หุ้น SMT พุ่งทำไฮรอบ 29 เดือน บวกสูงสุดปีนี้ 259% ล่าสุด ตลาดหลักทรัพย์จับเข้ามาตรการกำกับซื้อขายระดับ 2 พร้อมผ่าธุรกิจเกี่ยวข้องอย่างไรกับเทรนด์ AI หลังงบฯ ไตรมาส 1/69 เริ่มพลิกกำไร และมุมมองนักวิเคราะห์
ราคาหุ้นร้อนปีนี้บวกกว่า 250% ขึ้นทำ High รอบ 29 เดือน
บมจ.สตาร์ส ไมโครอิเล็กทรอนิกส์ (ประเทศไทย) หรือ SMT เป็นอีกหนึ่งหุ้นในกลุ่ม “ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์” ที่ราคาหุ้นปีนี้ปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างร้อนแรง โดยหากเทียบเป็นเปอร์เซ็นต์ SMT มีอัตราการพุ่งมากกว่าบริษัทอื่นในกลุ่ม ซึ่ง ณ ราคาสูงสุด (High) ที่ 3.84 บาท (12 มิ.ย.2569) คิดเป็นการเพิ่มขึ้นถึง 259% จากสิ้นปีก่อนที่ปิดเพียง 1.07 บาท
ราคาไฮก่อนหน้านี้ของ SMT อยู่ที่ 3.88 บาท (17 ม.ค.67) หมายความว่าการขึ้นมารอบนี้สูงสุดในรอบ 29 เดือน หรือเกือบ 2 ปี 5 เดือน โดยสถิติปี 67-68 หุ้น SMT ซื้อขายอยู่ที่เฉลี่ยเพียง 2.04 บาท สูงสุด 4.10 บาท (10 ม.ค.67) ต่ำสุด 0.76 บาท (9 เม.ย.68) มูลค่าซื้อขายเฉลี่ย 7.43 ล้านบาท
ขณะที่ปี 69 ราคาเป็นขาขึ้นตั้งแต่ต้นปีลากยาวจนถึงปัจจุบัน ข้อมูลล่าสุด 12 มิ.ย.69 หุ้น SMT เทรดเฉลี่ยที่ราคา 2.49 บาท สูงสุด 3.84 บาท (12 มิ.ย.69) ต่ำสุด 1.06 บาท (9 ม.ค.69) มูลค่าซื้อขายเฉลี่ย 22.20 ล้านบาทต่อวัน (เพิ่มขึ้นเกือบ 3 เท่าของมูลค่าเฉลี่ยปี 67-68) ที่สำคัญ 2 เดือนหลังตั้งแต่ พ.ค.มูลซื้อขายเฉลี่ยสูงถึง 67 ล้านบาทต่อวัน โดยมากสุดคือ 26 พ.ค. ระดับ 536 ล้านบาท
สำหรับสถิติราคาหุ้นของ SMT หลังปรับตามมูลค่าที่ตราไว้ (Par) ปัจจุบันที่ 1 บาท พบว่า เคยขึ้นขึ้นไปสูงสุดถึง 12.27 บาท (18 ม.ค.54) ลงไปต่ำสุด 0.58 บาท (25 มี.ค.63)
ติด Trading Alert ระดับ 2 รายแรกของปี 69
12 มิ.ย.ที่ผ่านมา ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย แจ้ง “Trading Alert” หุ้น SMT เป็นหลักทรัพย์ที่เข้าข่ายมาตรการกำกับซื้อขายระดับ 2 ตั้งแต่วันที่ 15 มิ.ย. – 3 ก.ค.69 เพราะราคาพุ่งขึ้นจากแรงเก็งกำไร โดยไม่มีปัจจัยพื้นฐานรองรับและข้อมูลสนับสนุนจาก SMT
ก่อนหน้านั้น ตลาดหลักทรัพย์ฯ สอบถามไปยังบริษัทฯ แล้ว ซึ่ง SMT ชี้แจงว่า ไม่มีพัฒนาการใด ๆ ที่ยังไม่ได้เปิดเผย หรือข้อมูลที่มีนัยสำคัญที่อยู่ระหว่างพิจารณาและอาจเปิดเผยต่อตลาดหลักทรัพย์ฯ ในระยะเวลาอันใกล้ เช่น การเพิ่มทุน, การร่วมทุน, การได้มาหรือจำหน่ายไปซึ่งทรัพย์สิน หรือข้อพิพาทที่สำคัญ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อสภาพการซื้อขายที่เปลี่ยนแปลงไป
