รายย่อย 69,385 ราย ยิ้มออก หลังหุ้นกลุ่ม “JMART” บวกแรงพร้อมวอลุ่ม ช่วง 1 เดือนล่าสุด ตั้งแต่ประกาศงบฯ Q1/69 ที่ส่วนใหญ่ออกมาดี SINGER-SGC วิ่งแรงสุด กูรูจับตาหรือจะเป็นขาขึ้นรอบใหม่ พร้อมเปิดเป้ากำไรปี 71
หุ้นกลุ่ม JMART วิ่งแรงยกแผง
หุ้นกลุ่ม “เจมาร์ท” จัดว่าเป็นอีกหนึ่งก๊วนที่ได้รับความนิยมและอยู่ในเรดาร์ของนักลงทุน โดยเฉพาะรายย่อย ซึ่งประกอบด้วย บมจ.เจมาร์ท กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ (JMART), บมจ.เจ เอ็ม ที เน็ทเวอร์ค เซอร์วิสเซ็ส (JMT), บมจ.ซิงเกอร์ประเทศไทย (SINGER), บมจ.เอสจี แคปปิตอล (SGC) และ บมจ.เจเอเอส แอสเซ็ท (J)
หลังเป็นขาลงมาหลายปี ล่าสุดสำรวจราคาหุ้นตั้งแต่ต้นปีถึง 19 มิ.ย.2569 (YTD) พบว่า ปรับตัวเพิ่มขึ้นทุกบริษัท ดังนี้

SINGER ร้อนแรงสุด ราคาหุ้นอยู่ที่ 9.15 บาท เพิ่มขึ้น 88% จากสิ้นปี 68 ตามด้วย SGC เพิ่มขึ้น 67% จากสิ้นปีก่อน ขณะที่บริษัทแม่อย่าง JMART บวกไป 34% และ JMT บวก 27% ส่วน J เพิ่มขึ้นเล็กน้อยที่ 4%
ราคาขึ้น+วอลุ่มเข้าหลังประกาศงบฯ Q1/69
เมื่อเจาะรายละเอียดพบว่า ราคาหุ้นกลุ่มนี้เริ่มขยับตัวพร้อมมูลค่าการซื้อขายที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ หลังการประกาศงบการเงินไตรมาส 1/69 เมื่อ 15 พ.ค.ที่ผ่านมา

ทั้งนี้หุ้นส่วนใหญ่ในกลุ่ม ขึ้นทำจุดสูงสุดของปีในวันเดียวกันคือ 4 มิ.ย.69 โดย SINGER ขึ้นไปแตะ 9.65 บาท, SGC ขึ้นไปแตะ 1.71 บาท, JMART ขึ้นไปแตะ 10.10 บาท และ JMT ขึ้นไปแตะ 11.80 บาท มีเพียง J ที่ขึ้นแตะจุดสูง 0.82 บาาท วันที่ 5 มิ.ย.69
ขณะที่หากนับจากราคาปิด 14 พ.ค.69 พบว่า SGC ปรับตัวขึ้นสูงสุดถึง 82% โดยราคาขึ้นไปถึง 1.71 บาท เมื่อ 4 มิ.ย. โดยมีราคาเฉลี่ยหลังประกาศงบฯ อยู่ที่ 1.31 บาท ขณะที่มูลค่าการซื้อขายเพิ่มขึ้นถึง 68.12 ล้านบาทต่อวัน จากก่อนหน้านั้นอยู่ที่เฉลี่ยเพียง 9.36 ล้านบาทต่อวัน
ด้าน JMART มูลค่าการซื้อขายเพิ่มขึ้นสูงสุด จากก่อนประกาศงบฯ อยู่ที่เฉลี่ย 76 ล้านบาทต่อวัน แต่หลังประกาศงบฯ เพิ่มเป็น 186.94 ล้านบาทต่อวัน หรือเพิ่มขึ้นถึง 110.94 ล้านบาทต่อวัน ส่วนราคาหุ้นขึ้นไปสูงสุดที่ 10.10 บาท (เมื่อ 4 มิ.ย.) หรือ 38% นับจากราคาปิด 14 พ.ค.69
ธุรกิจของแต่ละบริษัท และ ผลประกอบการ
