ประเด็นร้อน

กองทุนเทขายหุ้น ปรับพอร์ตหนีการเมือง รอช้อน 1,150จุด

กองทุนเทขายหุ้น ปรับพอร์ตหนีการเมือง รอช้อน 1,150จุด

กองทุนไทยผวาชุมนุมการเมืองยืดเยื้อ เทขายปรับพอร์ตหุ้นไทย 2 เดือนติด นับเป็นครั้งแรกในรอบ 14 เดือน มูลค่ากว่า 2.26 หมื่นล้านบาท โยกเงินลงทุนนอก-ไอพีโอ แต่วงการยังมองบวก คาดใกล้สะเด็ดน้ำ ความเสี่ยงขาลงเริ่มจำกัด รอสะสมหากดัชนีลงไป 1,100-1,150 จุด 


*** นักลงทุนสถาบันเทขายหุ้นไทย 2 เดือน 2.26 หมื่นลบ.

"สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย" สำรวจข้อมูลการซื้อขายหุ้นไทยของนักลงทุนสภาบันในประเทศ พบว่าล่าสุด มีการขายสุทธิ 2 เดือนติดต่อกัน (1 ก.ย.-22 ต.ค.63) โดยก่อนหน้านั้นมีสถานะเป็นซื้อสุทธิถึง 5 ใน 8 เดือน มูลค่ารวมกว่า 1 แสนล้านบาท และขายสุทธิเพียง 2 หมื่นล้านบาทเท่านั้น 

แต่ข้อมูล ณ สิ้นเดือน ก.ย.63 มีการขายสุทธิถึง 1.29 หมื่นล้านบาท สูงสุดในรอบ 14 เดือน ขณะเดียวกันเดือน ต.ค.63 มีการขายสุทธิต่อเนื่อง ล่าสุด ณ 22 ต.ค.63 มีสถานะขายสุทธิ 9,749 ล้านบาท

ส่งผลให้ยอดรวมซื้อสุทธิของนักลงทุนสถาบันในประเทศปีนี้ลดลงเหลือ 5.84 หมื่นล้านบาท จากสิ้นเดือน ส.ค.63 ที่อยู่ระดับ 8.1 หมื่นล้านบาท


*** กูรูชี้ขายหนีม็อบ-ตุนเงินซื้อไอพีโอ

"ไพบูลย์ นลินทรางกูร" ประธานกรรมการสภาธุรกิจตลาดทุนไทย (FETCO) และนายกสมาคมนักวิเคราะห์การลงทุน (IAA) ระบุว่า นักลงทุนสถาบันมีความกังวลการชุมนุมทางการเมืองที่เริ่มมีความรุนแรงขึ้น และกระจายการชุมนุมหลายพื้นที่ จึงขายหุ้นเพื่อลดความเสี่ยง เพราะเป็นภาวะที่มีความไม่แน่นอนสูง คาดเดาได้ยาก จากเดิมที่มีปัจจัยเศรษฐกิจในประเทศกดดันอยู่แล้ว 

ขณะที่ "สุเชษฐ์ สุขแท้" รองกรรมการผู้จัดการ บริษัทกลักทรัพย์ (บล.) เอเอสแอล เผยว่า กองทุนมีการปรับพอร์ตเพื่อลดความเสี่ยงจากการชุมนุมทางการเมือง ซึ่งไม่สามารถคาดการณ์ได้ว่าจะยืดเยื้อนานแค่ไหน หรือจะจบลงเมื่อใด 

