รู้หรือไม่ CPALL ไม่ได้มีเพียง 7-Eleven เพราะงบยังรวมธุรกิจ Makro-Lotus’s ของ CPAXT ไว้ทั้งรายได้ สินทรัพย์ และหนี้สิน บทความนี้พาเข้าใจโครงสร้างการถือหุ้น โมเดลรายได้-กำไร และความสัมพันธ์ระหว่างกันในงบการเงิน เพื่อให้เห็นชัดว่า การเลือกลงทุนใน 2 หุ้นนี้เกี่ยวข้องหรือแตกต่างกันอย่างไร ?
CPALL ไม่ได้มีแค่ 7?Eleven
เมื่อพูดถึง บมจ.ซีพี ออลล์ (CPALL) นักลงทุนส่วนใหญ่มักนึกถึงร้าน 7?Eleven แต่หากเปิดงบการเงินรวม จะพบว่า CPALL มีโครงสร้างธุรกิจใหญ่กว่านั้นมาก แบ่งออกได้เป็น 3 กลุ่มหลัก ได้แก่
- ธุรกิจร้านสะดวกซื้อ 7?Eleven
- ธุรกิจค้าส่ง ค้าปลีก และศูนย์การค้าภายใต้ บมจ.ซีพี แอ็กซ์ตร้า (CPAXT)
- ธุรกิจสนับสนุน เช่น อาหารพร้อมรับประทาน ระบบชำระเงิน การกระจายสินค้า และอุปกรณ์ค้าปลีก
ข้อมูลจากรายงานประจำปี 2568 งบการเงินของ CPALL มีรายได้รวม 1.02 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 3.5% และมีกำไรสุทธิส่วนของบริษัทใหญ่ 28,206 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 11.3%
เมื่อแยกรายได้ก่อนหักรายการระหว่างกัน พบว่า 46% มาจากธุรกิจร้านสะดวกซื้อ 48% มาจากธุรกิจค้าส่ง ค้าปลีกและศูนย์การค้า และอีก 6% มาจากธุรกิจอื่น
ดังนั้น การซื้อหุ้น CPALL จึงไม่ใช่การซื้อเฉพาะ 7?Eleven แต่เป็นการลงทุนในกลุ่มค้าปลีกขนาดใหญ่ที่มี CPAXT เป็นองค์ประกอบสำคัญอยู่ในงบรวมด้วย
ใครเป็นเจ้าของใคร
CPALL เป็นบริษัทแม่ของ CPAXT ผ่านการถือหุ้น 2 ทาง คือถือโดยตรง และถือทางอ้อมผ่านบริษัทลูก
ข้อมูลผู้ถือหุ้น CPAXT ณ 21 เม.ย.69 ระบุว่า CPALL ถือหุ้นโดยตรง 34.92% ส่วน “Siam Makro Holding” ถืออีก 25.01% ขณะที่ CPALL ถือหุ้นใน Siam Makro Holding เกือบทั้งหมด จึงทำให้ CPALL มีสัดส่วนการถือหุ้นทางเศรษฐกิจใน CPAXT รวมประมาณ 59.93%
ผลทางบัญชีคือ CPAXT มีสถานะเป็นบริษัทย่อยของ CPALL งบรวมของ CPALL จึงนำ รายได้, ค่าใช้จ่าย, สินทรัพย์ และหนี้สินของ CPAXT เข้ามารวมเต็มจำนวน ไม่ได้รวมเพียง 59.93%
หลังคำนวณกำไรสุทธิแล้ว ส่วนของกำไรที่เป็นของผู้ถือหุ้น CPAXT รายอื่นประมาณ 40.07% จึงถูกหักออกผ่านรายการ “ส่วนได้เสียที่ไม่มีอำนาจควบคุม” หรือ Minority Interest เหลือเป็นกำไรสุทธิส่วนที่เป็นของผู้ถือหุ้น CPALL