ด้านภาพรวมของธุรกิจแต่ละบริษัทมีโครงสร้างคือ JMART เป็น Holding Company หรือประกอบธุรกิจลงทุนในธุรกิจอื่น โดยมีธุรกิจหลักของบริษัทแกนคือ จำหน่ายทั้งค้าปลีกและค้าส่งโทรศัพท์เคลื่อนที่ และสินค้าที่เกี่ยวข้องกับโทรศัพท์เคลื่อนที่ของผู้ผลิตโทรศัพท์เคลื่อนที่หลักทุกรายและผู้ให้บริการเครือข่าย และอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้อง
ส่วน JMT ประกอบธุรกิจ 1.ให้บริการติดตามเร่งรัดหนี้ ครอบคลุมถึงการรับจ้างติดตามและจัดเก็บหนี้ รวมถึงงานด้านกฎหมาย ได้แก่ ฟ้องและสืบทรัพย์คดี 2.บริหารหนี้ด้อยคุณภาพ โดยซื้อหนี้ด้อยคุณภาพจากสถาบันการเงิน หรือบริษัทต่างๆ และนำมาบริหารจัดเก็บหนี้ 3. ธุรกิจประกัน 4.ธุรกิจนายหน้าประกันภัย
SINGER จัดจำหน่ายสินค้าอุปโภคบริโภคและสินค้าเพื่อการพาณิชย์ หลากหลายผลิตภัณฑ์ ภายใต้เครื่องหมายการค้า “ซิงเกอร์” เช่น จักรเย็บผ้า เครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้านต่าง ๆ ขณะเดียวกันจำหน่ายสินค้าเชิงพาณิชย์ เช่น ตู้แช่ ตู้เติมเงินโทรศัพท์มือถือออนไลน์ ตู้เติมน้ำมันแบบหยอดเหรียญ เครื่องทำน้ำหวานเกล็ดหิมะ และเป็นตัวแทนจำหน่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่ยี่ห้อต่างๆ เพื่อสนองตอบต่อความต้องการของลูกค้าได้อย่างครอบคลุม ทั้งกลุ่มลูกค้าในครัวเรือนและกลุ่มลูกค้าเชิงพาณิชย์ ผ่านร้านค้าปลีกซึ่งเป็นสาขาของบริษัทเอง และผ่านทางตัวแทนจำหน่ายต่าง ๆ มีรูปแบบการขายสินค้าเป็นทั้งแบบเงินสด และการขายแบบเช่าซื้อ ซึ่งมากกว่า 80% ของยอดขายเป็นการขายแบบเช่าซื้อ โดยให้เช่าซื้อผ่าน บมจ.เอสจี แคปปิตอล (SGC) ซึ่งถือหุ้น 78.17%
SGC ให้บริการสินเชื่อเช่าซื้อโทรศัพท์มือถือ (Lock Phone), สินเชื่อรถทำเงินประเภทให้เช่าซื้อรถยนต์แบบโอนกรรมสิทธิ์เล่มทะเบียนประเภทจำนำทะเบียนรถ, สินเชื่อเช่าซื้อเครื่องใช้ไฟฟ้า และ สินเชื่ออื่น ๆ เช่น สินเชื่อสวัสดิการพนักงาน (Debt Consolidation) รวมถึงรายได้อื่น ภายใต้ชื่อ “เอสจี แคปปิตอล”
J ดำเนินธุรกิจบริหารจัดการพื้นที่เช่าภายในศูนย์การค้าในส่วนโทรศัพท์เคลื่อนที่และสินค้าเทคโนโลยี ภายใต้ชื่อ “IT Junction”, พัฒนาและบริหารพื้นที่ในรูปแบบตลาดชุมชน ภายใต้ชื่อ “J Market” และพัฒนาและบริหารพื้นที่ในรูปแบบศูนย์การค้าชุมชน ภายใต้ชื่อ “The Jas”
สำหรับผลประกอบการย้อนหลังตั้งแต่ปี 2566 ถึงไตรมาส 1/69 มีดังนี้

SINGER ผลการดำเนินงานดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ จากขาดทุนปี 66 ระดับ 3,210 ล้านบาท พลิกมีกำไรปี 67 ที่ 14 ล้านบาท และเติบโตเป็น 105 ล้านบาทในปี 68 ล่าสุดไตรมาส 1/69 ทำได้ 143 ล้านบาท มากกว่าปีก่อนทั้งปี และ เพิ่มขึ้นถึง 611% จากช่วงเดียวกันปีก่อน (YoY)
