ประเด็นร้อน

เปิดโผ 20 หุ้นต่างชาติขายสูงสุด หลังปีนี้เทไปแล้วสุทธิรวม 3.9 หมื่นลบ.

เปิดโผ 20 หุ้นต่างชาติขายสูงสุด หลังปีนี้เทไปแล้วสุทธิรวม 3.9 หมื่นลบ.

ต่างชาติกดขายหุ้นไทยตั้งแต่ต้นปี 3.9 หมื่นล้านบาท ล่าสุด 5 พ.ค.วันเดียว เทไปกว่าหมื่นล้านบาทแบบไร้ Big Lot วงการมองปรับพอร์ตระยะสั้น เหตุกังวลสหรัฐฯ ขึ้นดอกเบี้ย-QE Tapering-ยอดติดโควิดในประเทศพุ่ง แต่ระยะยาวยังมองบวก เชื่อไหลกลับครึ่งปีหลัง พร้อมเปิดโผ 20 หุ้นที่ถูกขายสูงสุด


*** ต่างชาติถล่มขายหุ้นไทย 3.9 หมื่นล้านบาท


ข้อมูลการซื้อขายแยกตามกลุ่มนักลงทุนตั้งแต่ต้นปีถึง 7 พ.ค.64 (YTD) พบว่า นักลงทุนต่างชาติขายสุทธิสูงสุด 3.9 หมื่นล้านบาท สูงสุดเมื่อเทียบกับนักลงทุนกลุ่มอื่น โดยนักลงทุนสถาบันขายสุทธิ 3.78 หมื่นล้านบาท ขณะที่นักลงทุนภายในประเทศซื้อสุทธิ 7.59 หมื่นล้านบาท และบัญชีบริษัทหลักทรัพย์ซื้อสุทธิ 986 ล้านบาท 


ทั้งนี้นักลงทุนต่างชาติเริ่มขายสุทธิตั้งแต่ต้นปี โดยข้อมูลการซื้อขายรายเดือนพบว่า มีการขายสุทธิทุกเดือนตั้งแต่ ม.ค.64 เป็นต้นมา หลังจากที่ซื้อสุทธิ 3.25 หมื่นล้านบาท และ 2,440 ล้านบาท เมื่อเดือน พ.ย.-ธ.ค.63 


ขณะเดียวกันเมื่อ 5 พ.ค.ที่ผ่านมา นักลงทุนต่างชาติขายหุ้นภายในวันเดียวถึง 1.05 หมื่นล้านบาท โดยไม่มีรายการ Big Lot มูลค่าหลักพันล้านบาทเลย ซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไม่บ่อยนัก โดยครั้งล่าสุดเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 15 ส.ค.62 ต่างชาติขายสุทธิหุ้นไทย 1.2 หมื่นล้านบาท แต่วันนั้นมีรายการ Big Lot หุ้น INTUCH และ INTUCH-F รวมกันราว 1.6 หมื่นล้านบาท
 

มูลค่าการซื้อขายหุ้นไทยแยกตามกลุ่มนักลงทุนตั้งแต่ต้นปี (หน่วย : ล้านบาท)

เดือน

นักลงทุนต่างชาติ

นักลงทุนสถาบัน

นักลงทุนในประเทศ

บัญชีบริษัทหลักทรัพย์

รวม YTD

-39,072

-37,786

75,872

986

พ.ค.64

-6,255

-1,169

9,828

-2,404

เม.ย.64

-3,446

-14,115

19,041

-481

มี.ค.64

-87

7,627

-9,916

2,376

ก.พ.64

-18,609

-14,110

30,283

2,436

ม.ค.64

-10,675

-16,019

27,636

-942

ที่มา : ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ข้อมูล ณ 7 พ.ค.64


*** วงการชี้ต่างชาติปรับพอร์ตระยะสั้น เหตุกังวลสหรัฐฯ ขึ้นดบ.-QE Tapering-ผู้ติดเชื้อโควิดพุ่งต่อเนื่อง

"ภากร ปีตธวัชชัย" กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ประเมินว่า สาเหตุที่นักลงทุนต่างชาติขายหุ้นไทยต่อเนื่องตั้งแต่ต้นปี เป็นภาวะ Over Reaction ระยะสั้น จากปัจจัยภายนอกเป็นหลัก หลังธนาคารกลางต่างๆ ออกมาเปิดเผยถึงแผนการปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบาย และการดึงสภาพคล่องกลับออกจากระบบ (QE Tapering) ประกอบกับผลกระทบจากโควิด-19 ในประเทศ ส่งผลให้นักลงทุนต่างชาติมีการปรับพอร์ต 


