efinancethai

ประเด็นร้อน

SET เสี่ยงหลุด 1,300 จุด ปัจจัยการเมืองกดดัน !

SET เสี่ยงหลุด 1,300 จุด ปัจจัยการเมืองกดดัน !

โบรกฯผสานเสียงช่วงสั้นหุ้นไทยถูกปัจจัยการเมืองกดดันหนัก SET เสี่ยงหลุด 1,300 จุด เหตุระยะสั้นมี 3 คดีใกล้ฟังคำตัดสินศาลฯ มองประเด็นคุณสมบัตินายกฯกระทบหุ้นไทยมากสุด หากคำตัดสินเป็น"ลบ" ชี้ทำนโยบายเศรษฐกิจไร้ความเชื่อมั่น ส่วนประเด็นยุบ"ก้าวไกล" ส่วนใหญ่มองกดหุ้นเล็กน้อย คาดกระทบภาคเศรษฐกิจจำกัด ชวนเก็บหุ้นพื้นฐานแกร่ง - Valuation ดี รวมทั้งหุ้นมีรายได้หลักจากส่งออก !

 

*** กูรูชี้ปัจจัยการเมือง กดหุ้นไทยระยะสั้น

"กรรณ์ หทัยศรัทธา" นักกลยุทธ์ ฝ่ายวิเคราะห์เศรษฐกิจและการลงทุน บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ซีจีเอส อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย) กล่าวว่า ปัจจัยลบที่กดดันตลาดหุ้นไทย (SET) ขณะนี้ คือ ปัจจัยทางการเมือง โดยมองว่า เป็นปัจจัยที่ตลาดกำลังให้น้ำหนักมากกว่าปัจจัยเรื่องดอกเบี้ยนโยบายโลก เนื่องด้วยเป็นปัจจัยที่กดดันตลาดหุ้นไทยตลอดช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา และวันนี้ (10 มิ.ย.) ด้วย สะท้อนจาก SET Index ที่ปรับตัวลงรุนแรง


ด้าน "วิจิตร อารยะพิศิษฐ" นักกลยุทธ์การลงทุน บล.ลิเบอเรเตอร์ ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า ทั้งปัจจัยการเมือง และปัจจัยเรื่องดอกเบี้ยนโยบายโลก ต่างมีผลกระทบต่อตลาดหุ้นไทยทั้งนั้น เพียงแต่ระยะสั้นในช่วงนี้ ดูเหมือนว่าปัจจัยทางการเมืองจะมีผลกระทบมากกว่า เพราะเดือนนี้จะมีการตัดสินคดีที่เกี่ยวเนื่องกับการเมือง 2 - 3 คดี จึงทำให้ตลาดจดจ่ออยู่กับประเด็นดังกล่าวมากกว่า


ขณะที่ ในระยะกลาง - ยาว ปัจจัยเรื่องดอกเบี้ยจะกลับมากดดันตลาดหุ้นไทยอีกครั้ง เพราะหลังช่วงเดือน มิ.ย.เป็นต้นไป จะมีเหตุการณ์ที่เกี่ยวเนื่องกับเรื่องดอกเบี้ยโลกมากขึ้น ทำให้ประมาณช่วงเดือน ก.ย.ที่จะถึงนี้ ตลาดหุ้นไทยจะกลับไปให้น้ำหนักกับเรื่องดอกเบี้ยนโยบายเป็นลำดับต้น ๆ อีกครั้ง หากไม่มีเหตุการณ์ใหม่ ๆ ที่ไม่คาดคิดเกิดขึ้นมาแทรกซ้อนเสียก่อน


ฟาก "ภราดร เตียรณปราโมทย์" รองผู้อำนวยการ สายงานวิจัย บล.เอเซีย พลัส เสริมว่า ภาพรวมตลาดหุ้นไทยช่วงเช้าวันนี้ปรับตัวลงรุนแรง เนื่องจากยังคงได้รับแรงกดดันจากปัจจัยทางการเมืองที่ร้อนแรงมากขึ้น โดยเฉพาะในช่วงสัปดาห์นี้ที่จะมีคำตัดสินของศาลฯ เกี่ยวกับคดีสำคัญทางการเมือง 