SGC ผลงานเป็นไปในทิศทางเดียวกันกับ SINGER เนื่องจากธุรกิจเกี่ยวเนื่องกัน โดยกำไรไตรมาส 1/69 เพิ่มขึ้น 298% YoY ขณะที่ปี 67-68 ก็เติบโตต่อเนื่อง จากปี 66 ที่ขาดทุน 2,275 ล้านบาท
ด้าน บริษัทแม่ JMART กำไรไตรมาส 1/69 ทำได้ 163 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 16% จากช่วงเดียวกันปีก่อน และมากกว่าปี 68 ที่ขาดทุน 162 ล้านบาท
ส่วน JMT กำไรลดลงต่อเนื่อง ส่วน J ขาดทุนเพิ่มขึ้น
ส่องเป้าปี 2571
ทั้งนี้ JMART, JMT และ SINGER เข้าร่วมโครงการ “Jump+” ของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย โดยแผนเพิ่มมูลค่าภายในปี 2571 ของแต่ละบริษัทมีดังนี้
JMART ตั้งเป้ากำไรสุทธิแตะ 2,000 ล้านบาท ภายใต้กลยุทธ์ ยกระดับการเพิ่มรายได้ผ่านแพลตฟอร์ม J Poin (Point System กลางของกลุ่มฯ), ยกระดับประสิทธิภาพการ ดำเนินงานด้วยเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) และ ปลดล็อกมูลค่าธุรกิจผ่านการนำบริษัทเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ ซึ่งมีเป้าหมายผลักดันบริษัทในกลุ่มที่มีศักยภาพจำนวน 4 บริษัท ได้แก่ บริษัท เจ เวนเจอร์ส จำกัด, บริษัท เคบี เจ แคปปิตอล จำกัด, บริษัท บีเอ็นเอ็น เรสเต อรองท์ กรุ๊ป จำกัด และ บริษัท บรูอิ้งแฮปปี้เนส จำกัด เพื่อพิจารณาเข้าจดทะเบียนในตลาดทุนที่เหมาะสม เช่น SET หรือ mai ขณะเดียวกันตั้งเป้าผลักดัน บริษัท เจจีเอส ซินเนอร์จี พาวเวอร์ จำกัด เข้าจดทะเบียนใน LiVE Exchange ให้แล้วเสร็จภายในปี 71 เพื่อเปิดโอกาสในการเข้าถึงแหล่งเงินทุน เสริมศักยภาพการเติบโต และสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่กลุ่มบริษัทในระยะยาว
JMT ตั้งเป้ากำไรสุทธิแตะ 1,800 ล้านบาท ภายใต้กลยุทธ์ ยกระดับธุรกิจ AMC ด้วยเทคโนโลยี AI และ สร้างเสถียรภาพทางการเงินและวินัยด้านเงินทุน
SINGER ตั้งเป้ากำไรสุทธิแตะ 1,100 ล้านบาท ภายใต้กลยุทธ์ ปรับลดต้นทุนการผลิตสินค้าเครื่องใช้ไฟฟ้าใหม่เพื่อเพิ่มผลกำไร, ขยายทีมขายและช่องทางการจำหน่ายที่หลากหลาย และ Digital Transformation นำเทคโนโลยี AI มาพัฒนา การขาย-ช่องทางการขาย-ลูกค้า
นักวิเคราะห์มองอย่างไร
