อัปเดตหุ้น IPO หลัง 6 เดือนเข้ามาแค่ 1 บริษัทต่ำกว่าช่วงเดียวกันปีก่อน แม้ SET วิ่งกระจุย +26% แถมวอลุ่มหนาแน่น แต่กระจุกในหุ้นใหญ่ ขณะที่เกณฑ์เข้มสวนทางเศรษฐกิจและผลประกอบการ แต่เชื่อครึ่งปีหลังมาแน่ คาดไม่ต่ำกว่าปีก่อน ราว 20 บริษัท +/- ล่าสุดมี 10 ธุรกิจอยู่ระหว่างไฟลิ่ง ก.ล.ต.อนุมัติแล้ว 5 บริษัท
6 เดือนมีหุ้น IPO เพียง 1 บริษัท แม้ SET วิ่งกระจุย
สถานการณ์การขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนให้กับประชาชนทั่วไปเป็นครั้งแรก (IPO) ของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) และ ตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ (mai) ปี 2569 ยังเงียบเหงา แม้ภาวะตลาดปีนี้จะเป็นขาขึ้น ข้อมูลตั้งแต่ต้นปีถึง 18 มิ.ย.69 (YTD) SET Index บวกไป 325.39 จุด เพิ่มขึ้น 25.83% มูลค่าการซื้อขายสูงอย่างมีนัยสำคัญที่เฉลี่ย 6.46 หมื่นล้านบาทต่อวัน จากช่วงเดียวกันปีก่อนที่เฉลี่ย 4.1 หมื่นล้านบาทต่อวัน
แต่ผ่านมาประมาณ 6 เดือน (ข้อมูล ณ 19 มิ.ย.69) มีธุรกิจขายหุ้น IPO เข้าซื้อขายเพียง 1 บริษัท คือ บมจ.ยูนิคพลาสติก อินดัสตรี (UNIX) ที่เข้าซื้อขายในกระดาน SET โดยมีมูลค่าการระดมทุน 340.20 ล้านบาท และ มูลค่าหลักทรัพย์ ณ ราคาไอพีโอที่ 1,247.40 ล้านบาท
หากเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน (ซึ่งตลาดหุ้นไทยเป็นช่วงขาลง) มีธุรกิจขายหุ้นไอพีโอรวมถึง 5 บริษัท มูลค่าการระดมทุนรวม 1,150 ล้านบาท และ มูลค่าหลักทรัพย์ ณ ราคาไอพีโฮ รวม 4,214.40 ล้านบาท
ตลาดหลักทรัพย์ฯ คาดทยอยเข้าครึ่งปีหลัง เชื่อไม่ต่ำกว่าปีก่อน
“อำนวย จิรมหาโภคา” ผู้ช่วยผู้จัดการ หัวหน้ากลุ่มงานผู้ออกหลักทรัพย์ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ประเมินว่า ภาวะตลาดหุ้นไทยโดยรวมเพิ่งฟื้นตัวได้ไม่นาน แต่บริษัทที่จะตัดสินใจขายหุ้นไอพีโอต้องใช้เวลาพอสมควร ประกอบกับภาวะเศรษฐกิจที่ผ่านมายังชะลอตัว ซึ่งส่งผลต่อการดำเนินงานของกลุ่มบริษัทที่จะไอพีโอ ดังนั้นหลายบริษัทจึงอาจจะต้องรองบผลประกอบการที่ดีขึ้นก่อนยื่นแบบไฟลิ่ง
ขณะเดียวกันมีอีกกลุ่มธุรกิจที่อยู่ระหว่างตัดสินใจว่าจะขายไอพีโอในตลาดหุ้นไทยหรือตลาดหุ้นต่างประเทศ เพราะที่ผ่านมาตลาดหุ้นต่างประเทศได้เข้ามาชักชวนบริษัทไทยให้ไปขายไอพีโอมากขึ้นต่อเนื่อง