ส่วน "มงคล พ่วงเภตรา" ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการฝ่ายกลยุทธ์ลงทุนหลักทรัพย์ บล.ดาโอ (ประเทศไทย) ระบุผ่านบทวิเคราะห์ว่า ยังคงความเห็นต่อประเด็นความไม่แน่นอนทางการเมืองว่า ตลาดที่เกิดความอึมครึม และมีการขายหุ้นออกมาจนทำให้ดัชนีหุ้นไทยปรับตัวลงสวนทางตลาดหุ้นอื่น ๆ ทั่วโลก มาจากเรื่องการเมืองเป็นหลัก และหากการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองใด ๆ เกิดขึ้นแล้วทำให้การบริหารประเทศหยุดชะงักลง จะส่งผลกระทบต่อตลาดหุ้นโดยตรงด้วย

 

*** โบรกฯแนะจับตา 3 ปัจจัยการเมืองใกล้ชิด 

บทวิเคราะห์ บล.ฟิลลิป (ประเทศไทย) แนะนำว่า 3 ประเด็นหลักทางการเมืองไทย เป็นสิ่งที่นักลงทุนควรให้น้ำหนักความสนใจเท่า ๆ กัน ไม่ว่าจะเป็นกรณีนายกรัฐมนตรี "เศรษฐา ทวีสิน" ชี้แจงต่อศาลรัฐธรรมนูญ  เกี่ยวกับการแต่งตั้ง "พิชิต ชื่นบาน" เป็นรัฐมนตรีประจำสำนักนายกฯ, พิจารณาคำร้องยุบพรรคก้าวไกล และ พิจารณาคดี ม.112 ของอดีตนายกฯ "ทักษิณ ชินวัตร"


เรามองว่า ปัจจัยทั้งหมดนี้ ทำให้บรรยากาศการซื้อขายของนักลงทุนจะเป็นไปอย่างระมัดระวังมากขึ้น เนื่องจากการเมืองไทยสามารถคาดเดาสถานการณ์ได้ค่อนข้างยากมาก


สอดคล้องกับ "เทิดศักดิ์ ทวีธีระธรรม" ผู้ช่วยกรรมการผู้อำนวยการ ฝ่ายวิจัย บล.เอเชีย พลัส ที่ระบุผ่านบทวิเคราะห์ว่า ประเด็นทางการเมืองที่ส่งผลกระทบต่อตลาดหุ้นมากที่สุดในสัปดาห์นี้ คือ ความคืบหน้าของ 2 คดีที่อยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ ได้แก่ กรณีคุณสมบัติความเป็นนายกรัฐมนตรีของ "เศรษฐา ทวีสิน" และ การยุบพรรคก้าวไกล ซึ่งถือเป็น Sentiment เชิงลบต่อการลงทุนในตลาดหุ้นไทยมาตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมา

 

*** คดีนายกฯกดหุ้นหนักสุด หากคำตัดสินเป็น"ลบ"

"กรรณ์ หทัยศรัทธา" มองว่า ประเด็นทางการเมืองที่จะกดดันตลาดหุ้นไทยมากที่สุดในช่วงนี้ คือ คุณสมบัติการเป็นนายกรัฐมนตรีของ "เศรษฐา ทวีสิน" เพราะถ้าหากคำตัดสินจากศาลฯออกมาเป็นลบกับนายกฯ ทำให้ต้องพ้นจากตำแหน่งดังกล่าว จะส่งผลกระทบไปถึงนโยบายทางเศรษฐกิจของรัฐบาลที่อาจจะเกิดสูญญากาศได้