แหล่งข่าวนักวิเคราะห์จาก บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ระบุว่า หุ้นกลุ่ม “เจมาร์ท” ปรับตัวลดลงแรงจากที่เคยขึ้นไปทำจุดสูงสุดตลอดกาล (All time High) ช่วงปี 65 หลายบริษัทลดลงเกิน 50% เพราะโดยปัจจัยลบ 3 ประเด็นสำคัญ 1.คือภาวะฟองสบู่หุ้นไซส์กลางแตก 2.มีปัญหาเรื่อง “Margin Call” และหุ้นถูก “Force Sell” 3.สำคัญที่สุดคือกำไรที่ลดลงอย่างมีนัยสำคัญหรือขาดทุนในปี 66 จากหลายปีก่อนหน้านั้นที่เติบโตโดดเด่นหลายบริษัท
แต่หลังจากผลประกอบการไตรมาส 1/69 ออกมา หลายบริษัทกำไรสุทธิดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ทำให้มองเห็นถึงวงจรขาขึ้นอีกรอบในหุ้นกลุ่มนี้ เพราะดูจากเป้าหมายปี 2571 ที่แต่ละบริษัทตั้งไว้ หากทำได้จริงจะถือเป็นการเติบโตที่มีนัยสำคัญ บริษัทในกลุ่มมีแผนกลยุทธ์ที่ดีในการพลิกฟื้นธุรกิจในระยะถัดไป
อย่างไรก็ตามต้องติดตามแนวโน้มผลการดำเนินงานในอนาคตด้วย ว่าจะทำได้ตามเป้าหมายหรือไม่ เพราะอาจจะส่งผลต่อราคาหุ้นได้
ขณะที่เมื่อสำรวจบทวิเคราะห์ ซึ่งมีเพียง 2 บริษัท คือ JMART และ JMT โดยมีเนื้อหาสำคัญดังนี้
บล.เอเซีย พลัส ประเมินหุ้น JMART ระบุว่า แม้กำไรไตรมาส 1/69 จะออกมาดีและมีสัดส่วนประมาณ 30% ของคาดการณ์กำไรทั้งปี 69 ที่ 548 ล้านบาท แต่มีปัจจัยที่น่ากังวลจากเศรษฐกิจปี 69 มีแนวโน้มเติบโตต่ำ จะกดดันกำลังซื้อและความสามารถในการจัดเก็บหนี้ ซึ่งจะกระทบต่อธุรกิจหลักและธุรกิจรองของบริษัท ขณะที่ราคาหุ้นปรับขึ้นสะท้อนกำไรไตรมาส 1/69 ไปมากแล้ว จึงปรับลดคำแนะนำ เป็น “ขาย” จาก “Trading” ราคาเหมาะสม 8.80 บาท
ส่วน JMT บล.กรุงศรี ประเมินว่า เป็นหุ้น “Thailand’s Distressed Debt Recovery Play” ที่กำลังเปลี่ยนจากช่วงตั้งรับสู่รอบเร่งตัวของกำไร จาก 4 ปัจจัยหลัก คือ วัฏจักรดอกเบี้ยระดับต่ำหนุน Valuation กลุ่ม Finance, กลับมาซื้อหนี้ใหม่ในระดับ 1.1 พันล้านบาทครั้งแรกในรอบ 9 ไตรมาสหลังผ่านแรงกดดันด้านนโยบาย, พอร์ตหนี้ไม่มีหลักประกันสะสมก้อนใหญ่ที่ 1.5 แสนล้านบาท ซึ่งยังไม่ Fully Amortize คาดเริ่มปลดล็อกกําไรตั้งแต่ปี 70 เป็นต้นไป และความเสี่ยงสภาพคล่องลดลงจากการชําระหุ้นกู้รอบปี 2023-25A ซึ่งอาจเปิดโอกาสให้ JMT กลับมาใช้ Leverage เพื่อเร่งซื้อหนี้ใหม่อีกครั้ง ขณะที่หุ้นหลังผ่านรอบปรับฐานใหญ่ 4 ปี และซื้อขาย P/BV ปี 69 ที่ -1.5SD ยังไม่สะท้อนรอบฟื้นตัว แนะนำ “ซื้อ” ราคาเหมาะสม 13 บาท โดยคาดกำไรปีนี้ที่ 1,153 ล้านบาท
