หุ้น AAV ราคาดิ่ง 2 วันติดกว่า 16% ทำ All Time Low หลัง “AirAsia Group Berhad” มาเลเซีย มีปัญหาทางการเงิน เสี่ยงล้ม วงการ แนะนำ “เลี่ยงลงทุน” แม้ “ไทย แอร์เอเชีย” จะไม่กระทบโดยตรง แต่แบกหนี้จากมาเลฯ เพียบ อาจมีปัญหา “สภาพคล่อง” หากได้รับชำระคืนไม่ทันหรือไม่ครบ
AAV ดิ่ง 2 วันติด แตะ All Time Low !
บมจ.เอเชีย เอวิเอชั่น (AAV) ราคาหุ้นรอบการซื้อขายช่วงเช้าวันนี้ (17 ก.ย.2569) ปรับตัวลดลงทำจุดต่ำสุดตั้งแต่เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ (All Time Low) ที่ 0.84 บาท (ต่ำสุดก่อนหน้านี้คือ 0.95 บาท เมื่อ 23 มิ.ย.68)
ราคาหุ้น 2 วันหลังลดลงต่ำสุด 16% จาก 15 ก.ย.69 ที่ปิด 1 บาท ขณะที่ปิดการซื้อขายช่วงเช้าวันนี้ที่ 0.86 บาท ลดลง 0.10 บาท หรือ 10.42% จากวันก่อนหน้า มูลค่าการซื้อขาย 266 ล้านบาท สูงสุดในรอบกว่า 5 เดือนหลัง ที่อยู่เฉลี่ย 53 ล้านบาทต่อวัน สะท้อนแรงขายที่ชัดเจน (มูลค่าการซื้อขายวันเดียวที่สูงกว่านี้คือ 282 ล้านบาท เมื่อ 1 เม.ย.ที่ผ่านมา ซึ่งวันนั้นหุ้นบวก 3.57%)
“AirAsia Group Berhad” เสี่ยงล้ม
ทั้งนี้ AAV ถูกปัจจัยลบเข้ามากดดันราคาหุ้น หลังรัฐบาลประเทศมาเลเซีย ติดตามฐานะการเงินของ “AirAsia Group Berhad” อย่างใกล้ชิด และได้เริ่มหารือกับสายการบินอื่น เพื่อประเมินความเป็นไปได้ ในการเข้ามารับช่วงต่อ หรือ รองรับส่วนแบ่งตลาดเส้นทางบินภายในประเทศมาเลเซียของ “AirAsia” หากวิกฤตทางการเงินรุนแรงขึ้น
บทวิเคราะห์ บริษัทหลักทรัพย์ (บล.)กรุงศรี ระบุว่า รัฐบาลมาเลเซีย เริ่มวางแผนรับมือปัญหาการเงิน ของสายการบินแอร์เอเชีย (AirAsia) โดยสอบถาม “Malaysia Airlines” และ “Batik Air” ว่าสามารถรองรับเส้นทาง และ ผู้โดยสารภายในประเทศของ “แอร์เอเชีย” ได้หรือไม่ หากเกิดสถานการณ์จำเป็น
ทั้งนี้ “AirAsia” รายงานผลประกอบการไตรมาส 2/69 ขาดทุนสุทธิ 831 ล้านริงกิต มีหนี้สินหมุนเวียนกว่า 1.84 หมื่นล้านริงกิต อีกทั้งยังค้างชำระค่าบริการสนามบินกับ “MAHB” อย่างน้อย 500 ล้านริงกิต และปัจจุบันยังถูกกดดันจากราคาน้ำมัน Jet ที่พุ่งขึ้นอีกด้วย
อย่างไรก็ตาม “AirAsia” กำลังเร่งระดมทุนสูงสุด 1 พันล้านดอลลาร์ จากตลาดตราสารหนี้ต่างประเทศ และ วงเงินสินเชื่อในประเทศอีก 700 ล้านริงกิต เพื่อปรับโครงสร้างหนี้ โดย “AirAsia” ยืนยันเป้าหมายระดมทุนที่วางไว้ เพียงพอต่อความต้องการและ บริษัทยังคงดำเนินงานตามปกติ