ทั้งนี้ หุ้นที่เข้าข่ายมาตรการกำกับซื้อขายระดับ 2 จะต้องซื้อขายด้วยบัญชี Cash Balance เท่านั้น (วางเงินสดไว้ล่วงหน้าเต็มจำนวนก่อนซื้อ), ห้ามคำนวณวงเงินซื้อขายในทุกประเภทบัญชี, ห้าม Net Settlement (หักกลบราคาภายในวันเดียวกัน) และ ให้ซื้อขายด้วยวิธีจับคู่อัตโนมัติในคราวเดียว วันละไม่เกิน 3 รอบ (Pre-open1, Pre-open2 และ Pre-close)
SMT เคยติด “Trading Alert” ระดับที่ 1 ไปแล้วเมื่อ 27 พ.ค.-12 มิ.ย.69
ธุรกิจมีอะไรบ้าง
SMT เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) เมื่อ 24 ก.ย.52 ราคา IPO ที่ 4.95 บาท มูลค่าที่ตราไว้ (Par) หุ้นละ 2 บาท (ลดพาร์เหลือ 1 บาท เมื่อ 17 พ.ค.59) ประกอบธุรกิจรับจ้างผลิตและประกอบชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ 3 กลุ่มดังนี้
1.ประกอบและทดสอบแผงวงจรไฟฟ้ารวม (OSAT) ปัจจุบันให้บริการประกอบและทดสอบวงจรไฟฟ้ารวม (IC Packaging) แบ่งออกเป็น 2 ลักษณะหลัก คือ Standard Packaging ประกอบแผงวงจรรวม (IC) มาตรฐานทั่วไป เช่น SOIC, TSSOP, SOT, QFN และ DFN ขณะที่ Advanced Packaging จะประกอบแผงวงจรในรูปแบบที่ซับซ้อนขึ้น มักประยุกต์ใช้ในกลุ่มเซนเซอร์ (Sensor) หรือระบบเครื่องกลจุลภาค (MEMS)
ตัวอย่างผลิตภัณฑ์: เครื่องวัดแรงดันลมยางรถยนต์ (TPMS), ไมโครโฟนในโทรศัพท์มือถือ, เครื่องวัดความดันในอุปกรณ์การแพทย์, อุปกรณ์วัดแสงสำหรับอุตสาหกรรม และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์สำหรับผู้บริโภค
2.ผลิตและประกอบชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ (EMS) เป็นการรับจ้างประกอบและผลิตชิ้นงานระดับแผงวงจร (PCBA) และสินค้าประกอบเสร็จพร้อมใช้งาน (Box Build) โดยบริษัทให้บริการตั้งแต่การให้คำปรึกษา ร่วมออกแบบ และพัฒนาระบบทดสอบผลิตภัณฑ์ (Tester Development)
ตัวอย่างผลิตภัณฑ์: อุปกรณ์สำหรับควบคุมเสียงและภาพ เช่น เครื่องขยายเสียง (Professional Amplifier) สำหรับฮอลล์แสดงสินค้า, อุปกรณ์ Internet of Things (IoT) เช่น ระบบปรับอุณหภูมิอัจฉริยะ, เซนเซอร์ส่งข้อมูลผ่านอินเทอร์เน็ตไร้สาย และอุปกรณ์วัดระดับน้ำ รวมถึงอิเล็กทรอนิกส์โมดูลควบคุมเครื่องจักรอุตสาหกรรม และอุปกรณ์เฉพาะทาง เช่น เครื่องมือสื่อสารในพื้นที่อันตราย (มาตรฐาน ATEX) หรือระบบควบคุมสายพานอัจฉริยะในคลังสินค้า