ทั้งนี้ ไม่สามารถนำรายได้ CPALL ไปบวกกับรายได้ CPAXT แล้วเรียกว่าเป็นรายได้ของทั้ง 2 บริษัท เนื่องจากรายได้ CPAXT ถูกรวมอยู่ในงบ CPALL แล้ว
ทำไมรายได้ CPALL ถึงใหญ่มาก
6 เดือนแรกปี 69 งบการเงินของ CPALL มีรายได้รวม 533,128 ล้านบาท ขณะที่ CPAXT มีรายได้รวม 268,334 ล้านบาท
ตัวเลขดังกล่าวอาจทำให้เข้าใจว่า CPALL มีรายได้มากกว่า CPAXT ประมาณ 2 เท่า แต่ในความเป็นจริง รายได้ 268,334 ล้านบาทของ CPAXT เป็นส่วนหนึ่งของรายได้ในงบรวม CPALL แล้ว
เมื่อพิจารณารายได้แยกตามกลุ่มธุรกิจก่อนหักรายการระหว่างกันในช่วง 6 เดือนปี 69 จะพบว่า
- กลุ่มร้านสะดวกซื้อและธุรกิจอื่นคิดเป็น 53%
- กลุ่มค้าส่ง ค้าปลีก และศูนย์การค้า หรือ CPAXT คิดเป็น 47%
นี่คือเหตุผลสำคัญที่ทำให้รายได้ของ CPALL มีขนาดใหญ่มาก เพราะบริษัทไม่ได้รายงานเฉพาะรายได้จาก 7?Eleven แต่รวมธุรกิจ Makro, Lotus’s และศูนย์การค้าเข้ามาด้วย
อย่างไรก็ตาม รายได้เกือบครึ่งที่มาจาก CPAXT ไม่ได้แปลว่า CPAXT สร้างกำไรให้ CPALL ในสัดส่วนเดียวกัน โดยกำไรก่อนต้นทุนทางการเงินและภาษีของ CPALL แบ่งเป็น
- กลุ่มร้านสะดวกซื้อและธุรกิจอื่น 77%
- กลุ่มค้าส่ง ค้าปลีก และศูนย์การค้า 23%
หมายความว่า CPAXT ช่วยทำให้ “รายได้” ของ CPALL ใหญ่มาก แต่เครื่องยนต์กำไรหลักในช่วงครึ่งแรกปี 69 ยังคงเป็น 7?Eleven และธุรกิจสนับสนุน
โมเดลทำเงินของ CPALL และ CPAXT ต่างกันอย่างไร
แม้อยู่ในธุรกิจค้าปลีกเหมือนกัน แต่ CPALL และ CPAXT มีฐานลูกค้า รูปแบบร้าน และโครงสร้างกำไรแตกต่างกัน

ไตรมาส 2/69 ธุรกิจ 7?Eleven มีรายได้ 123,719 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 5.1% ยอดขายสาขาเดิมเพิ่มขึ้น 0.8% และมีอัตรากำไรขั้นต้น 29.3% ขณะที่กำไรจากการดำเนินงานของธุรกิจร้านสะดวกซื้อเพิ่มขึ้น 11%
ด้าน CPAXT มีรายได้จากการขาย 126,494 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 2.1% แต่อัตรากำไรขั้นต้นจากการขายลดลงจาก 14.3% เป็น 14.1% ขณะที่ EBITDA ลดลง 5.5% และกำไรสุทธิส่วนของบริษัทใหญ่ลดลง 18% เหลือ 1,874 ล้านบาท