มองเป็น “ลบ” แม้ “ไทย แอร์เอเชีย” ไม่ได้รับผลกระทบโดยตรง
บทวิเคราะห์ บล.กรุงศรี มีมุมมอง “Negative” ต่อ AAV แม้สถานการณ์ของ “AirAsia” จะไม่กระทบโดยตรงต่อการดำเนินธุรกิจของ “ไทย แอร์เอเชีย” (AAV ถือหุ้น 100%) แต่มีผลทางอ้อมจากการสูญเสียความได้เปรียบเชิงการแข่งขัน เช่น Network เส้นทางบินของกลุ่ม อำนาจต่อรองในการสั่งซื้อเครื่องบิน และความร่วมมืออื่นๆ ภายในกลุ่ม
อีกทั้งในงบไตรมาส 2/69 ระบุว่า AAV มีลูกหนี้ที่เกี่ยวข้องกว่า 1.4 หมื่นล้านบาท (หนี้ค้างชำระ 7-8 พันล้านบาท หรือ 0.59 บาท/หุ้น) ทำให้มีความเสี่ยงอาจกลายเป็นหนี้เสียหาก “AirAsia” ล้ม ซึ่งจะทำให้ผลประกอบการ และ ราคาเป้าหมายมี Downside
นอกจากนี้ AAV ยังมีความเสี่ยงสูงสุดในกลุ่ม จากสถานการณ์สงครามในตะวันออกกลางที่กลับมารุนแรง ดังนั้นแม้ขณะนี้ราคาหุ้น AAV จะต่ำกว่าราคาเป้าหมายที่ 1.19 บาท แต่ “ไม่แนะนำเข้าลงทุน” ต้องติดตาม 2 ประเด็นความเสี่ยงข้างต้นอย่างใกล้ชิด
เช่นเดียวกับ บทวิเคราะห์ บล. อินโนเวสท์ เอกซ์ มองว่า แม้ประเด็นข้างต้น เป็นการการเตรียมแผนรองรับสถานการณ์ฉุกเฉิน เพราะปัจจุบันสายการบิน “AirAsia” ยังคงดำเนินงานตามปกติในตลาดมาเลเซีย ขณะเดียวกันไม่ใช่ปัญหาการดำเนินงานของ AAV ในประเทศไทยโดยตรง แต่อาจกดดันความเชื่อมั่นต่อหุ้นในระยะสั้น
ขณะที่ AAV ยังมีประเด็นสภาพคล่องของตนเองที่ต้องติดตาม แนะนำ “NEUTRAL” ราคาเป้าหมาย 1 บาท
VI แนะจับตาความเสี่ยง “สภาพคล่อง” ของ “ไทย แอร์เอเชีย”
“เซียนมี่” หรือ “ทิวา ชินธาดาพงศ์” นักลงทุนแนวเน้นคุณค่า (Value Investor – VI) ชื่อดัง แสดงความเห็นต่อหุ้น AAV ผ่านเพจ Facebook ส่วนตัวไว้อย่างน่าสนใจว่า
AAV ไม่ได้เสี่ยงแค่น้ำมันแพง แต่กำลังมี “เงินค่าตั๋ว” ค้างอยู่กับกลุ่ม “AirAsia” มาเลเซีย จำนวนมาก
จากงบไตรมาส 2/69 กลุ่ม AAV มีลูกหนี้จากบริษัทที่เกี่ยวข้องกันในมาเลเซีย ซึ่งเป็นผู้รับเงินค่าโดยสารแทนประมาณ 14,028 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจาก 8,374 ล้านบาท ณ สิ้นปี 68 และ 12,132 ล้านบาท ณ สิ้นไตรมาสแรก