ด้าน "ไพบูลย์ นลินทรางกูร" ประธานกรรมการสภาธุรกิจตลาดทุนไทย ระบุว่า สาเหตุที่นักลงทุนต่างประเทศมีสถานะขายสุทธิ เนื่องจากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยช้ากว่า และความน่าสนใจน้อยกว่าตลาดหุ้นขนาดใหญ่ เช่น สหรัฐฯ ส่งผลให้นักลงทุนดึงกระแสเงินกลับ ขณะเดียวกันมีปัจจัยลบเพิ่มจากความกังวลที่สหรัฐฯ อาจจะปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายเร็วกว่าที่คาดการณ์เอาไว้ รวมถึงถูกดดันจากจำนวนผู้ติดเชื้อโควิด-19 ในประเทศที่ปรับขึ้นแตะระดับ 2,000 คนต่อวันอีกครั้ง


เช่นเดียวกับ "สรพล วีระเมธีกุล" ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) กสิกรไทย ระบุว่า นักลงทุนต่างชาติขายหุ้นไทย จากความกังวลสหรัฐปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย ภายหลัง "เจเน็ต เยลเลน" รัฐมนตรีคลังสหรัฐ ส่งสัญญาณปรับขึ้นดอกเบี้ยแทนธนาคารสหรัฐ (เฟด) ซึ่งเกิดขึ้นเร็วกว่าที่นักวิเคราะห์ประเมินเอาไว้ และความกังวลจำนวนผู้ติดเชื้อโควิด-19 ในประเทศที่ยังเพิ่มขึ้น สวนทางกับอัตราการฉีดวัคซีนที่ยังอยู่ในระดับต่ำ


*** เปิดโผ 20 หุ้นถูกต่างชาติขายสูงสุดตั้งแต่ต้นปี


"สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย" สำรวจการซื้อขายหุ้นไทยของนักลงทุนต่างชาติผ่าน บริษัท ไทยเอ็นวีดีอาร์ จำกัด (NVDR) ซึ่งมีสัดส่วนการซื้อขาย 50% ของนักลงทุนต่างชาติทั้งหมด พบว่ามี 252 บริษัทจดทะเบียน (บจ.) ถูก NVDR ขายสุทธิตั้งแต่ต้นปี มูลค่ารวม 3.98 หมื่นล้านบาท โดย 20 อันดับแรกที่มูลค่าขายสุทธิสูงสุดได้แก่
 

20 หุ้นที่ NVDR ขายสุทธิสูงสุดแต่ต้นปี

ชื่อย่อหุ้น

NVDR ขายสุทธิ (ลบ.)

ราคาปิด 7 เม.ย.64 (บ.)