สะท้อนจากความหวังการกระตุ้นเศรษฐกิจช่วงปลายปี อย่างโครงการ"ดิจิทัล วอลเล็ต" ที่อาจจะต้องหยุดชะงักไปแบบไม่มีกำหนด รวมทั้งนโยบายการลงทุนต่าง ๆ ของภาครัฐด้วย ซึ่งปัญหาดังกล่าวจะกระทบกับภาคธุรกิจมากกว่า 2 คดีที่กำลังอยู่ในช่วงของการรอฟังคำตัดสิน และจะส่งผลโดยตรงมาถึงตลาดหุ้นด้วย 


เช่นเดียวกับ "ณรงค์เดช จันทรไพศาล" ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.ไอร่า ที่มองเหมือนกันว่า หากกรณีเลวร้ายที่สุดนายกรัฐมนตรี "เศรษฐา ทวีสิน" ต้องหลุดจากตำแหน่ง จะทำให้เกิดความวุ่นวายภายในสภาที่ต้องจับตาดูว่าใครจะขึ้นมาเป็นนายกฯแทน และจะมีนโยบายเศรษฐกิจเช่นไร รวมถึงจะมีความวุ่นวายในการข้ามขั้วรัฐบาลอีกหรือไม่ ?


โดยเบื้องต้น หากนายกรัฐมนตรีหลุดจากตำแหน่ง จะทำให้นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ อาทิ โครงการ"ดิจิทัล วอลเล็ต" ที่ตลาดคาดหวังจะเข้ามากระตุ้นเศรษฐกิจมีความไม่ชัดเจนมากขึ้นว่าจะเกิดขึ้นได้จริงหรือไม่ ซึ่งจะส่งผลโดยตรงมาถึงตลาดหุ้นด้วย 

 

*** โบรกฯชี้ยุบ"ก้าวไกล" กระทบถึงตลาดหุ้นไม่มาก

"วิจิตร อารยะพิศิษฐ" กล่าวว่า ประเด็นการยุบพรรคก้าวไกล ดูจะเป็นเรื่องที่กระแสสังคมให้ความสนใจมากกว่า เรื่องคุณสมบัตินายกรัฐมนตรี "เศรษฐา ทวีสิน" และคดี ม.112 ของอดีตนายกฯ "ทักษิณ ชินวัตร" โดยส่วนตัวมองว่า คดีของ "เศรษฐา ทวีสิน" และ "ทักษิณ ชินวัตร" มีความเป็นไปได้สูงที่จะมีคำตัดสินออกมาเป็น"บวก"กับทั้ง 2 คน ซึ่งจะทำให้ไม่มีความกังวลที่ส่งมาถึงตลาดหุ้น


ส่วน กรณีการยุบพรรคก้าวไกล ค่อนข้างมีความเป็นไปได้สูงที่จะเกิดขึ้นจริง สะท้อนจากการเตรียมรับมือ และแผนสำรองของพรรคก้าวไกลที่ได้ประกาศออกมาก่อนหน้านี้ 


ขณะเดียวกัน แม้จะเกิดการยุบพรรคก้าวไกลขึ้นจริง แต่จะไม่ส่งผลเชิงลบต่อตลาดหุ้นไทยรุนแรง และนานอย่างที่หลายคนเป็นกังวล เนื่องด้วย SET Index ณ ปัจจุบัน เคลื่อนไหวอยู่ในระดับล่าง บริเวณ 1,310 จุด ซึ่งใกล้เคียงกับช่วงเกิดการแพร่ระบาดโควิด-19 ที่ภาคธุรกิจส่วนมากได้รับผลกระทบรุนแรง ในทางตรงกันข้างหากดัชนีอยู่ที่ระดับ 1,700 จุด ก็อาจจะปรับตัวลงแรงได้ตามจิตวิทยา เพราะช่วงดัชนีอยู่ในระดับสูงทำให้มีรูมของการกดลงมา


