วิกฤติซ้อนวิกฤติ หุ้น CHO ขาดทุนต่อเนื่อง 6 ปีติดบวกไตรมาส 1/69 ส่งผลให้ขาดทุนสะสมพุ่งถึง 4,069 ล้านบาท และมีส่วนผู้ถือหุ้นติดลบ 1,218 ล้านบาท นอกจากนี้ หนี้สินหมุนเวียนยังสูงกว่าสินทรัพย์หมุนเวียนถึง 1,945 ล้านบาท ยิ่งไปกว่านั้น บริษัทยังถูกฟ้องเบี้ยวหนี้หลายกระทง และไร้การจ่ายปันผลนาน 10 ปี ส่งผลให้ผู้ถือหุ้นรายย่อยติดดอยรวม 8,569 ราย
ล่าสุดตลาดหลักทรัพย์ฯ สั่งขึ้นเครื่องหมาย SP ห้ามซื้อขาย และติดเครื่องหมาย NC เข้าข่ายอาจถูกเพิกถอน ล่าสุดบริษัทเตรียมเพิ่มทุนและออกหุ้นกู้แปลงสภาพมูลค่ารวม 2,300 ล้านบาท โดยคาดว่าจะช่วยพลิกส่วนของผู้ถือหุ้นกลับมาเป็นบวกได้ภายในไตรมาส 3/69
ตลาดหลักทรัพย์ฯ แจ้งดำเนินการกับหุ้น CHO
ล่าสุด ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย แจ้งดำเนินการกับ บมจ.ช ทวี (CHO) หลังจากบริษัทนำส่งงบการเงินปี 2567 (ปรับปรุงใหม่) และงบปี 2568 ซึ่งผ่านการตรวจสอบจากผู้สอบบัญชีแล้ว ผลปรากฏว่าส่วนของผู้ถือหุ้นติดลบทั้ง 2 ปีติดต่อกัน คือ -40 ล้านบาท และ -1,142 ล้านบาท ตามลำดับ เหตุการณ์นี้ส่งผลให้ หุ้น CHO เข้าข่ายอาจถูกเพิกถอนตามข้อบังคับตลาดหลักทรัพย์ฯ
ตลาดหลักทรัพย์ฯ จึงแจ้งดำเนินการกับ CHO รวม 4 ข้อ ดังนี้:
- เข้าข่ายถูกเพิกถอนตั้งแต่ 20 ก.ค.69 พร้อมขึ้นเครื่องหมาย NC (Non-compliance) และ คงเครื่องหมาย SP (Suspension) ห้ามซื้อขายต่อไป
- กำหนดให้ CHO เปิดเผยแนวทางแก้ไขเหตุเพิกถอน หรือแผนฟื้นฟูกิจการ ให้ผู้ถือหุ้นและนักลงทุนทราบภายในวันที่ 20 ส.ค.69
- ไม่มีการเปิดให้ซื้อขายชั่วคราวอีก เนื่องจากได้เปิดให้ซื้อขายไปแล้วในช่วงวันที่ 4 มิ.ย.- 3 ก.ค.69
- ให้เวลา CHO แก้ไขส่วนของผู้ถือหุ้นติดลบให้หมดไปภายใน 3 ปี (นับจาก 20 ก.ค.69) หากครบกำหนดแล้วยังแก้ไขไม่ได้ จะพิจารณาเพิกถอนหลักทรัพย์ต่อไป
ขาดทุนสะสม-หนี้สินบาน-ไร้สภาพคล่อง
CHO เผชิญผลขาดทุนต่อเนื่อง 6 ปีกับอีก 1 ไตรมาส (ปี 2563 ถึงไตรมาส 1/69) จนทำให้ล่าสุด ณ สิ้นไตรมาส 1/69 มีขาดทุนสะสมสูงถึง 4,069 ล้านบาท ส่งผลให้ส่วนของผู้ถือหุ้นติดลบรุนแรง 1,218 ล้านบาท
นอกจากนี้ รายงานของผู้สอบบัญชีระบุ “ไม่ให้ข้อสรุปต่อข้อมูลทางการเงินระหว่างกาล” จาก 5 ประเด็นสำคัญ ดังนี้:
1.ขาดทุนต่อเนื่อง และมีขาดทุนสะสมสูง รวมถึงส่วนผู้ถือหุ้นติดลบ