ตัวเลขดังกล่าวแสดงให้เห็นว่า แม้ CPALL และ CPAXT จะมีรายได้ระดับใกล้เคียงกันในบางไตรมาส แต่ความสามารถในการเปลี่ยนรายได้ให้เป็นกำไรแตกต่างกันมาก
รายได้โตทิศทางเดียวกัน ไม่ได้แปลว่า “กำไรโตเท่ากัน”
CPALL มีรายได้งวด 6 เดือนปี 69 รวม 533,128 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิส่วนของบริษัทใหญ่ 16,630 ล้านบาท โดยกำไรยังได้แรงสนับสนุนจาก 7?Eleven และการควบคุมค่าใช้จ่าย
ส่วน CPAXT มีรายได้ 268,334 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 3.6% แต่กำไรสุทธิลดลง 5.3% เหลือ 4,668 ล้านบาท ขณะที่อัตรากำไรสุทธิลดลงจาก 1.90% เป็น 1.74%
สาเหตุที่รายได้ CPAXT โต แต่กำไรกลับลดลง ประกอบด้วย
- สัดส่วนยอดขายสินค้าอาหารแห้งซึ่งมีมาร์จิ้นต่ำเพิ่มขึ้น
- การกำหนดราคาขายให้สอดคล้องกับกำลังซื้อที่อ่อนแอ
- ค่าใช้จ่ายพนักงานเพิ่มขึ้น
- ค่าใช้จ่ายจาก Omni-Channel และ Last-Mile Delivery
- ค่าเสื่อมราคาและค่าใช้จ่ายปรับปรุงพื้นที่
- ค่าใช้จ่ายและผลขาดทุนในช่วงเริ่มต้นของโครงการใหม่
ดังนั้น ไม่ควรดูเพียงการเติบโตของรายได้ แต่ต้องพิจารณาอัตรากำไรขั้นต้น ค่าใช้จ่าย SG&A และกำไรจากการดำเนินงานควบคู่กันไป
ทั้งนี้ CPAXT เป็นธุรกิจที่ต้องใช้ยอดขายจำนวนมากเพื่อสร้างกำไร เพราะมีมาร์จิ้นค่อนข้างบาง ขณะที่ CPALL มี 7?Eleven ซึ่งมีอัตรากำไรสูงกว่าคอยพยุงผลประกอบการรวม

ตลาดกังวล “ค่าใช้จ่ายพิเศษ” CPAXT เกี่ยวอะไรกับ CPALL
ล่าสุด นักวิเคราะห์ จากบริษัทหลักทรัพย์ (บล.) หรือ โบรกเกอร์ หลายแห่ง ประเมินว่า ผลประกอบการไตรมาส 3/69 ของ CPAXT มีความเสี่ยงเกี่ยวกับค่าใช้จ่ายพิเศษจากการปิดสาขาที่ไม่ทำกำไร โดยเฉพาะ Lotus’s Go Fresh ในประเทศไทย และ สาขา Makro ที่ “เสียมราฐ ประเทศกัมพูชา” รวมถึงค่าใช้จ่ายจากการซื้อกิจการ The Food Purveyor และโครงการ Happitat
- บล.เคจีไอ (ประเทศไทย) คาดว่า CPAXT จะมีค่าใช้จ่ายครั้งเดียวประมาณ 2.5 พันล้านบาท จากการปิดร้านค้าขนาดเล็กในธุรกิจ B2C และสาขาธุรกิจ B2B ที่เสียมราฐ ส่งผลให้ไตรมาส 3/69 อาจขาดทุนสุทธิประมาณ 372 ล้านบาท เทียบกับกำไรปกติประมาณ 1.6 พันล้านบาท ลดลง 13% ทั้ง YoY และ QoQ นอกจากนี้มองว่าการปรับพอร์ตสาขาอาจใช้เวลาอีก 1-2 ไตรมาส จึงยังมีความเสี่ยงที่จะเกิดค่าใช้จ่ายจากการปิดสาขาเพิ่มเติม
