นักวิเคราะห์ ประเมินหุ้น BANPU หลังควบรวม BPP เสร็จแล้ว กลับมาเทรดใหม่ชื่อเดิม มองบวกแนวโน้มธุรกิจและ Synergy คาดกำไรปี 69-70 เพิ่มขึ้น 19-22% ให้ราคาเหมาะสม 14.50-16.50 บาท มองยีลด์ปันผลทั้งปี 69 สูงเกิน 4.5%
หุ้นใหม่ชื่อเดิมเข้าเทรด 4 ส.ค.69
บมจ.บ้านปู (BANPU) กลับเข้ามาซื้อขายใหม่เรียบร้อย เมื่อ 4 ส.ค.2569 หลังควบรวมกิจการกับ บมจ.บ้านปู เพาเวอร์ (BPP) โดยใช้ชื่อบริษัทเดิมและชื่อย่อเดิม
หลังควบรวม BANPU มีทุนจดทะเบียนชำระแล้ว 4,049.62 ล้านบาท มูลค่าที่ตราไว้ (Par) หุ้นละ 10 บาท
4 ส.ค.ที่ผ่านมา เปิดการซื้อขายที่ 15.50 บาท ขึ้นไปสูงสุด 15.90 บาท ปิดการซื้อขายที่ 15.20 บาท มูลค่าการซื้อขาย 698.09 ล้านบาท (ก่อนควบรวม BANPU ราคาสุดท้ายอยู่ที่ 5.80 บาท ส่วน BPP อยู่ที่ 12 บาท โดยผู้ถือหุ้น BANPU เดิม 1 หุ้นจะได้หุ้นใหม่ 0.38242 หุ้น และผู้ถือหุ้น BPP เดิม 1 หุ้นจะได้หุ้นใหม่ 0.80208 หุ้น)
ราคาปิด 15.30 บาท คิดเป็นมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด (Market Cap.) ที่ 61,959.22 ล้านบาท (BANPU เดิมมีมาร์เก็ตแคป 58,109.64 ล้านบาท ส่วน BPP มีมาร์เก็ตแคป 36,572.78 ล้านบาท) โดยมีอัตราส่วนราคาหุ้นต่อมูลค่าทางบัญชีต่อหุ้น (P/BV) ที่ 0.50 เท่า
รายย่อยถือรวม 86,360 ราย พร้อมเปิดชื่อผู้ถือหุ้นใหญ่-ทีมบริหาร
ข้อมูล ณ 31 ก.ค.69 มีผู้ถือหุ้นรายย่อยรวม 86,360 ราย คิดเป็น Free Float สัดส่วน 87.64%
สำหรับผู้ถือหุ้นใหญ่ 10 รายแรก ประกอบด้วย
- บริษัท น้ำตาลมิตรผล จำกัด จำนวน 351,157,798 หุ้น สัดส่วน 8.67%
- บริษัท ไทยเอ็นวีดีอาร์ จำกัด จำนวน 302,344,364 หุ้น สัดส่วน 7.47%
- SOUTH EAST ASIA UK (TYPE C) NOMINEES LIMITED จำนวน 111,465,437 หุ้น สัดส่วน 2.75%
- บริษัท ทุนมิตรสยาม จำกัด จำนวน 88,082,047 หุ้น สัดส่วน 2.18%
- “ประทีป ตั้งมติธรรม” จำนวน 79,167,594 หุ้น สัดส่วน 1.95%
- “อิสระ ว่องกุศลกิจ” จำนวน 65,905,033 หุ้น สัดส่วน 1.63%
- RAFFLES NOMINEES (PTE) LIMITED จำนวน 54,428,676 หุ้น สัดส่วน 1.34%
- “พิพัฒน์ เตียธวัฒน์” จำนวน 53,538,800 หุ้น สัดส่วน 1.32%
- “ดิเรก วินิชบุตร” จำนวน 51,896,650 หุ้น สัดส่วน 1.28%
- กองทุนรวม วายุภักษ์หนึ่ง จำนวน 49,486,066 หุ้น สัดส่วน 1.22%
สำหรับทีมบริหารรายสำคัญ ประกอบด้วย
- “ชนินท์ ว่องกุศลกิจ” ประธานกรรมการ