ด้าน บล.ทรีนีตี้ ประมาณการกำไรปี 2569 ที่ 1,185 ล้านบาท เติบโต 15% YoY โดยกำไรไตรมาส 1/69 คิดเป็น 21% ของประมาณการทั้งปี คาดกำไรไตรมาส 2/69 ยังค่อนข้างทรงตัวจากไตรมาสก่อนหน้า (QoQ) แต่จะเห็นแนวโน้มที่ดีขึ้นในช่วงครึ่งปีหลังเป็นต้นไป เพราะคาดค่าใช้จ่ายสำรองหนี้ลดลง จากแนวโน้มการจัดเก็บที่ดีขึ้น และได้มีการเร่งตั้งสำรองในช่วงปี 68 และครึ่งแรกปี 69 ไปแล้ว นอกจากนี้บริษัทยังตั้งเป้าจะใช้ AI และ BOT ช่วยในการติดตามและเพิ่มประสิทธิภาพ ส่งผลให้สามารถควบคุมต้นทุนการติดตามหนี้ได้ดีขึ้น ส่วนภาพรวมธุรกิจประกันภัยคาดว่าจะขาดทุนน้อยลง หลังบริษัทปรับกลยุทธ์ในการลดการขายบางผลิตภัณฑ์ที่ขาดทุน
อย่างไรก็ตามราคาหุ้นปัจจุบันไม่มี Upside จากราคาเป้าหมาย แม้ทางบริษัทจะตั้งเป้าจ่ายปันผลในอัตรา 95% ของกำไรสุทธิ ทำให้ Dividend Yield ค่อนข้างสูงที่ราว 7-8% ก็ตาม จึงยังคงคำแนะนำ “ถือ” ราคาเหมาะสม 10 บาท
ฟาก บล.บัวหลวง คาดกำไรสุทธิไตรมาส 2/69 จะทรงตัวทั้ง YoY และ QoQ เนื่องจากธุรกิจบริหารหนี้ของ JMT ยังคงชะลอตัว ขณะที่คาดธุรกิจบริหารหนี้จะได้รับผลกระทบจาก GDP ของไทยที่เติบโตต่ำ แม้คาดกำไรสุทธิจะทำได้ 1,200 ล้านบาท แต่ยังแนะนำ “ขาย” ราคาเหมาะสม 8.50 บาท
รายย่อยถือหุ้นรวม 69,385 ราย แถมมี “เซียนหุ้น” ถือหลายราย
หุ้นกลุ่มนี้มีนักลงทุนรายย่อยถือหุ้นรวม 69,385 ราย โดยสูงสุดคือ JMART ที่ 23,970 ราย รองลงมาคือ JMT ที่ 19,747 ราย ต่อด้วย SINGER ที่ 14,234 ราย ส่วน SGC มีรายย่อยถือ 7,674 ราย และ J มีทั้งสิ้น 3,760 ราย
ขณะเดียวกันพบ “นักลงทุนรายใหญ่” หรือ “เซียนหุ้น” ชื่อดังหลายรายถือหุ้นใหญ่ด้วย อาทิ “อรรถวัติ ศิริสิทธิธงไชย” หรือ “บอย ท่าพระจันทร์” ถือ JMART สัดส่วน 5.58% ถือ JMT สัดส่วน 3.15% และ ถือ SGC สัดส่วน 1.32% เช่นเดียวกับ “สุระ คณิตทวีกุล” แห่ง บมจ.คอมเซเว่น (COM7) ถือหุ้น SGC สัดส่วน 0.58% และ “เสี่ยป๋อง” หรือ “วัชระ แก้วสว่าง” ถือหุ้น SGC สัดส่วน 0.43%
โดยรายชื่อผู้ถือหุ้นใหญ่ 10 อันดับแรกของทั้ง 5 บริษัทมีดังนี้
JMART
1.บมจ.วีจีไอ (VGI) สัดส่วน 13.53%
2.”อดิศักดิ์ สุขุมวิทยา” สัดส่วน 12.84%
3.บมจ.แรบบิท โฮลดิ้งส์ (RABBIT) สัดส่วน 10.11%
4.”เอกชัย สุขุมวิทยา” สัดส่วน 8.32%
5.”อรรถวัติ ศิริสิทธิธงไชย” สัดส่วน 5.58%
6.”จุฑามาศ สุขุมวิทยา” สัดส่วน 5.40%
7.”ยุวดี พงษ์อัชฌา” สัดส่วน 3.88%
8.บริษัท ไทยเอ็นวีดีอาร์ จำกัด สัดส่วน 1.70%
9.”จิตติพร จันทรัช” สัดส่วน 1.24%
10.SOUTH EAST ASIA UK (TYPE C) NOMINEES LIMITED สัดส่วน 1.17%
JMT
1.JMART สัดส่วน 51.99%