3.ผลิตและประกอบอุปกรณ์สำหรับการสื่อสารผ่านเส้นใยแก้วนำแสง (Optical) เป็นกลุ่มผลิตภัณฑ์ที่ใช้สำหรับการสื่อสารผ่านระบบแสงเพื่อรองรับการถ่ายโอนข้อมูลจำนวนมหาศาลและรวดเร็ว
ตัวอย่างผลิตภัณฑ์: งานระดับเวเฟอร์ในกลุ่มซิลิคอนโฟโตนิกส์ (Silicon Photonics) ซึ่งเป็นส่วนสำคัญของอุปกรณ์งานแสง เช่น เลเซอร์ และโมดูเลเตอร์, อุปกรณ์รับและส่งสัญญาณแสง (Optical Transceiver) ทำหน้าที่แปลงสัญญาณไฟฟ้าเป็นแสงเพื่อส่งข้อมูลระยะไกล และแปลงกลับเมื่อถึงที่หมาย รวมถึง สายนำแสงแบบใช้พลังงาน (Active Optical Cable หรือ AOC) ใช้เชื่อมต่อระหว่าง Server และ Super Computer ในศูนย์ข้อมูล (Data Center) อินเทอร์เน็ต ซึ่งรองรับความเร็วได้มากกว่า 1,000 Gbps
ด้านสัดส่วนการส่งออก ณ รายงานประจำปี 68 ของ SMT มาจาก สหรัฐอเมริกา 45%, ยุโรป 32% และ เอเชีย 23%
สัดส่วนรายได้ และ ความเชื่อมโยงเทรนด์ AI
สำหรับสัดส่วนรายได้แต่ละธุรกิจช่วง 3 ปีหลัง (66-68) แบ่งได้ดังนี้

ขณะที่ไตรมาส 1/69 สัดส่วนรายได้สูงสุด 43.49% คือกลุ่มธุรกิจ Optical รองลงมาคือ PCBA/EMS สัดส่วน 29.93% และ OSAT สัดส่วนอยู่ที่ 26.58%
สำหรับความเชื่อมโยงกับระบบนิเวศของเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ของแต่ละธุรกิจ กลุ่ม Optical เกี่ยวข้องโดยตรงกับ AI Data Center เพราะ AI ต้องการการประมวลผลและการถ่ายโอนข้อมูลมหาศาลอย่างรวดเร็ว ซึ่งระบบสายส่งสัญญาณไฟฟ้าแบบเดิม (Coaxial Line) ไม่สามารถรองรับได้และมีข้อจำกัดเรื่องการลดทอนสัญญาณ
SMT ผลิต Active Optical Cable (AOC) และ Optical Transceiver ที่ทำหน้าที่แปลงสัญญาณไฟฟ้าเป็นแสง เพื่อใช้เชื่อมต่อระหว่าง Server และ Super Computer ภายในศูนย์ข้อมูล (Data Center) โดยรองรับความเร็วได้มากกว่า 1,000 Gbps รวมไปถึงงานระดับเวเฟอร์กลุ่ม Silicon Photonics ที่เป็นรากฐานของอุปกรณ์เลเซอร์และโมดูเลเตอร์ ซึ่งทั้งหมดนี้คือ “ระบบประสาทส่วนกลาง” ที่ทำให้ AI Data Center ทำงานร่วมกันได้รวดเร็วและไม่มีคอขวด
การที่สัดส่วนรายได้กลุ่ม Optics ของ SMT พุ่งขึ้นมาทำสัดส่วนสูงสุดถึง 43.49% ในช่วงไตรมาส 1/69 สะท้อนว่ายอดขายอุปกรณ์รับส่งสัญญาณแสงความเร็วสูง (AOC/Silicon Photonics) ของ SMT กำลังถูกดึงไปใช้เพื่อตอบสนองการขยายตัวของ Data Center และ Super Computer ที่เติบโตอย่างก้าวกระโดดจากเทรนด์ AI