“โดยปกติจะมีธุรกิจยื่นไฟลิ่งเยอะขึ้นช่วงเดือน มิ.ย.ของทุกปี แต่ปีนี้ที่เห็นว่ามีน้อยเพราะดีเลย์ จากภาวะตลาดฯ กลับมาดีได้ไม่นาน แต่มองไปข้างหน้าถือว่า SET Index มีสัญญาณที่ดีขึ้นตามลำดับ ดังนั้นจึงคาดว่า จะได้เห็นบริษัทยื่นไฟลิ่งเพิ่มขึ้นช่วงที่เหลือของปี”
ทั้งนี้คาดว่าหุ้นไอพีโอที่จะเข้าตลาดฯ ปีนี้ จะอยู่ที่ประมาณ 20 บริษัท +/- จากปีก่อนที่ 18 บริษัท โดยประเมินว่าช่วงเวลาที่จะมีการขายหุ้นไอพีโอมากที่สุดคือไตรมาส 4 เพราะเป็นช่วงไฮซีซั่นของไอพีโอแต่ละปีอยู่แล้ว ประกอบกับความเชื่อมั่นในภาวะตลาดหุ้นไทยจากนักลงทุน และบริษัทที่จะขายไอพีโอน่าจะอยู่ในจุดที่สูงสุดของปีด้วย
FA เผยเกณฑ์ใหม่เข้ม สวนทางผลประกอบการ
สมศักดิ์ ศิริชัยนฤมิตร ประธานกรรมการ ชมรมวาณิชธนกิจ สมาคมบริษัทหลักทรัพย์ไทย และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท แอสเซท โปร แมเนจเม้นท์ จำกัด ระบุว่า เกณฑ์การยื่นไอพีโอใหม่ ที่ต้องใช้ผลประกอบการปีล่าสุด และผลประกอบการ 3 ปีล่าสุด มาพิจารณา เป็นผลทำให้จำนวนการไอพีโอลดน้อยลงตั้งแต่ช่วงปลายก่อน เพราะผู้ออกหลักทรัพย์ส่วนใหญ่มีผลประกอบการไม่ดีจากภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว ทำให้ผลประกอบการยังไม่ได้ตามเกณฑ์ที่ตลาดหลักทรัพย์ฯ ตั้งเงื่อนไขเอาไว้
“ขั้นตอนการยื่นไฟลิ่งต้องใช้ระยะเวลาอย่างเร็วที่สุด 5 – 6 เดือน จึงจะได้ขายไอพีโอ ซึ่งปลายปีที่แล้วทั้งภาวะตลาดก็ไม่ดี เศรษฐกิจก็ไม่ดี ทำให้มีการยื่นไฟลิ่งในช่วงดังกล่าวเป็นจำนวนน้อย ดังนั้น จึงส่งผลมาถึงในช่วงนี้ว่าทำไมถึงมีจำนวนไฟลิ่งน้อยกว่าหลาย ๆ ปีที่ผ่านมา”
ส่วนการที่ SET Index ฟื้นตัวแรงช่วงที่ผ่านมาของปีนี้ ก็เป็นการขึ้นโดยหุ้นขนาดใหญ่ในดัชนี SET50 และ SET100 เท่านั้น ยังไม่มีหุ้นขนาดกลาง-เล็ก ปรับตัวขึ้น อย่างมีนัยสำคัญ ทำให้หุ้นธีมนี้ยังไม่น่าสนใจ ส่งผลมาถึงการขายไอพีโอที่จะเข้าใหม่ด้วย ซึ่งส่วนใหญ่เป็นขนาดกลาง-เล็ก ดังนั้นจึงไม่อยู่ในธีมของตลาดในช่วงนี้
อย่างไรก็ตาม คาดว่าช่วงที่เหลือของปีจะมีผู้ออกหลักทรัพย์ทยอยยื่นไฟลิ่งอย่างต่อเนื่อง เพราะเป็นช่วงที่งบการเงินออกมาครบแล้ว ดังนั้นช่วงปลายปีการขายหุ้นไอพีโอน่าจะคึกคักขึ้น
ส่วนบางบริษัทที่ผลการดำเนินงานไม่ดี ก็อาจจะเลื่อนการยื่นไฟลิ่งออกไปอีกเป็นปีหน้าได้เหมือนกัน