ดังนั้น ทำให้มองว่า จะไม่เกิดการปรับตัวลงรุนแรง และยาวนานของดัชนีหุ้นไทย เพราะการยุบพรรคก้าวไกลไม่ได้ส่งผลกระทบต่อภาคธุรกิจมากเหมือนประเด็นดังกล่าว ซึ่งโดยปกติปัจจัยทางการเมืองมักเข้ามาอิงกับตลาดหุ้นไทยเพียงช่วงสั้น เมื่อผ่านประเด็นที่ตลาดเป็นกังวลไปแล้ว ตลาดก็จะไปโฟกัสกับปัจจัยใหม่ ๆ แทน


สอดคล้องกับ "กรรณ์ หทัยศรัทธา" ที่ให้ข้อมูลเสริมว่า ปัจจัยทางการเมืองเรื่องการยุบพรรคก้าวไกล และคดี ม.112 ของอดีตนายกฯ "ทักษิณ ชินวัตร" ดูเหมือนว่า จะส่งผลกระทบต่อตลาดหุ้นไทยอย่างจำกัด เนื่องด้วยทั้ง 2 ประเด็นดังกล่าว ไม่ได้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อภาคธุรกิจ ทำให้ SET Index ไม่น่าจะปรับตัวลงแรงและนาน ในกรณีที่คำตัดสินจากศาลฯออกมาเป็น"ลบ"กับทั้ง 2 คดี


อย่างไรก็ตาม หากการยุบพรรคก้าวไกล นำมาซึ่งความไม่พอใจของประชาชนจำนวนมาก จนทำให้เกิดการชุมนุมปิดถนนขึ้นมา ปัจจัยนี้ก็อาจจะส่งผลร้ายมาถึง SET Index ได้เหมือนกัน โดยเบื้องต้นประเมินความรุนแรงหากเกิดกรณีดังกล่าวขึ้นจริง SET Index มีแนวโน้มจะหลุดระดับ 1,300 จุด ได้เช่นกัน 


ส่วน "ณรงค์เดช จันทรไพศาล" ระบุว่า หากมีการยุบพรรคก้าวไกล อาจนำไปสู่ความวุ่นวายนอกสภา ซึ่งจะส่งผลต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างประเทศโดยตรง เพราะนักลงทุนกลุ่มดังกล่าวไม่เข้าใจบริบทในประเทศไทย ทำให้ตลาดหุ้นไทยในภาวะดังกล่าว มีความเสี่ยงจะถูกแรงเทขายจากนักลงทุนต่างประเทศรุนแรงได้เช่นกัน 

 

*** ชวนเก็บหุ้นพื้นฐานแกร่ง - Valuation ดี รวมทั้งหุ้นมีรายได้หลักจากส่งออก !

"ภราดร เตียรณปราโมทย์" ระบุว่า กลยุทธ์การลงทุนช่วงนี้ แนะนำนักลงทุนเลือกซื้อหุ้นพื้นฐานดีที่ราคาปรับตัวลงมาก เพราะพื้นฐานหุ้นหลายตัวไม่ได้เปลี่ยนแปลงตามราคาหุ้น ทำให้มูลค่า (Valuation) หลาย ๆ บริษัทเริ่มน่าสนใจในการเข้าซื้อ แนะนำ SCC, CK, BEM และ BBL รวมทั้งหุ้นพื้นฐานดีที่จ่ายเงินปันผลในระดับสูงเกิน 5% ขึ้นไป แนะนำ SCCC, AP, SPALI และ BBL เป็นต้น


ขณะที่ "กรรณ์ หทัยศรัทธา" แนะนำกลยุทธ์ลงทุนช่วงมีความไม่แน่นอนทางการเมือง นักลงทุนควรหลีกเลี่ยงหุ้นขนาดใหญ่ที่มีรายได้หลักในประเทศ เช่น กลุ่มธนาคารพาณิชย์ม ค้าปลีก และพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ฯออกไปก่อน เพราะมองว่าหุ้นกลุ่มดังกล่าว จะได้รับผลกระทบจากความไม่แน่นอนทางการเมืองเป็นกลุ่มแรก ๆ 