ด้าน "เทิดศักดิ์ ทวีธีระธรรม" รองกรรมการผู้อำนวยการ สายงานวิจัย บล.เอเซีย พลัส เผยว่า นอกจากความกังวลทางการเมืองที่ส่งผลให้นักลงทุนสถาบันในประเทศขายหุ้นแล้ว ก่อนหน้านี้มีการขายหุ้นออกบางส่วนเพื่อเตรียมนำเงินไปจองซื้อหุ้นไอพีโอ บมจ.เอสซีจี แพคเกจจิ้ง (SCGP) ช่วง 9-14 ต.ต.ที่ผ่านมา โดยนักลงทุนสถาบัน 18 แห่งได้รับสิทธิจองซื้อหุ้น SCGP มูลค่ารวมกว่า 2.37 หมื่นล้านบาท ซึ่งเป็นเรื่องปกติที่เวลามีหุ้นขนาดใหญ่ขายไอพีโอ ซึ่ง SCGP มีมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด (มาร์เก็ตแคป) ระดับ 1.4-1.5 แสนล้านบาท  


*** บิ๊ก บลจ.รับ ขายปรับพอร์ต ลดเสี่ยง

"วิน พรหมแพทย์" ประธานเจ้าหน้าที่การลงทุน บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) พรินซิเพิล ระบุว่า ภาวะการเมืองที่เริ่มยืดเยื้อ ถือเป็นความเสี่ยงต่อการลงทุน ผู้จัดการกองทุนจึงมีการปรับพอร์ตลดความเสี่ยงหุ้นไทยที่คาดว่าจะได้รับผลกระทบจากสถานการนี้ไปก่อน โดยต้องรอดูสถานการณ์อย่างใกล้ชิด

ด้าน "มณฑล จุนชยะ" ประธานเจ้าหน้าที่บริหารการลงทุน บลจ.วรรณ เสริมว่า ตลาดหุ้นไทยยังขาดเสน่ห์ เนื่องจากยังไม่เห็นความชัดเจนจากหลายปัจจัยในระยะข้างหน้า โดยเฉพาะสถานการณ์การเมืองที่เริ่มส่อให้เห็นถึงความยืดเยื้อ ในมุมของนักลงทุนสถาบันแล้ว การลงทุนในตลาดหุ้นไทยคงต้องเลือกเป็นรายกลุ่มหรือเน้นการลงทุนในต่างประเทศแทน โดยลดน้ำหนักการลงทุนหุ้นไทยเหลือเพียง 10% เท่านั้น และปรับไปลงทุนหุ้นต่างประเทศกลุ่มเทคโนโลยีหรือกลุ่มอีคอมเมิร์ซเป็นหลัก

ขณะที่ "ประกิต สิริวัฒนเกตุ" ผู้อำนวยการอาวุโส บลจ.เมอร์ชั่นพาร์ทเนอร์ ระบุว่า ความไม่แน่นอนทางการเมืองในประเทศ โดยเฉพาะการชุมนุม เป็นสาเหตุสำคัญที่นักลงทุนสถาบันไทยเทขายหุ้นช่วงนี้ และย้ายเงินลงทุนไปยังตลาดหุ้นต่างประเทศ อาทิ สหรัฐฯ, จีน และญี่ปุ่น เพื่อลดความเสี่ยง และยังให้ผลตอบแทนสูงกว่าตลาดหุ้นไทย


*** ใกล้สะเด็ดน้ำ ความเสี่ยงขาลงเริ่มจำกัด

"วิน พรหมแพทย์" มองว่า ตลาดหุ้นไทยปัจจุบัน มี Downside เหลือเพียงแค่ 5% เท่านั้น และดัชนีหุ้นฯ จะไม่ลงไปต่ำกว่าช่วง 1,100 - 1,150 จุด ซึ่งคาดว่าในช่วงดัชนีดังกล่าวจะเป็นจังหวะที่กองทุนกลับมาซื้อหุ้นไทยอีกครั้ง โดยมองตลาดหุ้นไทยในช่วงที่เหลือของปี จะเป็นไปในทิศทาง Sideway และคาด SET Index ณ สิ้นปี 63 ปิดที่ 1,300 - 1,350 จุด ภายใต้เงื่อนไขการเมืองในประเทศคลี่คลาย และไม่เกิดความรุนแรง 