เช่นเดียวกับ “สมภพ กีระสุนทรพงษ์” กรรมการผู้อำนวยการ บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ฟินันเซีย ไซรัส มองว่า การที่ ขั้นตอนการยื่นแบบไฟลิ่งมีปรับเกณฑ์ ที่ต้องใช้ผลการดำเนินงานฉบับเต็ม ซึ่งเกณฑ์นี้ใช้มาแล้วประมาณ 1 ปีเศษ รวมถึงภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว ทำให้หลายบริษัทไม่สามารถที่จะปฏิบัติตามเกณฑ์ได้ ธุรกิจที่ตั้งใจจะเข้า SET ก็เข้าได้แค่ mai ส่วนที่จะเข้า mai ถ้าตามเกณฑ์ไม่ได้ก็หลุดไปเลย ซึ่งการปรับมาใช้งบการเงินฉบับเต็มต้องใช้เวลาที่ค่อนข้างนานในการเตรียมตัว
ส่วน SET Index ที่ขึ้นมาแรง ไม่ได้ขึ้นอย่างทั่วถึง แต่ขึ้นด้วยหุ้นขนาดใหญ่ไม่กี่บริษัทเท่านั้น โดยเฉพาะ DELTA, GULF และ ADVANC หรือกลุ่มแบงก์ เป็นต้น ดังนั้นหุ้นที่จะขายไอพีโอเข้าตลาดฯ ยังมีความกังวล เพราะส่วนใหญ่เป็นหุ้นขนาดกลาง-เล็ก ซึ่งยังไม่ได้อยู่ในธีมการลงทุนขณะนี้
“หุ้นขนาดกลาง-เล็กในตลาดฯ ราคาแทบไม่วิ่งเลยทำให้ P/E ของหุ้นเหล่านั้นอยู่ในระดับต่ำ ซึ่งจะมีผลต่อการขายไอพีโอและการกำหนดราคา เพราะต้องกด P/E ของตัวเองให้ต่ำเหมือนกับหุ้นขนาดเดียวกันที่มีอยู่แล้วในตลาดฯ ทำให้ไม่สามารถตั้งราคาขายได้สูงเหมือนที่ผู้ขายต้องการได้”
พบมีบริษัทไฟลิ่งแล้ว 10 ราย ก.ล.ต.อนุมัติแล้ว 5 ราย
ทั้งนี้เมื่อสำรวจข้อมูลจากสำนักงานกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) พบว่า ปัจจุบันมีบริษัทอยู่ระหว่างการยื่นแบบไฟลิ่งเพื่อขายหุ้นไอพีโอรวม 10 บริษัท แบ่งเป็น SET จำนวน 3 บริษัท และ mai จำนวน 7 บริษัท โดยมีถึง 5 บริษัทที่ ก.ล.ต.อนุมัติแบบไฟลิ่งแล้ว
บริษัทที่จะเข้าซื้อขายในกระดาน SET ประกอบด้วย
1.”ไทยน้ำทิพย์ คอร์ปอเรชั่น (TNCC)” ผู้ประกอบธุรกิจจัดเตรียม บรรจุ และจัดจำหน่าย เครื่องดื่มตามสัญญากับ The Coca-Cola Company และ Schweppes Holdings Limited ในพื้นที่ 63 จังหวัดจาก 77 จังหวัดในประเทศไทย และในประเทศลาวผ่านการถือหุ้นทางตรงและทางอ้อมใน Lao Coca-Cola Bottling Co., Ltd. รวมทั้งการลงทุนในบริษัทซึ่งเป็นผู้ที่ได้รับอนุญาตให้จัดจำหน่ายเครื่องดื่มและประกอบธุรกิจตามสัญญากับ The Coca-Cola Company และ Schweppes Holdings Limited ในประเทศกัมพูชา
จะขายไอพีโอ 612.45 ล้านหุ้น (คิดเป็น 10% ของจำนวนหุ้นสามัญที่ออกและเรียกชำระแล้วหลังไอพีโอ) มูลค่าที่ตราไว้ (พาร์) 2 บาท เข้าซื้อขายใน SET หมวดธุรกิจ อาหารและเครื่องดื่ม โดยมี บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ฟินันซ่า เป็นที่ปรึกษาทางการเงิน ล่าสุด สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) อนุมัติแบบไฟลิ่งแล้ว