- บล.อินโนเวสท์ เอกซ์ คาดค่าใช้จ่ายพิเศษหลังภาษีประมาณ 1.8 พันล้านบาท ประกอบด้วยค่าใช้จ่ายประมาณ 50 ล้านบาท จากการปิดสาขาไฮเปอร์มาร์เก็ตที่เสียมราฐ และประมาณ 1.75 พันล้านบาทจากการบันทึกด้อยค่าของ Lotus’s Go Fresh ที่ขาดทุนบางสาขา ส่งผลให้ CPAXT อาจขาดทุนสุทธิ 237 ล้านบาท ขณะที่กำไรปกติอยู่ที่ประมาณ 1.56 พันล้านบาท ลดลง 16% YoY และ 17% QoQ โดยสาขา Go Fresh ที่อยู่ในแผนปิดคิดเป็นประมาณ 7% ของพื้นที่ขายสุทธิของ Lotus’s
- บล.ฟินันเซีย ไซรัส คาดค่าใช้จ่าย One-Off หลังภาษีประมาณ 1.4 พันล้านบาท จากการปิด Lotus’s Go Fresh การปิด Makro ในกัมพูชา และค่าใช้จ่ายจากการซื้อ The Food Purveyor ส่งผลให้กำไรสุทธิอาจเหลือเพียง 141 ล้านบาท เทียบกับกำไรปกติประมาณ 1.5 พันล้านบาท ลดลง 18.2% YoY
- บล.เอเซีย พลัส ประเมินผลขาดทุนพิเศษจากการปิด Lotus’s Go Fresh ที่ไม่ทำกำไรประมาณ 2 พันล้านบาท ทำให้ CPAXT อาจรายงานขาดทุนสุทธิ 346 ล้านบาท ขณะที่หากไม่รวมรายการดังกล่าวจะมีกำไรปกติประมาณ 1.65 พันล้านบาท ลดลง 11% YoY และ 12% QoQ
- บล.บัวหลวง คาดค่าใช้จ่ายพิเศษประมาณ 1.9 พันล้านบาท จากการตัดจำหน่ายสินทรัพย์ของร้าน Lotus’s ขนาดเล็กที่ไม่ทำกำไรและ Makro หนึ่งสาขาในกัมพูชา ทำให้ CPAXT อาจขาดทุนสุทธิประมาณ 108 ล้านบาท จากกำไรปกติประมาณ 1.5 พันล้านบาท
- บล.พาย คาด CPAXT ขาดทุนสุทธิประมาณ 22 ล้านบาท จากรายการที่เกี่ยวข้องรวมประมาณ 2 พันล้านบาท ซึ่งครอบคลุมทั้งการตั้งสำรองปิด Go Fresh การปิดสาขาในกัมพูชา ผลขาดทุนจาก Happitat และค่าใช้จ่ายซื้อ The Food Purveyor หากตัดรายการพิเศษออกจะมีกำไรปกติประมาณ 1.6 พันล้านบาท ลดลง 14% YoY
ขณะที่ CPALL ถือหุ้น CPAXT ประมาณ 59.93% และมีอำนาจควบคุม ดังนั้นในงบการเงินรวมของ CPALL รายได้ ค่าใช้จ่าย สินทรัพย์ และหนี้สินของ CPAXT จะถูกรวมเข้ามาเต็มจำนวน ก่อนแบ่งกำไรส่วนที่เป็นของผู้ถือหุ้นส่วนน้อยออกภายหลัง
ในเชิงคณิตศาสตร์ หาก CPAXT มีค่าใช้จ่ายพิเศษ หลังภาษี เช่น 1.8 พันล้านบาท ผลกระทบโดยประมาณต่อกำไรส่วนที่เป็นของผู้ถือหุ้น CPALL จะเท่ากับ 1.8 พันล้านบาท ? 59.93% = ประมาณ 1.08 พันล้านบาท