2.มีปัญหาสภาพคล่องหมุนเวียน เพราะหนี้สินหมุนเวียนสูงกว่าสินทรัพย์หมุนเวียนถึง 1,945 ล้านบาท
3.ถูกฟ้องร้องคดีแพ่งจากการผิดชำระหนี้หลายรายการ ประกอบด้วย
3.1.สถาบันการเงินแห่งที่ 1 ฟ้องผิดนัดชำระหนี้เงินกู้ยืมรวมดอกเบี้ย ยอดคงค้าง ณ วันที่ 31 มี.ค.69 จำนวน 139 ล้านบาท (ชำระไม่ครบตามสัญญาประนีประนอมผ่อนชำระ อยู่ระหว่างเจรจาใหม่)
3.2.สถาบันการเงินแห่งที่ 2 ฟ้องผิดนัดชำระหนี้รวมดอกเบี้ย ยอดคงค้าง ณ วันที่ 31 มี.ค.69 201 ล้านบาท (อยู่ระหว่างเจรจาประนีประนอม)
3.3.สถาบันการเงินแห่งที่ 3 ฟ้องผิดนัดชำระหนี้รวมดอกเบี้ย ยอดคงค้าง ณ วันที่ 31 มี.ค.69 จำนวน 203 ล้านบาท (อยู่ระหว่างเจรจาโอนตีทรัพย์หลักประกันและขอสิทธิซื้อคืนภายใน 2 ปี)
3.4.เจ้าหนี้การค้าและเจ้าหนี้อื่น ฟ้องผิดนัดชำระหนี้รวมดอกเบี้ย ยอดคงค้าง ณ วันที่ 31 มี.ค.69 จำนวน 218 ล้านบาท (อยู่ระหว่างเจรจาประนีประนอม)
3.5.หุ้นกู้ 4 รุ่น ฟ้องคดีแพ่ง 4 ฟ้องผิดนัดชำระหนี้รวมดอกเบี้ย ยอดคงค้าง ณ วันที่ 31 มี.ค.69 จำนวน เงินต้นรวม 746 ล้านบาท และดอกเบี้ยค้างจ่าย จำนวน 88 ล้านบาท (คดียังอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาล)
4.ความไม่แน่นนอนของแผนแก้ไขสภาพคล่อง แม้ CHO ได้จัดทำแผนแล้ว แต่มีความไม่แน่นอนที่มีสาระสำคัญ ซึ่งขึ้นอยู่กับผลสำเร็จของการปรับโครงสร้างหนี้ การผ่อนปรนเงื่อนไข การกู้ยืมเงินจากกรรมการ และการหาแหล่งเงินทุนเพิ่ม
5.ข้อจำดัดในการตรวจสอบเงินลงทุนบริษัทร่วม เนื่องจากไม่อยู่ในอำนาจควบคุม ทำให้ผู้สอบบัญชีไม่สามารถสอบทานให้เป็นที่พอใจในยอดคงเหลือดังกล่าวได้
CHO เตรียมเพิ่มทุน-ออกหุ้นกู้แปลงสภาพ มูลค่ารวม 2,300 ล้านบาท
เมื่อ 9 ก.ค.69 บริษัทฯ แจ้งกำหนดประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้น 28 ส.ค.นี้ เพื่อพิจารณาเพิ่มทุนจดทะเบียนแก่บุคคลในวงจำกัด (PP) ให้กับ “บริษัท แอดวานซ์ แคปิทัล พาร์ทเนอร์ส ไพรเวท ลิมิเต็ด (Advance Capital Partners Pte Ltd. หรือ ACP)” ซึ่งเป็นนิติบุคคลสัญชาติสิงคโปร์
วิธีการคือจะออกหุ้นเพิ่มทุนจำนวนไม่เกิน 190.48 ล้านหุ้น ราคาหุ้นละ 7.35 บาท ซึ่งผู้ซื้อ PP จะชำระด้วยกรรมสิทธิ์ซอฟต์แวร์ Advanced Commercial AI Platform for EV (ACAPE) แทนเงินสด ซึ่งซอฟต์แวร์ดังกล่าวได้รับการประเมินมูลค่าไว้ไม่ต่ำกว่า 1,800 ล้านบาท แต่บริษัทได้เจรจาต่อรองเพื่อใช้ชำระเป็นค่าหุ้นในมูลค่ารวม 1,400 ล้านบาท
