GRAND จากเจ้าของโรงแรมหรูใจกลางกรุงเทพฯ และหัวเมืองท่องเที่ยว กำลังเผชิญวิกฤตครั้งสำคัญ หลังขาดทุนต่อเนื่องเกิน 7 ปี ล่าสุดขาดทุนสะสม 4,927.64 ล้านบาท ขาดสภาพคล่องหนัก หนี้บานถึงขั้นผิดนัดชำระ ต้องขายทรัพย์สิน และทิ้งสิทธิเพิ่มทุนบริษัทย่อย เพื่อรักษาเงินสด
ผ่าดีล ขายโรงแรม “เวสทิน แกรนด์ สุขุมวิท” 494.60 ล้านบาท ให้ RABBIT
ล่าสุด บมจ.แกรนด์ แอสเสท โฮเทลส์ แอนด์ พรอพเพอร์ตี้ (GRAND) แจ้งตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ว่า คณะกรรมการ GRAND มีมติเสนอที่ประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้น พิจารณาขายทรัพย์สินที่ใช้ดำเนินธุรกิจโรงแรม “เดอะ เวสทิน แกรนด์ สุขุมวิท” รวมถึงพื้นที่เช่าของห้าง “โรบินสัน”, ร้านค้าภายในอาคาร, ทรัพย์สินประกอบกิจการ และใบอนุญาตที่เกี่ยวข้อง ให้ บมจ.แรบบิท โฮลดิ้งส์ (RABBIT) ในราคาไม่เกิน 494.60 ล้านบาท
ดีลนี้ ไม่ใช่การ “ขายที่ดิน” เนื่องจากที่ดินประมาณ 5 ไร่ 15 ตารางวา บริเวณสุขุมวิทซอย 19 เป็นที่ดินเช่าจากบุคคลภายนอก และ ไม่ใช่การ “ขายโรงแรมพร้อมกรรมสิทธิ์ในที่ดิน” เหมือนดีลโรงแรมทั่วไป แต่เป็นการขาย “ทรัพย์สินและสิทธิที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินงาน ท่ามกลางข้อพิพาทเรื่องสัญญาเช่าที่ดิน”
เพราะ GRAND ยอมรับในเอกสารแจ้งตลาดหลักทรัพย์ฯ ว่า “มีปัญหาสภาพคล่องทางการเงินอย่างรุนแรง” จนค้างชำระค่าเช่า และ ค่าตอบแทนตามสัญญา แก่เจ้าของร่วมที่ดินกลุ่มที่ 1 ซึ่งถือสิทธิรวม 75% เจ้าของที่ดินจึงบอกเลิกสัญญาเช่า มีผลตั้งแต่ 29 มิ.ย.69 โดย GRAND ต้องรื้อถอนอาคาร คืนที่ดินในสภาพว่าง และนำทรัพย์สินของ GRAND และ บริษัทในเครือออกจากพื้นที่
อีกประเด็น เจ้าของร่วมที่ดินกลุ่มที่ 2 ซึ่งถือสิทธิอีก 25% ไม่ยินยอมให้ต่อสัญญาเช่าหลังสัญญาเดิมสิ้นสุดลง และ มีคดีพิพาทกับ GRAND มาตั้งแต่ปี 2565 โดยศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า GRAND เป็นฝ่ายผิดสัญญา และ ต้องออกจากพื้นที่ โดยปัจจุบันคดียังอยู่ระหว่างอุทธรณ์
ขณะที่ก่อนหน้านั้น GRAND เคยทำสัญญาซื้อที่ดินส่วนดังกล่าว แต่ไม่สามารถชำระเงินตามกำหนดได้ แม้ขอเลื่อนการชำระหลายครั้ง ส่งผลให้เจ้าของที่ดินริบเงินมัดจำ 150 ล้านบาท อย่างไรก็ตาม บริษัทระบุว่าจะพยายามเจรจาขอเงินมัดจำคืน