ตัวเลขดังกล่าวใกล้เคียงกับประมาณการของ บล.อินโนเวสท์ เอกซ์ ซึ่งคาดว่า CPALL จะรับรู้ผลกระทบจาก CPAXT ประมาณ 1.1 พันล้านบาท ทำให้กำไรสุทธิที่รายงานของ CPALL เหลือประมาณ 6.1 พันล้านบาท จากกำไรปกติประมาณ 7.1 พันล้านบาท
อย่างไรก็ตาม ไม่ควรนำตัวเลขค่าใช้จ่ายของทุกสำนักมาคูณ 59.93% โดยอัตโนมัติ เพราะบางตัวเลขเป็นก่อนภาษี บางตัวเลขรวมค่าใช้จ่ายปกติของ Happitat และบางโบรกเกอร์ใช้เกณฑ์จำแนกกำไรปกติต่างกัน ทำให้ประมาณการผลกระทบต่อ CPALL อยู่ในช่วงประมาณ 600-1,200 ล้านบาท
คาด CPALL “กำไรสุทธิ” Q3/69 รับผลกระทบค่าใช้จ่ายพิเศษ CPAXT
ขณะที่เมื่อสำรวจความเห็นนักวิเคราะห์ที่ประเมินหุ้นทั้ง 2 บริษัทภายในเดือนนี้ พบคาดการณ์ผลประกอบการไตรมาส 3/69 ของ CPALL จะมีกำไรปกติประมาณ 6.85-7.1 พันล้านบาท เพิ่มขึ้นราว 6-10% จากช่วงเดียวกันปีก่อน (YoY) แต่กำไรสุทธิที่รายงานอาจเหลือประมาณ 5.65-6.30 พันล้านบาท เพราะรับรู้ผลกระทบจากค่าใช้จ่ายพิเศษของ CPAXT
- บล.เอเซีย พลัส ประเมิน กำไรปกติประมาณ 6.85 พันล้านบาท เพิ่มขึ้น 6% เพราะธุรกิจ 7?Eleven ยังเติบโต แต่กำไรสุทธิที่รายงานอาจเหลือประมาณ 5.65 พันล้านบาท เพราะผลกระทบจากรายการพิเศษของ CPAXT ต่อ CPALL ประมาณ 1.2 พันล้านบาท
- บล.เคจีไอ (ประเทศไทย) คาดกำไรปกติประมาณ 6.9 พันล้านบาท เพิ่มขึ้น 7% จากยอดขายสาขาเดิม การเปิดสาขาใหม่ และส่วนผสมสินค้าที่ดีขึ้น ขณะที่กำไรสุทธิอาจอยู่ประมาณ 6.3 พันล้านบาท รับผลกระทบจาก CPAXT ราว 0.6 พันล้านบาท
- บล.บัวหลวง ประเมินกำไรปกติประมาณ 7 พันล้านบาท เพิ่มขึ้น 9% เพราะกำไรจาก 7?Eleven ยังเติบโต แม้ CPAXT จะอ่อนแอ แต่กำไรสุทธิที่รายงานอาจเหลือประมาณ 6.1 พันล้านบาทจากรายการพิเศษราว 0.9 พันล้านบาท
- บล.ฟินันเซีย ไซรัส คาดกำไรปกติประมาณ 7 พันล้านบาท เพิ่มขึ้น 8% จากธุรกิจ 7?Eleven ที่ยังแข็งแกร่ง แต่กำไรสุทธิอาจเหลือประมาณ 6.1 พันล้านบาท หลังรับรู้ผลกระทบจากการปิดสาขาและค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการซื้อกิจการของ CPAXT
- บล.พาย คาดกำไรปกติประมาณ 7 พันล้านบาท เพิ่มขึ้น 8% เพราะยอดขายสาขาเดิมของ 7?Eleven มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นประมาณ 2% แต่กำไรสุทธิอาจอยู่ประมาณ 6 พันล้านบาท หลังรับรู้ผลกระทบจาก CPAXT ราว 1 พันล้านบาท
