ประเด็นร้อน

หุ้น "ทีวีดิจิทัล" ผ่านจุดต่ำสุด ดันราคาพุ่ง-กำไรฟื้น

หุ้น

หุ้นทีวีดิจิทัลฟื้น พบ 6 จาก 8 บจ.ราคาปีนี้วิ่งแรง 41-71% แถม 5 บจ.พุ่งทำนิวไฮในรอบมากกว่า 2 ปี ผ่างบ Q1/64 โตเกือบยกแผงเฉลี่ย 258% มีถึง 5 บริษัทพลิกกำไรจากช่วงเดียวกันปีก่อนขาดทุน วงการมองฟื้นตัวต่อเนื่อง หลังส่วนใหญ่ลุยปรับโครงสร้างลดต้นทุนอย่างมีนัยสำคัญ แถมเม็ดเงินโฆษณาเริ่มกลับมาดีวันดีคืน มั่นใจอุตสาหกรรมผ่านจุดต่ำสุดไปแล้ว


*** หุ้น "ทีวีดิจิทัล" ปี 64 ฟอร์มแรง ราคาพุ่งเฉลี่ย 40% สูงสุด 71%


"สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย" สำรวจความเคลื่อนไหวหุ้นกลุ่มที่ดำเนินธุรกิจ "ทีวีดิจิทัล" ตั้งแต่ต้นปี (Year to date) พบว่า ราคาหุ้นปรับตัวเพิ่มขึ้นเฉลี่ยถึง 40% ประกอบด้วย 
 

ราคาหุ้น “ทีวีดิจิทัล” ปี 64 (YTD)

ชื่อย่อหุ้น

ราคาปิด 4 มิ.ย. (บ.)

%chg YTD

ราคาสูงสุดปี 64 (บ.)

ราคาสูงสุดในรอบ (ปี)

GRAMMY

15.6

71

19

7

BEC

13.4

66

13.5

3

WORK

26

66

26.5

2

MCOT

6.7

58

7.2

N/A

RS

24.8

43

30

3

AMARIN

5.95

41

6.45

5

NMG

0.15

-12

0.23

N/A

MONO

2.06

-15

2.6

N/A

ที่มา : ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ข้อมูล ณ 4 มิ.ย.64


จากการสำรวจพบว่า มีบริษัทจดทะเบียน (บจ.) จำนวน 8 บริษัท ที่ธุรกิจ "ทีวีดิจิทัล" มีนัยต่อรายได้หรือกำไรสัดส่วนมากกว่า 30% ขึ้นไป ซึ่ง 6 จาก 8 บริษัทราคาหุ้นปีนี้ (สิ้นสุด 4 มิ.ย.64) ปรับตัวเพิ่มขึ้นระดับ 41-71% 

บมจ.จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ (GRAMMY) ราคาพุ่งสูงสุด 71% รองลงมาคือ บมจ.บีอีซี เวิลด์ (BEC) และ บมจ.เวิร์คพอยท์ เอ็นเทอร์เทนเมนท์ (WORK) ราคาเพิ่มขึ้น 66% เท่ากัน

ขณะเดียวกันมีถึง 5 บริษัท ที่ราคาหุ้นปีนี้ขึ้นไปทำจุดสูงสุด (New High) ในรอบมากกว่า 2 ปี โดย บมจ.จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ (GRAMMY) เคยขึ้นทำนิวไฮรอบ 7 ปีที่ 19 บาท รองลงมาคือ บมจ.อมรินทร์พริ้นติ้ง แอนด์ พับลิชชิ่ง (AMARIN) ทำนิวไฮรอบ 5 ปีที่ 6.45 บาท เช่นเดียวกับ บมจ.บีอีซี เวิลด์ (BEC) ที่ขึ้นทำนิวไฮรอบ 3 ปีที่ 13.5 บาท รวมถึง บมจ.อาร์เอส (RS) และ บมจ.เวิร์คพอยท์ เอ็นเทอร์เทนเมนท์ (WORK) ที่ทำนิวไฮในรอบ 3 ปี และ 2 ปี ตามลำดับ

ทั้งนี้มีเพียง 2 บริษัทที่ราคาหุ้นปรับตัวลดลงได้แก่ บมจ.เนชั่น มัลติมีเดีย กรุ๊ป (NMG) และ บมจ.โมโน เน็กซ์ (MONO)


*** พบกำไร Q1/64 ฟื้นเกือบยกแผง โตสูงสุด 872%


ขณะที่เมื่อสำรวจงบการเงินไตรมาส 1/64 ของ 8 บจ.ข้างต้นพบว่า เกือบทั้งหมดกำไรสุทธิปรับตัวเพิ่มขึ้น 19 - 872% หรือเฉลี่ย 258% ดังนี้
 

กำไรสุทธิ Q1/64 หุ้น “ทีวีดิจิทัล”

ชื่อย่อหุ้น

กำไร Q1/64 (ลบ.)