- “สินนท์ ว่องกุศลกิจ” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร/กรรมการ
- “ดร.กิรณ ลิมปพยอม” ประธานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการ
- “จามร จ่าเมือง” ผู้อำนวยการสายอาวุโส-ธุรกิจเหมือง
- “อิศรา นิโรภาส” ผู้อำนวยการสายอาวุโส-ธุรกิจไฟฟ้า
- “ฐิติ เมฆวิชัย” ผู้ช่วยประธานเจ้าหน้าที่บริหาร-ธุรกิจก๊าซธรรมชาติ
- “สมิทธิพร เศรษฐปราโมทย์” ผู้อำนวยการสายอาวุโส-ธุรกิจเทคโนโลยีพลังงาน
- “อริศรา สกุลการะเวก” ประธานเจ้าหน้าที่บริหารการเงิน
โครงสร้างธุรกิจหลังควบรวม
สำหรับโครงสร้างธุรกิจใหม่ ดําเนินการภายใต้ 4 เสาหลักได้แก่ Next-Gen Mining (เหมืองถ่านหิน), U.S. Closed-loop Gas (ก๊าซธรรมชาติและCCUS), Power Plus (ธุรกิจผลิตไฟฟ้า, พลังงานหมุนเวียน และ Energy Trading) และ Future Tech (Data Center, ESS และธุรกิจพลังงานแห่งอนาคต)
สะท้อนการเปลี่ยนผ่านสู่การดําเนินธุรกิจให้สอดคล้องกับเป้าหมาย Net Zero จากการกระจายสัดส่วนไปยังธุรกิจที่ไม่ใช่ถ่านหินได้มากขึ้น
ด้านผลประโยชน์จากการควบรวมคาดจะช่วยลดความซับซ้อนของโครงสร้างองค์กรจากเดิมที่ BANPU และ BPP ต่างเป็นบริษัทจดทะเบียนและถือหุ้นไขว้กันกลายมาเป็นบริษัทเดียว ซึ่งจะช่วยเพิ่มความคล่องตัวในการบริหารธุรกิจและการจัดสรรเงินลงทุน พร้อมเพิ่มโอกาสสร้าง Synergy ระหว่างธุรกิจดั้งเดิมของ BANPU และธุรกิจโรงไฟฟ้าไฟฟ้าของ BPP ได้ดีขึ้นในระยะยาว
นอกจากนี้ มีการเสนออนุมัติ ออกขายหุ้นกู้ วงเงินรวมไม่เกิน 8 หมื่นล้านบาท เพื่อรองรับการดําเนินธุรกิจ การลงทุน และการบริหารโครงสร้างเงินทุนในอนาคต
“บล.เอเซีย พลัส” คาดกำไรปี 69-70 เพิ่มขึ้น 19-22%
บทวิเคราะห์ บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) เอเซีย พลัส ระบุว่า ในแง่ของการเปลี่ยนแปลงทางบัญชี เนื่องจากก่อนการควบรวม BANPU ถือหุ้นใน BPP ถึง 78.7% และรับรู้ผลประกอบการของ BPP ผ่านงบการเงินรวมอยู่แล้ว
ดังนั้นการควบรวมครั้งนี้ จึงมีผลเปลี่ยนแปลงรายการส่วนได้เสียที่ไม่มีอํานาจควบคุม (NCI) ให้ลดลง ส่งผลให้คาดการณ์กําไรปี 2569-70 เพิ่มขึ้นราว 19-22% จากประมาณการเดิม เป็น 3.6 และ 4.7 พันล้านบาท ตามลําดับ ขณะที่คาดอัตราส่วน D/E ยังทรงตัวใกล้เคียงเดิมที่ 1.8 เท่า
“บล.กสิกรไทย” มองบวกหลายประเด็น