- บล.กรุงศรี คาดกำไรปกติประมาณ 7.09 พันล้านบาท เพิ่มขึ้น 10% แต่กำไรสุทธิอาจเหลือประมาณ 6.10 พันล้านบาท จากรายการพิเศษของ CPAXT ประมาณ 992 ล้านบาท
- บล.ยูโอบี เคย์เฮียน (ประเทศไทย) ประเมินกำไรปกติประมาณ 7.08 พันล้านบาท เพิ่มขึ้น 7% และมีกำไรสุทธิประมาณ 6.16 พันล้านบาท กระทบจากรายการพิเศษของ CPAXT ประมาณ 920 ล้านบาท
- บล.อินโนเวสท์ เอกซ์ คาดกำไรปกติประมาณ 7.1 พันล้านบาท เพิ่มขึ้น 10% จากยอดขายและอัตรากำไรของธุรกิจร้านสะดวกซื้อ แต่กำไรสุทธิอาจเหลือประมาณ 6.1 พันล้านบาท หลังรับรู้ค่าใช้จ่ายพิเศษจาก CPAXT ประมาณ 1.1 พันล้านบาท
แม้ตัวเลขของแต่ละโบรกเกอร์จะแตกต่างกัน แต่มีข้อสรุปร่วมกันสองเรื่อง คือธุรกิจปกติของ CPALL ยังเติบโตจาก 7?Eleven ขณะที่ส่วนต่างระหว่างกำไรปกติกับกำไรสุทธิที่รายงานเกิดจาก CPAXT เป็นหลัก
CPALL เป็นกันชนให้ CPAXT ได้แค่ไหน
CPALL ช่วยลดความผันผวนจาก CPAXT ได้บางส่วน แต่ไม่สามารถแยกความเสี่ยงออกจากกันได้ทั้งหมด
ด้านบวก CPALL มี 7-Eleven เป็นเครื่องยนต์กำไรหลัก โดยกลุ่มร้านสะดวกซื้อและธุรกิจอื่นสร้างกำไรก่อนดอกเบี้ยและภาษีถึง 77% ของกลุ่มในช่วงครึ่งแรกปี 69
ธุรกิจ 7?Eleven มีความถี่ในการซื้อสูง มีเครือข่ายสาขาขนาดใหญ่ และมีสัดส่วนสินค้าพร้อมรับประทานซึ่งให้มาร์จิ้นสูงกว่าธุรกิจค้าส่ง จึงช่วยชดเชย CPAXT ที่กำลังเผชิญแรงกดดันได้
แต่ CPALL ไม่ใช่เกราะที่ทำให้ผู้ถือหุ้นไม่ต้องรับความเสี่ยงจาก CPAXT เพราะ
- CPAXT ยังสร้างรายได้เกือบครึ่งหนึ่งของกลุ่ม
- สินทรัพย์และหนี้สิน CPAXT ถูกรวมอยู่ในงบ CPALL
- กำไรหรือขาดทุนประมาณ 59.93% ของ CPAXT เป็นของผู้ถือหุ้น CPALL
- การปรับลดประมาณการ CPAXT สามารถทำให้ประมาณการและราคาเป้าหมาย CPALL ถูกปรับลดตาม
- ข่าวลบและรายการพิเศษของ CPAXT กระทบความเชื่อมั่นต่อ CPALL ได้
ดังนั้น CPALL เป็น “กันชนทางกำไรจาก 7?Eleven” แต่ไม่ได้ตัดความเสี่ยงของ CPAXT ออกจากพอร์ต
โบรกฯ มอง 2 หุ้นอย่างไร
ทั้งนี้ หากนับเฉพาะบทวิเคราะห์ที่อัปเดตล่าสุด (ที่มีประเด็นค่าใช้จ่ายพิเศษของ CPAXT หลัง 6 ต.ค.69) โดยมีรายละเอียดดังนี้