2.”ซุน คอร์ป (SUEN)” ผู้จำหน่ายวัสดุก่อสร้างและสินค้าทั่วไปที่ใช้ในบ้าน ภายใต้ชื่อทางการค้า “We MAKE” และ “Riki Riki” ธุรกิจผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์คอนกรีตผสมเสร็จ และคอนกรีตสำเร็จรูป ภายใต้ชื่อทางการค้า “SC” และธุรกิจเหมืองแร่หินอุตสาหกรรมชนิดหินแกรนิตเพื่อใช้ในอุตสาหกรรมก่อสร้าง
จะขายไอพีโอ 196.24 ล้านหุ้น (คิดเป็น 25.82% ของจำนวนหุ้นสามัญที่ออกและเรียกชำระแล้วหลังไอพีโอ) มูลค่าที่ตราไว้ (พาร์) 0.50 บาท เข้าซื้อขายใน SET หมวดธุรกิจ พาณิชย์ โดยมี บริษัท ฟิน พลัส แอดไวเซอรี่ จำกัด เป็นที่ปรึกษาทางการเงิน
3.”อุตสาหกรรมไทยบรรจุภัณฑ์ (TIPAK)” ผู้ผลิตและจำหน่ายบรรจุภัณฑ์ประเภทแผ่นกระดาษและกล่องกระดาษลูกฟูก
จะขายไอพีโอ 143.68 ล้านหุ้น (คิดเป็น 26.03% ของจำนวนหุ้นสามัญที่ออกและเรียกชำระแล้วหลังไอพีโอ) มูลค่าที่ตราไว้ (พาร์) 1 บาท เข้าซื้อขายใน SET หมวดธุรกิจ บรรจุภัณฑ์ โดยมี บล.เมย์แบงก์ (ประเทศไทย) เป็นที่ปรึกษาทางการเงิน
ส่วนบริษัที่จะเข้าซื้อขายใน mai มีดังนี้
1.”ไทยอีสเทิร์น ไบโอ พาวเวอร์ (TEBP)” ผู้ให้บริหารจัดการกากอินทรีย์ (OWM), ผลิตและจำหน่ายก๊าซชีวภาพ (Biogas) รวมถึงจำหน่ายไฟฟ้าจากก๊าซชีวภาพ
จะขายไอพีโอ 90 ล้านหุ้น (30% ของจำนวนหุ้นสามัญที่ออกและเรียกชำระแล้วหลังไอพีโอ) พาร์ 1 บาท เข้าซื้อขายใน mai กลุ่มอุตสาหกรรม ทรัพยากร โดยมี บล.เคจีไอ (ประเทศไทย) เป็นที่ปรึกษาทางการเงิน ล่าสุด สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) อนุมัติแบบไฟลิ่งแล้ว
2.”เพ็ทพัล โปรดักส์ (PETPAL)” ผู้รับจ้างผลิตอาหารสัตว์เลี้ยงชนิดแห้งแบบเม็ด (Dry Pet Food) ภายใต้เครื่องหมายการค้าของลูกค้า (ODM) ที่ให้บริการในรูปแบบครบวงจร (One-stop Service) และภายใต้เครื่องหมายการค้าของตนเอง (House Brand)
จะขายไอพีโอ 52.77 ล้านหุ้น (35% ของจำนวนหุ้นสามัญที่ออกและเรียกชำระแล้วหลังไอพีโอ) พาร์ 0.50 บาท เข้าซื้อขายใน mai กลุ่มอุตสาหกรรม เกษตรและอุตสาหกรรมอาหาร โดยมี บล.เมย์แบงก์ (ประเทศไทย) เป็นที่ปรึกษาทางการเงิน ล่าสุด สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) อนุมัติแบบไฟลิ่งแล้ว