ดีลนี้จึงใกล้เคียงกับการ “ขายทางออกจากข้อพิพาทและภาระผูกพัน” มากกว่าการขายโรงแรมมูลค่าเกือบ 500 ล้านบาท แบบไม่มีเงื่อนไข ที่สำคัญ GRAND ยังต้องรับผิดชอบค่าธรรมเนียม ภาษี และค่าใช้จ่ายในการโอน รวมถึงค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการจดทะเบียนสิทธิการเช่าระหว่างผู้ซื้อกับเจ้าของที่ดิน เงินสดสุทธิที่เหลือกับบริษัทจึงอาจต่ำกว่า 494.60 ล้านบาท
GRAND ระบุว่า จะนำเงินสุทธิไปชำระหนี้ค้างตามความเหมาะสม และ/หรือ ใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียน แต่ยังไม่ได้แจกแจงว่าหนี้แต่ละก้อนจะได้รับชำระเท่าใด
การขายโรงแรม “เวสทินฯ” ครั้งนี้ เพราะ บมจ.บีทีเอส กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ (BTS) ถือหุ้นแกรนด์ 1,700 ล้านหุ้น หรือ 18.20% ขณะที่กลุ่ม BTS ถือหุ้นใน RABBIT รวมประมาณ 68.03% แม้ขนาดรายการจำหน่ายสินทรัพย์ จะเท่ากับเพียง 4.11% แต่เมื่อคำนวณในฐานะรายการเกี่ยวโยงกัน กลับมีขนาดถึง 124.12% ของสินทรัพย์สุทธิ GRAND จึงต้องขออนุมัติผู้ถือหุ้นด้วยคะแนนไม่น้อยกว่า 3 ใน 4 ของผู้ถือหุ้นที่มาประชุมและมีสิทธิออกเสียง โดยไม่นับผู้มีส่วนได้เสีย
ที่ประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นกำหนดไว้วันที่ 10 พ.ย.69 คาดว่าจะดำเนินการโอนให้เสร็จภายในปี 69 หากเงื่อนไขทั้งหมดสำเร็จ
สละสิทธิเพิ่มทุน ROH เพื่อเก็บเงินสด 162.96 ล้านบาท
ขณะเดียวกัน GRAND ประกาศ “สละสิทธิ” จองซื้อหุ้นเพิ่มทุนของ บมจ.โรงแรมรอยัล ออคิด (ประเทศไทย) หรือ ROH ซึ่งเป็นเจ้าของธุรกิจโรงแรม “รอยัล ออคิด เชอราตัน”
GRAND ถือหุ้น ROH จำนวน 910.71 ล้านหุ้น หรือ 97% ขณะที่ ROH จะออกหุ้นเพิ่มทุนแบบ Right Offering จำนวน 280 ล้านหุ้น ในราคาหุ้นละ 0.60 บาท หาก GRAND ใช้สิทธิครบ บริษัทต้องนำเงินเพิ่มอีก 162.96 ล้านบาทเพื่อซื้อหุ้น 271.60 ล้านหุ้น
แต่ด้วยฐานะการเงินและสภาพคล่องในปัจจุบัน GRAND ขอสงวนสิทธิที่จะไม่จองซื้อทั้งหมดหรือบางส่วน หากมีผู้ถือหุ้นรายอื่นใช้สิทธิครบ สัดส่วนถือหุ้นของ GRAND จะลดจาก 97% เหลือประมาณ 74.71%
ทั้งนี้ แม้ ROH ยังเป็นบริษัทย่อย แต่ส่วนแบ่งกำไร, เงินปันผล และมูลค่าที่ GRAND จะได้รับในอนาคตย่อมลดลงตามสัดส่วน