กำไร Q1/63 (ลบ.)

%chg YoY

GRAMMY

398

41

872

AMARIN

107

-18

685

WORK

118

46

155

BEC

139

-275

150

MCOT

36

-877

104

MONO

13

-390

103

NMG

-66

-81

19

RS

140

186

-25

ที่มา : ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ข้อมูล ณ 4 มิ.ย.64


6 จาก 8 บริษัทกำไรสุทธิปรับตัวเพิ่มขึ้นมากกว่า 100% ซึ่งมีถึง 5 บริษัทที่พลิกจากขาดทุนเป็นกำไร 

บมจ.จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ (GRAMMY) มีกำไรสุทธิ 398 ล้านบาท เติบโต 872% หลังปรับโครงสร้างธุรกิจส่งผลให้ต้นทุนการขายและบริการในไตรมาส 1/64 ลดลงถึง 33% สะท้อนกำไรสุทธิที่เติบโตอย่างมีนัยสำคัญ 

โดยเฉพาะการปรับโครงสร้างการลงทุนในธุรกิจร่วมค้า "เดอะ วัน เอ็นเตอร์ไพรส์ (ONEE)" ซึ่งดำเนินธุรกิจทีวีดิจิทัลช่อง ONE31 และ GMM25 เพื่อเตรียมตัวเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ (SET) หลังธุรกิจเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยก่อนไอพีโอ GRAMMY ถือหุ้น 31.27% ซึ่งไตรมาส 1/64 รับรู้ส่วนแบ่งกำไรจากบริษัทดังกล่าวถึง 66.5 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันปีก่อนที่รับรู้เพียง 3.6 ล้านบาท

ด้าน บมจ.อมรินทร์พริ้นติ้ง แอนด์ พับลิชชิ่ง (AMARIN) พลิกมีกำไรถึง 107 ล้านบาทในไตรมาส 1/64 จากช่วงเดียวกันปีก่อนที่ขาดทุน 18 ล้านบาท ส่วนหนึ่งมาจากการเติบโตอย่างต่อเนื่องของธุรกิจ "อมรินทร์ทีวี" ซึ่งมีสัดส่วนรายได้ถึง 40% ของธุรกิจทั้งหมด โดย AMARIN มีกำไรต่อเนื่องมา 3 ไตรมาสติดต่อกัน ตั้งแต่ไตรมาส 2/63 เป็นต้นมา

เช่นเดียวกับ บมจ.บมจ.บีอีซี เวิลด์ (BEC) ที่พลิกมีกำไรมา 3 ไตรมาสติดต่อกัน โดยไตรมาส 1/64 กำไรสุทธิ 139 ล้านบาท จากช่วงเดียวกันปีก่อนที่ขาดทุน 275 ล้านบาท

ขณะที่ บมจ.อสมท (MCOT) พลิกมีกำไรครั้งแรกในรอบ 6 ไตรมาส ที่ 36 ล้านบาท จากช่วงเดียวกันปีก่อนขาดทุน 877 ล้านบาท หลังบริหารค่าใช้จ่ายได้อย่างมีประสิทธิภาพลดลงถึง 76% เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และปรับรูปแบบการดำเนินธุรกิจที่ให้ความสำคัญกับการเช่าเวลามากขึ้น ส่งผลให้รายได้เพิ่มขึ้น โดยบริษัทจะมุ่งเน้นสร้างกำไรให้เติบโตอย่างต่อเนื่อง จากธุรกิจสื่อ Traditional ด้วยเนื้อหาแบบ Trusted Content ให้กับสังคม และเร่งสร้างแหล่งรายได้จากธุรกิจดิจิทัลรวมถึงสื่อใหม่

ส่วน บมจ.โมโน เน็กซ์ (MONO) พลิกมีกำไรไตรมาส 1/64 จากช่วงเดียวกันปีก่อนขาดทุนถึง 390 ล้านบาท นับเป็นกำไรติดต่อกัน 2 ไตรมาสจากไตรมาส 4/63 หลังขาดทุนมาต่อเนื่องถึง 9 ไตรมาสก่อนหน้านั้น

ฟาก บมจ.เนชั่น มัลติมีเดีย กรุ๊ป (NMG) ซึ่งเป็นบริษัทเดียวที่ยังขาดทุนในไตรมาส 1/64 แต่เป็นการขาดทุนลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อน

สำหรับ บมจ.อาร์เอส (RS) แม้จะปรับโครงสร้างธุรกิจเป็นกลุ่ม "พาณิชย์" แต่รายได้จากธุรกิจสื่อ ณ สิ้นปี 63 ยังอยู่ในระดับ 30% โดยลดลงเหลือ 26% ในไตรมาส 1/64 ซึ่งรายได้ส่วนใหญ่ของไลน์ธุรกิจนี้มาจากทีวีดิจิทัลช่อง 8