%chg YTD

%chg 1M

BDMS

-3,308

21.7

4.33

0.93

GPSC

-3,085

73.25

-0.68

-0.34

CPN

-2,392

51.75

8.38

-2.82

INTUCH

-2,179

64

13.78

11.79

AOT

-1,834

61.5

-1.2

-6.46

BEM

-1,674

7.9

-4.82

-3.66

BBL

-1,639

118.5

-

-5.58

STA

-1,553

47

77.36

-4.57

DELTA

-1,459

402

-17.28

11.05

ADVANC

-1,439

170

-3.41

-

BTS

-1,400

8.9

-4.3

-3.78

EA

-1,338

61.25

24.37

2.51

EGCO

-1,068

177.5

-7.79

-1.11

MINT

-882

29.25

13.59

-5.65

SAWAD

-758

82.5

25.48

-0.30

BLAND

-717

1.08

-7.69

-0.92

JMART

-706

41.5

107.5

-2.35

DTAC

-673

31.75

-4.51

0.79

TQM

-623

119

-11.52

-2.86

KTC

-620

73.5

23.53

-4.23

ที่มา : ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ข้อมูล ณ 7 พ.ค.64


20 บจ.ข้างต้นมูลค่าการขายสุทธิของ NVDR รวม 2.93 หมื่นล้านบาท โดย 13 บริษัทถูกขายมากกว่าพันล้านบาท บมจ.กรุงเทพดุสิตเวชการ (BDMS) ถูกขายสูงสุด 3,308 ล้านบาท รองลงมาคือ บมจ.โกลบอล เพาเวอร์ ซินเนอร์ยี่ (GPSC) ที่ NVDR ขายสุทธิ 3,085 ล้านบาท


ขณะที่เมื่อสำรวจราคาหุ้น ส่วนใหญ่อยู่ในแดนลบ โดยเฉพาะช่วง 1 เดือนหลังสุดที่ราคาหุ้นติดลบถึง 15 บริษัท บมจ.ท่าอากาศยานไทย (AOT) ราคาหุ้น 1 เดือนหลังติดลบ 6.46% 


ส่วนเมื่อเทียบผลตอบแทนราคาหุ้นตั้งแต่ต้นปีพบว่าติดลบ 11 บริษัท โดย บมจ.เดลต้า อีเลคโทรนิคส์ (ประเทศไทย) หรือ DELTA ราคาหุ้น YTD ติดลบ 17.28%


อย่างไรก็ตาม บมจ.อินทัช โฮลดิ้งส์ (INTUCH) ผลตอบแทนราคาหุ้นกลับเพิ่มขึ้นทั้ง YTD และ 1 เดือนหลังสุด ที่ 13.78% และ 11.79% ส่วน บมจ.เจ มาร์ท (JMART) ราคาหุ้น YTD ให้ผลตอบแทน 107.5%


*** กูรูมั่นใจระยะยาวเงินนอกยังไหลเข้า แนะเก็บหุ้น Commodity


"ไพบูลย์ นลินทรางกูร" ประเมินว่า ในช่วงครึ่งปีหลัง นักลงทุนต่างประเทศจะเริ่มกลับเข้ามาซื้อหุ้นไทยมากขึ้น เนื่องจากเป็นช่วงที่เศรษฐกิจของกลุ่มประเทศเกิดใหม่จะฟื้นตัวได้หลังได้รับการฉีดวัคซีนป้องกันโควิด-19 ครอบคลุมมากขึ้น ประกอบกับ Valuation ของตลาดหุ้นในภูมิภาคปัจจุบันยังถูกกว่าสหรัฐฯ และตลาดหุ้นไทยยังมีปัจจัยบวกหนุนจากการเตรียมเปิดประเทศในช่วงเดือน ก.ค.นี้


ทั้งนี้ช่วงที่นักลงทุนต่างประเทศยังมีสถานะขายสุทธิ แนะนำ "ทยอยสะสม" หุ้นที่อิงกับวัฎจักรการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก อาทิ หุ้นในกลุ่มธนาคารพาณิชย์ ที่หนี้เสีย (NPL) มีแนวโน้มลดลง และกลุ่มหุ้นท่องเที่ยว ที่ขณะนี้กำลังอยู่ในจุดต่ำสุด แต่กำลังจะได้รับปัจจัยบวก จากการเตรียมเปิดประเทศในช่วงครึ่งปีหลัง 


"เชื่อว่าหุ้นไทยมีแนวโน้มอยู่ในขาขึ้นใน 12 เดือนข้างหน้า จากปัจจัยวัคซีน, การเปิดประเทศ และกำไรบริษัทจดทะเบียน (บจ.) เติบโต คาดจะหนุนเม็ดเงินต่างชาติจะทยอยซื้อในครึ่งหลังปี 64" ไพบูลย์ กล่าว