จำนวนข้างต้น แบ่งเป็น ยังไม่ถึงกำหนดชำระ 6,411 ล้านบาท, ค้างชำระไม่เกิน 3 เดือน 7,322 ล้านบาท, ค้างเกิน 3 เดือน 295 ล้านบาท รวมยอดค้างชำระ 7,617 ล้านบาท หรือประมาณ 0.59 บาทต่อหุ้น
ตัวเลข 0.59 บาทต่อหุ้น ไม่ได้แปลว่าจะต้องขาดทุนทั้งหมด เพราะลูกหนี้ส่วนใหญ่ค้างไม่เกิน 3 เดือน และบริษัทระบุว่า ยังได้รับชำระคืนอย่างต่อเนื่องจนถึงเดือน ส.ค.ที่ผ่านมา เพียงแต่ไม่ได้เปิดเผยว่าเก็บกลับมาแล้วเท่าไร
สิ่งที่ต้องกังวลคือ ยอดลูกหนี้เพิ่มขึ้นรวดเร็วมาก และ AAV ตั้งสำรองผลขาดทุนด้านเครดิตไว้เพียงประมาณ 122 ล้านบาท หากฐานะการเงินของลูกหนี้อ่อนแอลงหรือระยะเวลาชำระเงินยืดออก บริษัทอาจต้องเพิ่มสำรองในอนาคต
ความเสี่ยงของ AAV จึงไม่ใช่แค่ผลประกอบการของ “Thai AirAsia” แต่รวมถึง “Counterparty Risk” หรือ ความสามารถของบริษัทในกลุ่มมาเลเซีย ที่จะส่งเงินค่าตั๋วกลับมาให้ตรงเวลา
ทั้งหมดนี้สะท้อนจุดเปราะบางของธุรกิจสายการบิน Low Cost ได้อย่างชัดเจน เพราะโมเดล Low Cost ต้องอาศัยราคาตั๋วต่ำ อัตราบรรทุกสูง ใช้เครื่องบินให้มากที่สุด และควบคุมต้นทุนต่อที่นั่งอย่างเข้มงวด กำไรต่อผู้โดยสารค่อนข้างบาง แต่ต้นทุนสำคัญอย่างน้ำมัน ค่าเช่าเครื่องบิน และค่าซ่อมบำรุงจำนวนมากเป็นเงินดอลลาร์
เมื่อราคาน้ำมันพุ่งอย่างรวดเร็ว สายการบินไม่สามารถขึ้นราคาตั๋วตามได้ทันที เพราะขายตั๋วล่วงหน้าไปแล้ว และถ้าขึ้นราคาแรงเกินไปก็อาจกระทบความต้องการเดินทาง ขณะที่การลดเที่ยวบินเพื่อประหยัดน้ำมันก็ทำให้ต้นทุนคงที่ถูกหารด้วยจำนวนที่นั่งน้อยลง ต้นทุนต่อที่นั่งจึงอาจสูงขึ้นอีก
Low Cost จึงไม่ได้แปลว่าเป็นธุรกิจที่ทนต่อภาวะต้นทุนแพงได้เสมอไป แต่หมายถึงธุรกิจที่ต้องรักษาต้นทุนต่ำและกระแสเงินสดหมุนเร็วอยู่ตลอดเวลา เมื่อเจอน้ำมันแพงพร้อมกับหนี้สูงและเงินสดตึง ความแข็งแกร่งของโมเดลนี้จะถูกทดสอบอย่างหนัก
สำหรับ AAV ประเด็นที่นักลงทุนต้องติดตามต่อไปไม่ใช่เพียงจำนวนผู้โดยสารและราคาน้ำมัน แต่ต้องดูด้วยว่าเงินค่าตั๋วที่ค้างอยู่กว่า 14,000 ล้านบาท จะถูกส่งกลับมาเร็วแค่ไหน ยอดค้างชำระ 7,617 ล้านบาทลดลงหรือไม่ และบริษัทต้องเพิ่มสำรองเครดิตในงบไตรมาสถัดไปหรือเปล่า
เพราะต่อให้ “Thai AirAsia” ขายตั๋วได้ดี แต่ถ้าเงินสดยังกลับมาไม่ทันเวลา ปัญหาก็จะเปลี่ยนจากเรื่อง “กำไร” กลายเป็นเรื่อง “สภาพคล่อง” ทันที