3.”กลุ่มภัทร (PHAT)” ผู้ประกอบธุรกิจสกัดน้ำมันปาล์มดิบและจำหน่ายผลิตภัณฑ์หลักจากการสกัดน้ำมันปาล์มดิบและผลิตภัณฑ์ผลพลอยได้
จะขายไอพีโอ 98.86 ล้านหุ้น พาร์ 1 บาท เข้าซื้อขายใน mai กลุ่มอุตสาหกรรม เกษตรและอุตสาหกรรมอาหาร โดยมี บริษัท ออพท์เอเชีย แคปิตอล จำกัด เป็นที่ปรึกษาทางการเงิน ล่าสุด สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) อนุมัติแบบไฟลิ่งแล้ว
4.”ควิก ทรานส์ฟอร์เมชั่น (QUICK)” ผู้ให้บริการที่ปรึกษาและติดตั้งระบบดิจิทัลแบบครบวงจร (End-To-End Digital Transformation Provider) ตั้งแต่ออกแบบ ติดตั้ง พัฒนา และบำรุงรักษาระบบ โดยมีความเชี่ยวชาญหลักในระบบวางแผนทรัพยากรองค์กร (Enterprise Resource Planning: ERP)
จะขายไอพีโอ 32 ล้านหุ้น พาร์ 0.50 บาท เข้าซื้อขายใน mai กลุ่มอุตสาหกรรม เทคโนโลยี โดยมี บริษัท เจย์ แคปปิตอล แอดไวเซอรี จำกัด เป็นที่ปรึกษาทางการเงิน ล่าสุด สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) อนุมัติแบบไฟลิ่งแล้ว
5.”แกรนด์ คอส กรุ๊ป (MER)” ผู้ดำเนินธุรกิจร่วมพัฒนา ว่าจ้างผลิต นำเข้าและจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางภายใต้แบรนด์ MERREZ’CA, Get&Glow และ senlab ซึ่งเป็นตราสินค้าของบริษัท
จะขายไอพีโอ 66 ล้านหุ้น พาร์ 0.50 บาท เข้าซื้อขายใน mai กลุ่มอุตสาหกรรม สินค้าอุปโภคบริโภค โดยมี บริษัท แอดไวเซอรี่ พลัส จำกัด เป็นที่ปรึกษาทางการเงิน
6.”ฟร้อนท์ไลน์ เอ็นจิเนียริ่ง (FLE)” ผู้จัดหาและจำหน่ายเครื่องสูบน้ำ วาล์ว ท่อ สะพานเบลีย์ เรือขุด
จะขายไอพีโอ 100 ล้านหุ้น พาร์ 0.50 บาท เข้าซื้อขายใน mai กลุ่มอุตสาหกรรม สินค้าอุตสาหกรรม โดยมี บริษัท ฟิน พลัส แอดไวเซอรี่ จำกัด เป็นที่ปรึกษาทางการเงิน
7.”อาร์คิเทคทูรา (ARK)” ผู้นำเข้าเพื่อจำหน่าย ประกอบ และติดตั้งผลิตภัณฑ์เฟอร์นิเจอร์และของตกแต่งบ้าน ครอบคลุมทั้งผลิตภัณฑ์ชุดครัว ตู้เสื้อผ้า เฟอร์นิเจอร์ลอยตัว ผลิตภัณฑ์ในห้องน้ำ ชุดเครื่องนอนและผ้าขนหนู และเป็นตัวแทนจำหน่ายสินค้าจากต่างประเทศ และจำหน่ายสินค้าภายใต้แบรนด์ของบริษัทเอง อีกทั้ง ให้เช่าพื้นที่เพื่อดำเนินธุรกิจและพักอาศัยอีกด้วย
จะขายไอพีโอ 110 ล้านหุ้น พาร์ 0.50 บาท เข้าซื้อขายใน mai กลุ่มอุตสาหกรรม สินค้าอุปโภคบริโภค โดยมี บริษัท แอสเซท โปร แมเนจเม้นท์ จำกัด เป็นที่ปรึกษาทางการเงิน