ด้าน "เทิดศักดิ์ ทวีธีระธรรม" ผู้ช่วยกรรมการผู้อำนวยการ ฝ่ายวิจัย บล.เอเซีย พลัส ระบุว่า แม้นักลงทุนต่างประเทศจะมีสถานะขายสุทธิหุ้นไทย แต่เงินลงทุนยังไม่ได้ไหลออกนอกประเทศ ซึ่งกลุ่มนักลงทุนดังกล่าวหมุนเงินจากตลาดหุ้นไทย ไปพักในตราสารหนี้ชั่วคราว เนื่องจากมีความกังวลกับสถานการณ์การแพร่ระบาดโควิด-19 โดยในระยะถัดไปมองว่านักลงทุนต่างประเทศ จะเริ่มกลับมาซื้อหุ้นไทยมากขึ้น เนื่องจากผลประกอบการไตรมาส 1/64 ของบริษัทจดทะเบียน (บจ.) เติบโตดีกว่าที่ตลาดคาดการณ์ ส่งผลให้นักวิเคราะห์จะต้องปรับประมาณการณ์ขึ้นอีก ขณะที่ การแพร่ระบาดโควิด-19 ระลอก 3 ในประเทศไทย มองว่ากำลังจะถึงจุดสิ้นสุดแล้ว เนื่องจากภาครัฐกำลังเตรียมฉีดวัคซีนป้องกันโควิด-19 ในวงกว้างขึ้น ซึ่งจะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนมากขึ้น


ส่วนกลยุทธ์การลงทุน แนะนำ"ทยอยซื้อ"กลุ่มหุ้นสินค้าโภคภัณฑ์ (Commodity) และ กลุ่มหุ้นส่งออก เพราะเป็นกลุ่มที่อิงกับการเติบโตของเศรษฐกิจโดยตรง ซึ่งภาพรวมเศรษฐกิจขณะนี้กำลังอยู่ในช่วงฟื้นตัว โดยหุ้นใน 2 กลุ่มดังกล่าว จะได้รับอานิสงส์จากปัจจัยดังกล่าวมากที่สุด


ขณะที่ "ณรงค์เดช จันทรไพศาล" นักวิเคราะห์การลงทุนปัจจัยพื้นฐานด้านตลาดทุน บล.ไอร่า มองว่า ระยะสั้นนักลงทุนต่างประเทศยังมีแนวโน้มขายหุ้นไทยต่อ จากภาวะเศรษฐกิจที่ยังฟื้นตัวช้า สวนทางกับตลาดหุ้นสหรัฐฯ ที่ฟื้นตัวแรงตามเศรษฐกิจ ส่งผลให้เม็ดเงินไหลกลับไป


แต่ช่วงครึ่งปีหลัง เศรษฐกิจของประเทศเกิดใหม่จะฟื้นตัวได้โดดเด่นกว่าสหรัฐฯ ตามการทยอยฉีดวัคซีนป้องกันโควิด-19 ที่ทำได้มากขึ้น ประกอบกับตลาดหุ้นสหรัฐฯ Valuation เริ่มตึงตัว จึงมองว่าจะเป็นจังหวะที่นักลงทุนต่างประเทศ มองหาตลาดใหม่ที่มีภาพฟื้นตัวโดดเด่น โดยตลาดหุ้นไทยเป็น 1 ในตัวเลือกนั้น หากรัฐบาลสามารถฉีดวัคซีนป้องกันโควิด-19 ได้ตามเป้า ซึ่งจะช่วยกระตุ้นความเชื่อมั่นของนักลงทุน และการเติบโตของเศรษฐกิจในประเทศได้


สำหรับกลยุทธ์การลงทุน แนะนำ "ทยอยสะสม" หุ้นในกลุ่ม Global Pay และ กลุ่มหุ้น Commodity เนื่องจากราคาหุ้นมักปรับตัวขึ้นตามสินทรัพย์อ้างอิง เช่นราคาถัวเหลือง หรือน้ำมันดิบ ที่มักมีราคาสูงขึ้นตามการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก







ข่าวหุ้นอื่นๆที่น่าสนใจ

RECOMMENDED NEWS

ข่าวหุ้นยอดนิยม

Refresh




LATEST NEWS

ข่าวหุ้นล่าสุด

Refresh

ดูข่าวทั้งหมด