วัตถุประสงค์ คือ เพื่อเพิ่มโอกาสทางธุรกิจ สร้างรายได้จากการให้บริการซอฟต์แวร์ และสร้างพันธมิตรเชิงกลยุทธ์ (Strategic Partnership) สนับสนุนการฟื้นฟูฐานะทางการเงิน เสริมสร้างศักยภาพในการแข่งขัน และขยายธุรกิจเข้าสู่อุตสาหกรรมเทคโนโลยี AI, Digital Platform, EV Ecosystem และโครงสร้างพื้นฐานด้าน AI Data Center ในอนาคต
ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ คือ ได้เป็นเจ้าของแพลตฟอร์มที่ใช้วิเคราะห์ข้อมูลยานยนต์ไฟฟ้าด้วย AI ซึ่งครอบคลุมระบบบริหารจัดการสถานีชาร์จ, Fleet รถยนต์ไฟฟ้า และระบบแบตเตอรี่ เพื่อนำมาต่อยอดธุรกิจ สร้างรายได้ในอนาคต
คาดการเพิ่มทุนด้วยทรัพย์สินนี้จะช่วยพลิกฟื้นส่วนของผู้ถือหุ้นของบริษัทที่กำลังติดลบ ให้กลับมาเป็นบวกได้ภายในไตรมาส 3/69
เท่ากับว่าทุนใหม่ที่เข้ามาในรูปแบบทรัพย์สินนอกจากตัวเงิน (Payment in Kind) มูลค่ารวม 1,400 ล้านบาท โดยไม่เพิ่มหนี้สิน ซึ่งทางบัญชี จะไปหักล้างกับส่วนที่ติดลบเดิม 1,218 ล้านบาท ทำให้ส่วนผู้ถือหุ้นพลิกกลับมาเป็นบวกที่ 182 ล้านบาท
นอกจากนี้ บริษัทมีแผนออกหุ้นกู้แปลงสภาพวงเงิน 900 ล้านบาทให้กับสถาบันการเงินต่างประเทศรายเดิมที่เคยให้ความช่วยเหลือทางการเงิน โดยเตรียมจัดประชุมผู้ถือหุ้นกู้ ก.ย.นี้ เพื่อเจรจากำหนดกรอบการชำระหนี้ใหม่ให้สอดคล้องกับกระแสเงินสดและสภาพคล่องของบริษัท
ย้อนเส้นทางในตลาดหุ้นไทย
CHO เข้าตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ (mai) เมื่อ 13 พ.ค.56 ราคา IPO อยู่ที่ 1.80 บาท (พาร์ 0.25 บาท)
ทำธุรกิจ ออกแบบ สร้างสรรค์ ผลิตตัวถัง ติดตั้งระบบวิศวกรรมทางยานยนต์เพื่อการพาณิชย์ ให้บริการเทคโนโลยีระบบราง รวมทั้งผลิตและให้บริการเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมในการป้องกันประเทศ สินค้าและบริการของบริษัทฯ เช่น รถบรรทุก รถพ่วง รถบัส รถลำเลียงอาหารสำหรับเครื่องบิน รถไฟ รถดับเพลิง รถกู้ภัย รถหุ้มเกราะ รถลำเลียงพล เรือรบหลวง เป็นต้น
ช่วงแรกที่เข้าซื้อขาย เรียกความสนใจไม่น้อย โดยนอกจากธุรกิจหลัก ยังโชว์ศักยภาพด้านการเป็นผู้ประกอบการที่สามารถผลิต รถหุ้มเกราะ รถลำเลียงพล และเรือรบหลวง