*** วงการเชื่อฟื้นตัวต่อเนื่อง หลังผ่านจุดต่ำสุด


"ถกล บรรจงรักษ์" นักกลยุทธ์ปัจจัยพื้นฐาน บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) หยวนต้า (ประเทศไทย) ระบุว่า ผลประกอบการหุ้นกลุ่มทีวีดิจิทัลฟื้นตัวจากเม็ดเงินโฆษณาทั้งอุตสาหกรรม โดยเดือน เม.ย.ที่ผ่านมา ฟื้นตัวถึง 33% ขณะที่ผลกระทบจากโควิด-19 ผ่านจุดต่ำสุดไปแล้วในปีก่อน โดยมองว่าระยะถัดไปจะมีภาพการฟื้นตัวแบบค่อยเป็นค่อยไป ตามเม็ดเงินโฆษณาที่จะถูกอัดฉีดเข้ามาตามภาวะเศรษฐกิจ 

ด้าน "กรภัทร วรเชษฐ์" ผู้อำนวยการ ฝ่ายวิจัยและบริการการลงทุน-กลยุทธ์การลงทุน บล.โนมูระ พัฒนสิน ระบุว่า สาเหตุที่ผลประกอบการ และราคาหุ้น กลุ่มทีวีดิจิทัลฟื้นตัว เนื่องจากหลายบริษัทมีการปรับลดขนาดองค์กรลง ซึ่งลดค่าใช้จ่ายได้อย่างมีนัยสำคัญ ขณะที่เม็ดเงินโฆษณาก็ฟื้นตัวดีขึ้นกว่าปีก่อนด้วย 

ทั้งนี้มองว่าผลการดำเนินงานหุ้นกลุ่มนี้จะเป็นภาพการฟื้นตัวตลอดทั้งปี ขณะที่ปี 65 ยังต้องติดตามการฟื้นตัวของเศรษฐกิจในประเทศ หากสามารถฟื้นตัวได้เร็วก็จะเป็นปัจจัยหนุนทางอ้อม เพราะจะทำให้เม็ดเงินโฆษณาเพิ่มขึ้นด้วย

ส่วน "วิจิตร อารยะพิศิษฐ" ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยหลักทรัพย์ บล.เมย์แบงก์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย) ระบุว่า ภาพรวมหุ้นกลุ่มทีวีดิจิทัลที่ดีขึ้นทั้งราคาและผลประกอบการเกิดจาก การปรับโครงสร้างธุรกิจก่อนหน้านี้ หลังได้รับผลกระทบจากการแข่งขัน รวมถึงสื่อโซเชี่ยลที่มีความสำคัญมากขึ้นต่อเนื่อง โดยเฉพาะการปรับลดต้นทุนของหลายองค์กร ประกอบกับตัวเลขการใช้สื่อโฆษณาพลิกกลับมาเติบโตขึ้นจากปีก่อนที่ได้รับผลกระทบรุนแรงจากการแพร่ระบาดโควิด-19 ซึ่งมองว่าระยะถัดไปมีโอกาสจะฟื้นตัวต่อเนื่อง 

สำหรับ กลยุทธ์การลงทุน แนะนำ รอจังหวะซื้อเมื่อราคาอ่อนตัว เนื่องจากราคาหุ้นส่วนใหญ่ปรับขึ้นมาพอสมควรแล้ว อย่างไรก็ตามมองว่าผลประกอบการในระยะถัดไปยังฟื้นตัวต่อเนื่อง

นอกจากนี้ "ประสิทธิ์ รัตนกิจกมล" ผู้อำนวยการอาวุโส บล.เอเซีย พลัส ระบุว่า ผลประกอบการหุ้นทีวีดิจิทัลฟื้นตัวขึ้นจากการลดต้นทุนภายในเป็นสำคัญ ขณะที่ผลกระทบจากค่าใบอนุญาตสัมปทานที่จ่ายให้ กสทช.ก็ลดลงต่อเนื่อง และปีนี้เม็ดเงินโฆษณาเริ่มฟื้นตัวอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งเหล่านี้ถือเป็นปัจจัยบวกต่อหุ้นในกลุ่ม ระยะถัดไปหลังรัฐบาลเริ่มฉีดวัคซีนโควิด-19 เป็นวงกว้างมากขึ้น จะส่งผลให้วิถีชีวิตของประชาชนกลับเข้าสู่ภาวะปกติ และเศรษฐกิจจะเริ่มฟื้นตัว ซึ่งจะสะท้อนไปที่เม็ดเงินโฆษณาด้วย 

 

 

 

 

 


 







ข่าวหุ้นอื่นๆที่น่าสนใจ

RECOMMENDED NEWS

ข่าวหุ้นยอดนิยม

Refresh




LATEST NEWS

ข่าวหุ้นล่าสุด

Refresh

ดูข่าวทั้งหมด