ส่วนหุ้นที่สามารถเข้าไปลงทุนเพื่อหลบภัยการเมืองได้ เราชอบหุ้นกลุ่มส่งออกที่มีรายได้ต่างประเทศเป็นหลัก แนะนำ ITC, AAI, HANA, SAPPE และ ICHI เป็นต้น  


ด้าน "วิจิตร อารยะพิศิษฐ" กล่าวว่า  กลยุทธ์การลงทุนช่วงนี้ สำหรับนักลงทุนมือใหม่ที่รับความเสี่ยงได้น้อย แนะนำรอให้สถานการณ์ของตลาดหุ้นไทยกลับมานิ่งกว่าปัจจุบันเสียก่อน โดยต้องรอให้กลุ่มนักลงทุนสถาบัน และนักลงทุนต่างประเทศกลับมาซื้อหุ้นไทยอีกครั้ง จึงจะสามารถกลับมาซื้อหุ้นไทยได้


สำหรับนักลงทุนที่รับความเสี่ยงได้สูง และมีประสบการณ์ในตลาดหุ้นมาสักระยะเเล้ว มองว่า จังหวะนี้เป็นโอกาสในการหาหุ้นที่มีศักยภาพในการเติบโตสูง และมีมูลค่า (Valuation) ถูก แต่ต้องทำการบ้านหนัก ๆ เข้าใจธุรกิจของบริษัทที่จะเข้าไปลงทุน ว่าไม่ได้รับผลกระทบกับปัจจัยลบขณะนี้ จึงสามารถเข้าไปซื้อหุ้นได้


ฟาก "ณรงค์เดช จันทรไพศาล" กล่าวต่อว่า กลยุทธ์การลงทุนช่วงที่ตลาดหุ้นไทยกำลังเผชิญกับความไม่แน่นอนทางการเมือง แนะนำนักลงทุนหลบภัยด้วยการสะสมหุ้นที่มีรายได้อยู่ต่างประเทศเป็นหลัก เพราะคาดว่าจะเป็นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบจำกัดกว่ากลุ่ม Domestic Pay ส่วนหุ้นอีกกลุ่มที่น่าสนใจ คือ หุ้นที่มีปัจจัยพื้นฐานแกร่ง ราคาหุ้นปรับตัวลงแรงจนทำให้ Valuation มีความน่าสนใจมากขึ้น


ส่วน "ชัยพร น้อมพิทักษ์เจริญ" กรรมการผู้จัดการ สายงานค้าหลักทรัพย์ บล.บัวหลวง กล่าวปิดท้ายว่า ท่ามกลางสถานการณ์ที่ไม่สดใสนัก แนะนำลงทุนในหุ้นกลุ่มปิโตรเคมีที่อาจมีเซอร์ไพร์สด้านบวกจากปีก่อนที่ตัวเลขขาดทุน หลังเริ่มเห็นการฟื้นตัวของกำไรและส่วนต่างกำไรในช่วงไตรมาสแรกที่ผ่านมา


กลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ หนุนด้วยคำสั่งซื้อที่อาจเริ่มเข้ามาในช่วงไตรมาส 3 ,กลุ่มไฟแนนซ์ที่มีความเข้มงวดและระมัดระวังการปล่อยสินเชื่อมากขึ้น หลังตัวเลขหนี้ภาคครัวเรือนยังคงสูงและยังต้องรอมาตรการกระตุ้นการจับจ่าย ส่วนกลุ่มอาหาร, การบริโภค และการท่องเที่ยว น่าจะยังคงดีต่อเนื่อง สำหรับกลุ่มที่แนะนำหลีกเลี่ยง คือ กลุ่มที่เกี่ยวกับพัฒนาอสังหาฯ เพื่ออาศัย และวัสดุก่อสร้าง







ข่าวหุ้นอื่นๆที่น่าสนใจ

RECOMMENDED NEWS

ข่าวหุ้นยอดนิยม

Refresh




LATEST NEWS

ข่าวหุ้นล่าสุด

Refresh

ดูข่าวทั้งหมด