ราคาหุ้นหลังเข้าเทรดอยู่ในเทรนด์ขาขึ้น จาก 1.80 บาท ขึ้นไปทำสถิติสูงสุดตลอดกาล (All Time High) ที่ 5.95 บาท ช่วง ก.ย.57 หรือกว่า 230% ช่วงเวลาเพียงกว่า 1 ปี แต่จากนั้นเข้าสู่ขาลงต่อเนื่อง เพราะผลประกอบการเริ่มเข้าสู่ขาลงในปี 58 และพลิกขาดทุนปี 59 ต่อ เนื่องปี 60 แม้จะพลิกกำไรได้ปี 61-62 แต่กลังจากนั้นก็กลายเป็นขาดทุนยาวจนถึงปัจจุบัน

CHO เทรดต่ำบาทตั้งแต่กลางปี 62 และแทบไม่กลับไปยืนเหนือ 1 บาท ได้อีกเลย
ขนาด 22 พ.ย.66 เพิ่มพาร์เป็น 5 บาท จาก 0.25 บาท ปรับราคาหุ้นขึ้นมาปิด 2 บาท จากวันก่อนหน้าเปลี่ยนพาร์อยู่ที่ 0.11 บาท แต่ยืนระยะได้ไม่ถึงเดือน ก็กลับไปต่ำบาทเหมือนเดิม จนกลางปี 67 กลายเป็นหุ้นเศษสตางค์ เทรดต่ำกว่า 0.1 บาท
แม้ 29 เม.ย.68 เพิ่มพาร์อีกรอบเป็น 25 บาท จาก 5 บาท ดันราคาหุ้นขึ้นมาจาก 0.03 บาท ปิด 0.13 บาท ณ วันที่ใช้พาร์ใหม่ แต่ไม่กี่วันก็ลงไปต่ำกว่า 0.1 บาท เหมือนเดิม จนถูกขึ้น SP ครั้งแรกเมื่อ 4 มี.ค.69 เพราะไม่ส่งงบการเงินไตรมาส 1/69 โดยตลาดหลักทรัพย์ ให้โอกาสเทรดอีกครั้ง 4 มิ.ย.-3 ก.ค.69 และเข้า SP อีกรอบจนถึงปัจจุบัน ราคาสุดท้ายอยู่ที่ 0.02 บาท
นอกจากนี้ CHO จ่ายปันผลแค่ 3 ปีแรกที่เข้าตลาดฯ หลังจากนั้นไม่มีการจ่ายเงินปันผลให้ผู้ถือหุ้นเลยจนถึงปัจจุบัน
ส่องผู้ถือหุ้นใหญ่และผู้บริหาร
เดิม CHO ถือหุ้นใหญ่โดย “สุรเดช ทวีแสงสกุลไทย” ซึ่งดำรงตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหารด้วย หลัง IPO ถือหุ้นสัดส่วน 45.35% แต่ลดสัดส่วนการถือหุ้นลงต่อเนื่อง ปัจจุบันถือสัดส่วนเพียง 9.53% อยู่ลำดับ 2 ซึ่งผู้ถือหุ้นใหญ่คือ “สุกฤตย์ สุรบถโสภณ” อดีต กรรมการผู้จัดการใหญ่ บมจ.ไออาร์พีซี (IRPC) และผู้บริหารในหลายบริษัทเครือฯ ปตท.
“สุรเดช ทวีแสงสกุลไทย” นอกจากเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่และผู้บริหาร CHO ยังเป็นผู้ร่วมก่อตั้ง “ขอนแก่นโมเดล” เป็นประธานกรรมการ บริษัท ขอนแก่นพัฒนาเมือง (เคเคทีที) จำกัด ซึ่งเป็นต้นแบบการรวมกลุ่มภาคเอกชนเพื่อพัฒนาเมือง (เช่น โครงการรถไฟฟ้ารางเบา)
ขณะที่การเลือกตั้งต้นปี 69 ที่ผ่านมา “สุรเดช ทวีแสงสกุลไทย” ลงสมัครรับเลือกตั้งในนามพรรค “ไทยสร้างไทย” แต่คะแนนไม่ถึง
ข้อมูล ณ 16 มี.ค.69 มีผู้ถือหุ้นรายย่อยในบริษัทนี้รวม 8,569 ราย
ติดตามบทความเจาะลึกหุ้นรายตัวเพิ่มเติมที่ : https://url.in.th/w-efin-stockarticles