การไม่เพิ่มทุนมีข้อดีระยะสั้นชัดเจน คือ GRAND ไม่ต้องนำเงินสด 162.96 ล้านบาท ออกไปในช่วงที่บริษัทกำลังขาดสภาพคล่อง และ ผิดนัดชำระหนี้ ยังจะช่วยให้ ROH เพิ่มสัดส่วนผู้ถือหุ้นรายย่อยเพื่อแก้ปัญหา Free Float
อย่างไรก็ตาม ความเสี่ยงไม่ได้หายไป เพราะ ROH มีผลขาดทุนปี 68 ถึง 957.72 ล้านบาท และขาดทุนอีก 269.67 ล้านบาทในไตรมาส 1/69
นอกจากนี้ ROH ยังมีความไม่แน่นอนเรื่องการซื้อทรัพย์สิน “โรงแรมรอยัล ออคิด เชอราตัน” คืนจาก ทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ แกรนด์ รอยัล ออคิด โฮสพีทาลิตี้ ที่มีข้อตกลงในการซื้อคืน (GROREIT) รวมทั้งภาระภาษีและเงินเพิ่มที่เกี่ยวข้องกับธุรกรรมเดิมรวมกว่าพันล้านบาท

ย้อนรอยธุรกิจของ GRAND
GRAND ก่อตั้งเมื่อวันที่ 21 เม.ย.31 ก่อนนำหุ้นเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) เมื่อ 10 ก.พ.47 ราคาเสนอขายหุ้น IPO อยู่ที่ 4.85 บาทต่อหุ้น พาร์ 1 บาท หรือเทียบเท่าประมาณ 2.425 บาท หลังปรับผลจากการเปลี่ยนพาร์เป็น 0.50 บาทเมื่อปี 65
ภาพจำของ GRAND คือเจ้าของโรงแรมหรูระดับ 5 ดาว โดยทรัพย์สินที่เป็นที่รู้จัก ประกอบด้วย
- โรงแรมเดอะ เวสทิน แกรนด์ สุขุมวิท
- โรงแรมเชอราตัน หัวหิน รีสอร์ท แอนด์ สปา
- โรงแรมเชอราตัน หัวหิน ปราณบุรี วิลล่า
- โรงแรมรอยัล ออคิด เชอราตัน ผ่านการถือหุ้นใน ROH
- โรงแรมไฮแอท รีเจนซี่ กรุงเทพฯ สุขุมวิท (ถูกขายออกไปในปี 67)
นอกจากนี้ GRAND ขยายไปสู่การพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ เช่น Hyde Heritage Thonglor, Hyde Sukhumvit 11 และ Amatara Residences Rayong รวมถึงธุรกิจให้เช่าพื้นที่บริเวณ “โรบินสันสุขุมวิท”, ร้านค้าภายในอาคาร และห้องชุดบางส่วน
ต่อมาบริษัทยังลงทุนในธุรกิจผลิตถุงมือยาง มีสายการผลิต 4 สาย และเริ่มจำหน่ายเชิงพาณิชย์ในไตรมาส 3/65 แต่ธุรกิจใหม่นี้ ยังไม่สามารถชดเชยปัญหาจาก โรงแรม, อสังหาริมทรัพย์ และภาระทางการเงินได้อย่างมีนัยสำคัญ
งบฯ ไม่เคยเสถียร ก่อนขาดทุนยาว 7 ปีติด
ผลการดำเนินงาน GRAND ค่อนข้างผันผวน โดยเข้าตลาดฯ ปี 47 มีกำไร 130 ล้านบาท ปีถัดมากำไรหายไปเกินครึ่ง ทั้งที่รายได้เติบโตอย่างมีนัยสำคัญ แต่จากนั้นปี 49-52 ขาดทุน 4 ปีติด ก่อนพลิกกำไรสลับขาดทุนต่อเนื่อง จนตั้งแต่ปี 62 ก็ขาดทุนยาวถึงปัจจุบัน