ด้าน บทวิเคราะห์ บล.กสิกรไทย มองบวกต่อธุรกิจถ่านหินในช่วงเข้าสู่ไตรมาส 4/69 เนื่องจากการเข้าสู่ฤดูหนาวจะช่วยหนุนความต้องการใช้ถ่านหินเพื่อผลิตไฟฟ้า หนุนโดยปริมาณก๊าซธรรมชาติคงคลังในยุโรปที่ยังอยู่ในระดับค่อนข้างต่ำ ซึ่งจะทำให้ตลาดก๊าซตึงตัวและกระตุ้นให้มีการใช้โรงไฟฟ้าถ่านหินมากขึ้น ส่งผลให้ราคาถ่านหินในตลาดโลกได้แรงหนุนและปรับตัวสูงกว่าช่วงที่ผ่านมา
ธุรกิจ Shale Gas ในสหรัฐฯ จะมีราคาขายก๊าซเฉลี่ยที่ปรับตัวสูงขึ้นในช่วงฤดูหนาว เนื่องจากราคาก๊าซ Henry Hub มักปรับตัวเพิ่มขึ้นตามความต้องการใช้เพื่อให้ความร้อนที่สูงขึ้น แม้ BANPU จะทําสัญญาป้องกันความเสี่ยงสําหรับการผลิตก๊าซประมาณ 50% ที่ราคาประมาณ 3.6 ดอลลาร์สหรัฐฯ/mmbtu ซึ่งจํากัดโอกาสในการได้รับประโยชน์เต็มที่จากการขึ้นราคา แต่ปริมาณก๊าซที่ยังไม่ได้ทําสัญญาป้องกันความเสียงจะยังคงได้รับประโยชน์จากราคาตลาด (Spot Price) ที่แข็งแกร่งขึ้น ซึ่งจะช่วยสนับสนุนกําไรเพิ่มเติมในไตรมาส 4/69
ธุรกิจผลิตไฟฟ้า จะยังคงมีผลการดําเนินงานทรงตัว เพราะพอร์ตธุรกิจส่วนใหญ่เป็นโรงไฟฟ้า IPP ซึ่งมีรายได้ตามสัญญา แม้โรงไฟฟ้า BLCP มีกําหนดปิดซ่อมบํารุงตามแผนในไตรมาส 4/69 แต่ผลกระทบต่อกําไรจะมีจํากัด เนื่องจากเป็นการปิดซ่อมที่วางแผนไว้ล่วงหน้าและได้สะท้อนอยู่ในประมาณการแล้ว คาดธุรกิจไฟฟ้าจะยังคงสร้างกระแสเงินสดได้อย่างสม่ำเสมอ และช่วยชดเชยความผันผวนของราคาสินค้าโภคภัณฑ์ได้บางส่วน
เงินบาทที่อ่อนค่าลงจะเป็นปัจจัยบวกต่อกําไรของ BANPU เนื่องจากสกุลเงินหลักในการดําเนินงานเป็นดอลลาร์สหรัฐฯ ขณะที่รายได้ส่วนใหญ่เป็นสกุลดอลลาร์ฯ หรืออ้างอิงกับราคาที่กําหนดเป็นดอลลาร์ฯ นอกจากนี้ หนี้สินส่วนหนึ่งของบริษัทยังคงเป็นสกุลเงินบาท ทําให้สามารถรับรู้ทั้งกําไรจากการแปลงค่างบการเงิน และกําไรจากอัตราแลกเปลี่ยน ที่ยังไม่เกิดขึ้นจริงจากเงินกู้คงค้างได้
ปันผลยีลด์ดีเกิน 4% ราคาเหมาะสม 14.50-16.50 บาท
บล.เอเซีย พลัส ระบุว่า BANPU ประกาศจ่ายปันผลระหว่างกาล 0.4 บาท/หุ้น ขึ้น XD วันที่ 11 ก.ย.นี้ โดยคาดทั้งปีจะจ่ายเงินปันผลรวม 0.70 บาท ซึ่ง ณ ราคาเหมาะสมที่ 14.50 บาท BANPU จะมีอัตราเงินปันผลตอบแทน (Dividend Yield) ของปันผลระหว่างกาล 2.8% รวมทั้งปีจะอยู่ที่ 4.8% โดยแนะนำ “ถือ”
บล.กสิกรไทย คาด BANPU จะจ่ายปันผลปีนี้รวม 0.69 บาท เทียบกับราคาปิดล่าสุดที่ 15.20 บาท คิดเป็น Div. Yield ประมาณ 4.5% แนะนำ “ถือ” ราคาเหมาะสม 16.50 บาท
อ่านบทความวิเคราะห์หุ้นรายตัวแบบเชิงลึกเพิ่มเติมที่ : https://url.in.th/w-efin-stocknews