ด้าน "มณฑล จุนชยะ" ระบุว่า หากการเมืองมีความชัดเจน จะเห็นการกลับเข้ามาซื้อหุ้นไทยอีกครั้งจากกลุ่มนักลงทุนสถาบัน ส่วนการลงทุนในช่วงนี้ควรเป็นลักษณะ Dollar Cost Averaging (DCA) ผ่านกองทุน เพื่อเฉลี่ยต้นทุน เพราะไม่รู้ว่าช่วงไหนที่ดัชนีจะลงไปต่ำสุด หากจะเล่นหุ้นรายตัวก็มีความเสี่ยงสูง การลงทุนแบบ DCA ผ่านกองทุนจึงเป็นจังหวะเหมาะสมในช่วงเวลานี้

ส่วน "ประกิต สิริวัฒนเกตุ" ระบุว่า จุดที่นักลงทุนสถาบันจะกลับมาซื้ออีกครั้ง คือช่วงที่เริ่มเห็นการฟื้นตัวของเศรษฐกิจในประเทศ ประกอบกับสถานการณ์การเมืองในประเทศเริ่มคลี่คลาย ซึ่งเชื่อว่าจะผลักดันดัชนีขึ้นไปถึงเป้าหมายที่ 1,300 จุดได้

อย่างไรก็ตามช่วงนี้ให้ระมัดระวังกลุ่มหุ้นขนาดใหญ่ โดยเฉพาะใน SET50 ที่นักลงทุนสถาบันในประเทศถือครองสัดส่วนสูง เพราะหากมีความรุนแรงเกิดขึ้นระหว่างการชุมชุม อาจจะถูกเทขายปรับพอร์ตได้อีก

ทั้งนี้ เมื่อสำรวจหุ้นใน SET50 พบว่า 10 บริษัทที่มีสัดส่วนการถือครองของกลุ่มนักลงทุนสถาบันสูงสุด ประกอบด้วย
 

10 หุ้นที่ นลท.สถาบันถือครองสูงสุด

ชื่อย่อหุ้น

%สัดส่วน นลท.สถาบัน*

VGI

11.82

BEM

11.15

BBL

8.72

EGCO

7.66

BTS

7.42

TISCO

6.79

TOA

6.79

TU

6.61

BH

6.32

IVL

6.24

ที่มา : ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย

* ไม่รวม นลท.สถาบันและกองทุนที่เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่


บมจ.วีจีไอ (VGI) ข้อมูลผู้ถือหุ้น ณ 24 ก.ค.63 มีนักลงทุนสถาบันในประเทศถือสูงสุด สัดส่วน 11.82% ประกอบด้วย 1.ธนาคารกรุงเทพ (BBL) สัดส่วน 8.36% 2.กองทุนเปิด บัวหลวงทศพล สัดส่วน 1.48% 3.กองทุนเปิด บัวหลวงหุ้นระยะยาว สัดส่วน 1.32% 4.กองทุนเปิด ไทยภาณิชย์หุ้นระยะยาวปันผล 70/30 สัดส่วน 0.66%

รองลงมาคือ บมจ.ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ (BEM) มีนักลงทุนสถาบันในประเทศถือรวม 11.15% ประกอบด้วย 1.ธนาคารกรุงไทย (KTB) สัดส่วน 5.33% 2.สำนักงานประกันสังคม สัดส่วน 3.14% 3.ธนาคารกรุงเทพ (BBL) สัดส่วน 1.99% 4.กองทุนเปิด กรุงศรีหุ้นระยะยาวปันผล สัดส่วน 0.69%







ข่าวหุ้นอื่นๆที่น่าสนใจ

RECOMMENDED NEWS

ข่าวหุ้นยอดนิยม

Refresh




LATEST NEWS

ข่าวหุ้นล่าสุด

Refresh

ดูข่าวทั้งหมด