดทุน 105.65 ล้านบาท ปี 66 พลิกบวกเล็กน้อย 5.71 ล้านบาท ปี 67 ทำสถิติใหม่ 593.92 ล้านบาท และปี 68 เหลือเพียง 7.11 ล้านบาท
ล่าสุดไตรมาส 1/69 มีรายได้รวม 501.94 ล้านบาท แต่พลิกขาดทุน 46.07 ล้านบาท จากช่วงเดียวกันปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 109.22 ล้านบาท โดยไตรมาสล่าสุด รายได้จากเหมืองขุดบิทคอยน์ทำได้เพียง 8 ล้านบาท และกำภไรจากการขายสินทรัพย์สกุลดิจิทัล “ไม่มีเลย” แถมแบกค่าเผื่อด้อยค่าของสินทรัพย์สกุลดิจิทัล 6 ล้านบาท
ตรวจสอบงบการเงินล่าสุดพบว่ามีหนี้สินต่อส่วนผู้ถือหุ้น (D/E) สูงถึง 2.22 เท่า จากช่วงเดียวกันปีก่อนที่ 1.80 เท่า และสิ้นปีก่อนที่ 2.07 เท่า สะท้อนว่าหนี้สินของ JTS เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง
ขณะที่อัตราส่วนสภาพคล่อง กลับต่ำกว่า 1 เท่า โดย ณ ไตรมาส 1/69 อยู่ที่ 0.43 เท่า ลดลงจากช่วงเดียวกันปีก่อนที่ 0.69 เท่า และสิ้นปีก่อนที่ 0.48 เท่า
นอกจากนี้ครั้งสุดท้ายที่ JTS จ่ายปันผลคือปี 59 เท่ากับเกือบ 10 ปี JTS ไม่มีการจ่ายเงินปันผลให้ผู้ถือหุ้น (แต่มีช่วงที่ราคาชนะทุกทางโค้งอยู่ปี 64-65) ปัจจุบันมีผู้ถือหุ้นรายย่อย 5,420 ราย
ส่องผู้ถือบริหารและผู้ถือหุ้นใหญ่
สำหรับทีมบริหาร JTS ปัจจุบัน มี “จักรกฤษณ์ เทอดเกียรติ” เป็นประธานกรรมการ, “ซัง โด ลี” เป็นกรรมการผู้จัดการ และ “ทัศนีย์ ควรแถลง” เป็น ผู้อำนวยการฝ่ายบัญชีและการเงิน/เลขานุการ
ส่วนผู้ถือหุ้นใหญ่คือ 1.บมจ.จัสมิน อินเตอร์เนชั่นแนล (JAS) สัดส่วน 44.63%
2.บริษัท พรีเมียม แอสเซท จำกัด สัดส่วน 9.55%
3.บริษัท เอเซียส รีเยนแนล เซอร์วิส จำกัด สัดส่วน 9.16%
4.บริษัท จัสกรีน จำกัด สัดส่วน 9.15%
5.บริษัท ศูนย์รับฝากหลักทรัพย์ (ประเทศไทย) จำกัด เพื่อผู้ฝาก สัดส่วน 7.77%
6.พิชญ์ โพธารามิก สัดส่วน 2.69%
ติดตามเจาะลึกหุ้นรายตัวเพิ่มเติมที่ : https://url.in.th/w-efin-stockarticles