ทั้งนี้ กำไรสุทธิบางปีของ GRAND ไม่ได้มาจากการดำเนินธุรกิจปกติเพียงอย่างเดียว แต่มีผลจากการขายทรัพย์สิน การรับรู้รายได้จากโครงการอสังหาริมทรัพย์ และรายการพิเศษ
ตัวอย่างสำคัญ คือ ปี 53-54 มีกำไรจากการดำเนินงานที่ยกเลิกหรือการจำหน่ายธุรกิจจำนวนมาก ขณะที่ปี 57 รายได้พุ่งเป็น 4,927.64 ล้านบาท ตามการรับรู้รายได้อสังหาริมทรัพย์ ส่วนปี 60 กำไร 723.05 ล้านบาท มีรายการกำไรอื่นรวมอยู่กว่า 573 ล้านบาท สะท้อนว่า กำไรบางช่วงไม่ใช่ความสามารถทำกำไรปกติทั้งหมด
จุดเปลี่ยนเกิดขึ้นตั้งแต่ปี 62 ซึ่ง GRAND ขาดทุน 303.69 ล้านบาท และไม่สามารถกลับมามีกำไรได้อีกเลยจนถึงงวดล่าสุด (ไตรมาส 1/69) รวมเป็นการขาดทุนติดต่อกัน 7 ปีเต็ม บวกอีกหนึ่งไตรมาส โดยผลขาดทุนสะสมรวม ณ สิ้น มี.ค.69 อยู่ที่ระดับ 4,903.65 ล้านบาท
โควิด-19 เป็นตัวเร่งปัญหาอย่างรุนแรง รายได้ลดจาก 3,141.52 ล้านบาทในปี 62 เหลือเพียง 649.60 ล้านบาทในปี 64 ขณะที่โรงแรมยังมีต้นทุนพนักงาน ค่าเช่า ค่าเสื่อมราคา และดอกเบี้ยที่ต้องจ่าย แม้รายได้จะกลับมาหลังเปิดประเทศ แต่กำไรไม่กลับมา เพราะต้นทุนทางการเงินเพิ่มขึ้น ภาระหนี้สูง และบริษัทต้องสูญเสียโรงแรมที่สร้างกระแสเงินสดออกจากพอร์ต
ระดมทุนทุกเครื่องมือ ยัน ขายสินทรัพย์ แต่ไม่วายผิดชำระหนี้
ก่อนเข้าสู่ภาวะผิดนัดชำระหนี้ GRAND พยายามเพิ่มสภาพคล่องหลายวิธี ทั้ง ออกหุ้นกู้, ขอรับความช่วยเหลือทางการเงิน (กู้เงินกว่า 3,900 ล้านบาท จาก ROH ที่ขายสินทรัพย์เข้า GROREIT), เพิ่มทุน, ออกหุ้นกู้แปลงสภาพ และขายสินทรัพย์
ปี 67 ขายโรงแรม “ไฮแอท รีเจนซี่ กรุงเทพฯ สุขุมวิท” มูลค่ากว่า 5,000 ล้านบาท ที่ปกติจะสร้างรายได้ประมาณ 700 ล้านบาทต่อปี และสูญเสีย EBITDA เฉลี่ยประมาณ 200 ล้านบาทต่อปี แม้ได้เงินก้อนมาลดหนี้ แต่ก็สูญเสียสินทรัพย์ที่สร้างกระแสเงินสด
จนมาล่าสุดที่เตรียมขาย โรงแรม “เวสทินฯ” ซึ่งเคยสร้างรายได้ 1,233.71 ล้านบาทในปี 66 และ 1,185.20 ล้านบาทในปี 67 ก่อนลดลงเหลือ 575.62 ล้านบาทในปี 68 ท่ามกลางข้อพิพาทเรื่องสัญญาเช่าที่ดิน ดังนั้น แม้การขายจะช่วยนำเงินสดเข้ามา แต่ GRAND ก็ต้องสูญเสียโรงแรมที่ในภาวะปกติเคยสร้างรายได้มากกว่า 1,000 ล้านบาทต่อปี
ปัญหายกระดับอย่างเป็นทางการ เมื่อ GRAND ไม่สามารถชำระเงินต้นและดอกเบี้ยหุ้นกู้ GRAND256A มูลค่าเงินต้น 300 ล้านบาทได้ในวันที่ 23 มิ.ย.68 จากนั้นเกิดการผิดนัดหรือขอเลื่อนชำระหุ้นกู้อีกหลายรุ่น รวมทั้งมีปัญหาค้างชำระค่าเช่าที่ดิน “เวสทินฯ” ช่วงเวลาใกล้เคียงกัน