CPALL โบรกเกอร์อัปเดต 11 แห่ง แนะนำ “ซื้อ” ทั้งหมด ราคาเป้าหมายเฉลี่ย 58.97 บาท ต่ำสุด 48 บาท สูงสุด 66 บาท อัปไซด์เทียบราคาปิด 12 ต.ค.69 เฉลี่ย 37.14%, ต่ำสุด 11.63% และสูงสุด 53.49%

ด้าน CPAXT อัปเดต 11 แห่ง แนะนำ “ซื้อ” 2 แห่ง “ถือ” 8 แห่ง และ “ขาย” 1 แห่ง ราคาเป้าหมายเฉลี่ย 15.54 บาท ต่ำสุด 14.50 บาท สูงสุด 17 บาท อัปไซด์เทียบราคาล่าสุดเฉลี่ย 10.19%, ต่ำสุด 2.84% และสูงสุด 20.57%

ในมุมนักลงทุนคิดอย่างไรดี
ทั้งนี้ หากเชื่อว่า 7?Eleven ยังเติบโต และต้องการให้ธุรกิจนี้ช่วยลดความผันผวนจาก CPAXT การลงทุนใน CPALL จะตรงโจทย์กว่า เพราะได้ทั้งเครื่องยนต์กำไรจาก 7?Eleven และโอกาสรับประโยชน์ประมาณ 60% หาก CPAXT ฟื้นตัว
ข้อแลกเปลี่ยนคือ หาก CPAXT ฟื้นตัวแรง ผลบวกจะส่งผ่านมายังผู้ถือหุ้น CPALL เพียงบางส่วน ไม่ได้เต็มจำนวนเหมือนการถือ CPAXT โดยตรง
หากเชื่อว่าปัญหาของ CPAXT ส่วนใหญ่เป็นค่าใช้จ่ายครั้งเดียว และ Makro–Lotus’s กำลังผ่านจุดต่ำสุด การซื้อ CPAXT โดยตรงจะตอบสนองต่อการฟื้นตัวได้มากกว่า โดยเฉพาะหากยอดขาย Lotus’s กลับมาเติบโต SG&A ลดลง สาขาที่ขาดทุนถูกปิด และโครงการใหม่เริ่มเข้าใกล้จุดคุ้มทุน
แต่หากยังไม่เชื่อว่าปัญหาจบแล้ว ควรติดตามอย่างน้อย 4 เรื่อง ได้แก่
- ยอดขายสาขาเดิมของ Lotus’s
- SG&A ต่อยอดขาย
- ผลขาดทุนและเส้นทางสู่จุดคุ้มทุนของ Happitat
- กำไรปกติหลังตัดรายการพิเศษ
กำไรสุทธิที่ดีขึ้นเพราะไม่มีค่าใช้จ่ายพิเศษ ไม่ได้หมายความว่าการดำเนินงานหลักฟื้นตัวแล้วเสมอไป
ง่าย ๆ คือ CPAXT เป็นการลงทุนตรงในโอกาสฟื้นตัวของ Makro–Lotus’s ส่วน CPALL เป็นการลงทุนใน 7?Eleven ควบคู่กับการถือ CPAXT ทางอ้อมประมาณ 60%
CPALL จึงช่วยลดแรงกระแทกจาก CPAXT ได้ด้วยกำไรของ 7?Eleven แต่ไม่สามารถตัดความเสี่ยงออกทั้งหมด เพราะเมื่อ CPAXT มีปัญหา ผลกระทบส่วนหนึ่งยังเดินทางมาถึงกำไร งบดุล และมูลค่าหุ้นของ CPALL อยู่ดี
หมายเหตุ: บทความนี้จัดทำเพื่ออธิบายโครงสร้างธุรกิจและการอ่านงบการเงิน ไม่ใช่คำแนะนำซื้อหรือขายหลักทรัพย์

อ่านบทความเจาะลึกหุ้นที่เป็นกระแสและน่าสนใจเพิ่มเติมที่ : https://url.in.th/w-efin-stockarticles