2.”อรรถวัติ ศิริสิทธิธงไชย” สัดส่วน 3.15%
3.บริษัท ไทยเอ็นวีดีอาร์ จำกัด สัดส่วน 1.97%
4.”จรูญ วิริยะพรพิพัฒน์” สัดส่วน 1.71%
5.”สมควร ชูวรรธนะปกรณ์” สัดส่วน 1.38%
6.UBS AG SINGAPORE BRANCH – FOR CLIENTS’ ACCOUNTS สัดส่วน 0.95%
7.NORTRUST NOMINEES LIMITED-NTC-RE IEDU UCITS 10 PCT CLIENTS ACCOUNT สัดส่วน 0.82%
8.”จีรเดช จงวัฒนาศิลป์กุล” สัดส่วน 0.71%
9.SOUTH EAST ASIA UK (TYPE C) NOMINEES LIMITED สัดส่วน 0.69%
10.”ศักดิ์ชัย ศักดิ์ชัยเจริญกุล” สัดส่วน 0.69%
SINGER
1.JMART สัดส่วน 25.63%
2.RABBIT สัดส่วน 24.16%
3.”ประยุทธ เอื้อวัฒนา” สัดส่วน 1.72%
4.บริษัท ไทยเอ็นวีดีอาร์ จำกัด สัดส่วน 1.23%
5.”กิตติ งามมหรัตน์” สัดส่วน 1.19%
6.”ธนะสิน พิพัฒน์กิตติกุล” สัดส่วน 1.07%
7.”เชาว์ การะ” สัดส่วน 0.97%
8.”ดิเรก ตาครู” สัดส่วน 0.89%
9.”ณัฐภณ นิธิธนัตกุล” สัดส่วน 0.88%
10.”สุรีย์เนตร พิพัฒน์กิตติกุล” สัดส่วน 0.85%
J
1.JMART สัดส่วน 72.89%
2.”กุลิสรา การะ” สัดส่วน 1.33%
3.บมจ.บีทีเอส กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ (BTS) โดย บลจ. เมธา จำกัด สัดส่วน 1.20%
4.”ฉัตรชัย วงศ์สกุลชัย” สัดส่วน 1.19%
5.”อานนท์ ไพจิตโรจนา” สัดส่วน 0.90%
6.”ยุวดี พงษ์อัชฌา” สัดส่วน 0.86%
7.บริษัท เอส เอฟ คอร์ปอเรชั่น จำกัด(มหาชน) สัดส่วน 0.83%
8.”อดิศักดิ์ สุขุมวิทยา” สัดส่วน 0.78%
9.”นิธิโรจน์ ทรัพย์ไพบูลย์สุข” สัดส่วน 0.74%
10.”วีรพันธ์ เงาธรรมทรรศน์” สัดส่วน 0.58%
SGC
1.SINGER สัดส่วน 78.17%
2.JMART สัดส่วน 2.34%
3.”อรรถวัติ ศิริสิทธิธงไชย” สัดส่วน 1.32%
4.RABBIT สัดส่วน 1.15%
5.”สุระ คณิตทวีกุล” สัดส่วน 0.58%
6.”ชวิน กิรณานนท์” สัดส่วน 0.52%
7.”ทรงยศ เอื้อวัฒนา” สัดส่วน 0.51%
8.”อานนท์ ไพจิตโรจนา” สัดส่วน 0.48%
9.”สมคิด ธีระกุลพิศุทธิ์” สัดส่วน 0.46%
10.”วัชระ แก้วสว่าง” สัดส่วน 0.43%
ยังมีกลุ่มหุ้นแบบนี้ให้ติดตามอีกเพียบ กดเลยที่ลิงก์ : https://url.in.th/w-efin-stockarticles
สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย เตรียมจัดงาน “CAPITAL WITH PURPOSE 2026” งานสัมมนาด้าน ESG สำหรับผู้บริหารองค์กร ที่จะเจาะลึกประเด็น Green Finance เทรนด์การเงินเพื่อความยั่งยืน และโอกาสการเข้าถึงทุนในโลกธุรกิจยุคใหม่
โดยงานจะจัดขึ้นในวันศุกร์ที่ 26 มิ.ย. 2569 ณ True Digital Park ผู้สนใจสามารถดูรายละเอียดและลงทะเบียนเข้าร่วมงาน คลิกภาพ!