ส่วนธุรกิจ PCBA & Box Build เป็นผู้ผลิตอุปกรณ์ปลายทางที่คอยป้อนข้อมูลมหาศาลให้กับระบบ AI ซึ่ง SMT รับผลิตอุปกรณ์ Internet of Things (IoT) เช่น ระบบปรับอุณหภูมิอัจฉริยะ เซนเซอร์ส่งข้อมูลไร้สาย อุปกรณ์วัดระดับน้ำ และอิเล็กทรอนิกส์โมดูลสำหรับควบคุมเครื่องจักรอุตสาหกรรมอุปกรณ์เหล่านี้ทำหน้าที่เก็บข้อมูลและส่งไปยังระบบคลาวด์เพื่อให้ AI ทำการประมวลผลต่อไป
ด้านธุรกิจ OSAT ผลิตภัณฑ์ของ SMT นำเทคโนโลยีระบบเครื่องกลจุลภาค (MEMS) มาประยุกต์ใช้ในกลุ่มเซนเซอร์ เช่น เครื่องวัดแรงดันลมยาง ไมโครโฟนในสมาร์ทโฟน หรืออุปกรณ์วัดแสงอุตสาหกรรม ชิ้นส่วนเหล่านี้คือกลไกฮาร์ดแวร์พื้นฐานที่นำไปฝังอยู่ในอุปกรณ์อัจฉริยะ เพื่อตรวจจับสภาพแวดล้อมและสั่งการโดยทำงานร่วมกับซอฟต์แวร์ AI ในขั้นปลาย
ส่องผลประกอบการ
ผลการดำเนินงานของ SMT ขาดทุนต่อเนื่องมา 2 ปีติดต่อกัน (67-68) ที่ 164 ล้านบาท และ 60 ล้านบาท ตามลำดับ จากปี 63-66 ที่มีกำไรสุทธิ 81 ล้านบาท, 209 ล้านบาท, 304 ล้านบาท และ 235 ล้านบาท ตามลำดับ
ขณะที่ไตรมาส 1/69 มีกำไรสุทธิ 11.24 ล้านบาท แม้จะพลิกมีกำไรจากไตรมาส 4/68 ที่ขาดทุน 11 ล้านบาท แต่ลดลงเมื่อเทียบกับไตรมาส 1/68 ที่มีกำไรสุทธิ 44 ล้านบาท (มีกำไรพิเศษจากการขายโรงงาน)
อย่างไรก็ตามอัตรากำไรขั้นต้นเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ณ ไตรมาส 1/69 อยู่ที่ 8.93% จากช่วงเดียวกันปีก่อนที่ 0.39% และปี 68 ที่ 3.57% รวมถึงปี 67 ที่ 2.91% ซึ่ง SMT แจงในคำอธิบายงบฯ ว่ามาจากการควบคุมต้นทุนที่มีประสิทธิภาพดีขึ้นในทุกด้าน
ยังไม่มีบทวิเคราะห์รองรับ
แหล่งข่าวนักวิเคราะห์หลักทรัพย์ มองว่า ราคาหุ้น SMT ปรับขึ้นตามเทรนด์ AI ของกลุ่ม “ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์” รวมถึงไตรมาส 1/69 ที่ผ่านพลิกมีกำไร ส่งผลทางจิตวิทยาในเชิงบวกต่อนักลงทุน ซึ่งก่อนหน้านี้ราคาค่อนข้างต่ำ เมื่อมีแรงซื้อเก็งกำไรเข้ามา จึงกระชากราคาขึ้นไปได้สูง
ทั้งนี้ นักลงทุนควรศึกษาข้อมูลให้รอบคอบ เนื่องจากยังไม่มีบทวิเคราะห์รองรับ ที่สำคัญไม่มีข้อมูลพัฒนาการใด ๆ จากทางบริษัท ขณะที่ปัจจุบันติดมาตรการซื้อขายหลักทรัพย์ระดับที่ 2 อาจจะส่งผลด้านลบต่อราคาหุ้นระยะสั้นได้
ติดตามหุ้นร้อนแรงตัวอื่น ๆ ได้ที่ https://url.in.th/w-stock-articles