ณ วันที่ 31 มี.ค.ที่ผ่านมา GRAND มีภาระหุ้นกู้ที่ครบกำหนดชำระและได้รับการเลื่อนชำระรวมประมาณ 593 ล้านบาท แบ่งเป็นเงินต้น 540 ล้านบาท และดอกเบี้ย 53 ล้านบาท ขณะเดียวกัน บริษัทยังมีภาระหนี้ที่ยังไม่ถึงกำหนดชำระอีกประมาณ 8,569 ล้านบาท
นอกจากนี้ บริษัทย่อยยังผิดนัดค่าเช่าโรงแรมกับ GAHREIT จำนวน 24 ล้านบาท ต้องวางเงินประกันเพิ่มอีก 30 ล้านบาท และมีดอกเบี้ยผิดนัด
ฐานะการเงินไตรมาส 1/69 ยิ่งสะท้อนความตึงตัวอย่างชัดเจน อาทิ
- เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดเหลือ 255.40 ล้านบาท
- สินทรัพย์หมุนเวียน 2,749.78 ล้านบาท
- หนี้สินหมุนเวียน 7,856.05 ล้านบาท
- ขาดเงินทุนหมุนเวียนประมาณ 5,106.27 ล้านบาท
- หนี้สินรวม 11,555.37 ล้านบาท
- ส่วนของผู้ถือหุ้นรวมเหลือ 469.26 ล้านบาท
- อัตราหนี้สินต่อทุน 24.62 เท่า
- ขาดทุนสะสม 4,903.65 ล้านบาท
สถานะล่าสุด: งบมีปัญหา หุ้นถูก SP และเครื่องหมายเตือนเต็มกระดาน
งบการเงินปี 68 ของ GRAND ถูกผู้สอบบัญชี ไม่แสดงความเห็น ขณะที่งบไตรมาส 1/69 ผู้สอบบัญชีระบุว่า ไม่สามารถให้ข้อสรุปจากการสอบทานได้ พร้อมมีข้อสังเกตเกี่ยวกับความไม่แน่นอนในการดำเนินงานต่อเนื่อง
นอกจากนี้ บริษัทยังไม่สามารถส่งงบไตรมาส 2/69 ได้ตามกำหนด หุ้น GRAND จึงถูกขึ้นเครื่องหมาย SP ห้ามซื้อขายตั้งแต่วันที่ 17 ส.ค.69
ณ วันที่ 22 กันยายน 2569 หุ้นมีเครื่องหมายเตือนพร้อมกันหลายรายการ ได้แก่
- CB เตือนเรื่องฐานะการเงินหรือผลการดำเนินงาน
- CS เตือนกรณีผู้สอบบัญชีไม่แสดงความเห็นหรือไม่สามารถให้ข้อสรุปต่องบการเงิน
- CC เตือนกรณีบริษัทมีคุณสมบัติหรือเหตุที่ตลาดต้องติดตามเป็นพิเศษ
- SP ห้ามซื้อขายหลักทรัพย์ เนื่องจากยังไม่นำส่งงบการเงินตามกำหนด
ราคาหุ้นไม่ต้องพูดถึง เพราะซื้อขายหลักเศษสตางค์มานานหลายปีแล้ว ล่าสุดก่อนโดน SP เหลือเพียง 0.02 บาท เป็นหุ้นต่ำ 0.1 บาท มาตั้งแต่ปลายปี 67
ปัจจุบันมีผู้ถือหุ้นรายย่อยรวม 6,365 ราย ขณะที่เรื่องเงินปันผลจ่ายครั้งสุดท้ายย้อนไปต้นปี 62 จากงบการเงินปี 61

อ่านบทความเจาะลึกหุ้นรายตัวที่น่าสนใจเพิ่มเติมที่ : https://url.in.th/w-efin-stockarticles