ประเด็นร้อน

31 บจ.แห่ร่วมทุน พบมูลค่าดีลรวมกันกว่า 3 หมื่นลบ.

31 บจ.แห่ร่วมทุน พบมูลค่าดีลรวมกันกว่า 3 หมื่นลบ.

บจ.ลุยปรับตัวทางธุรกิจ แห่ จับมือตั้งบริษัทร่วมทุน - ลงทุน บ.ย่อย บจ.อื่น - ซื้อหุ้น บจ.ต่างธุรกิจ รวม 22 ดีล จาก 31 บริษัท มูลค่ารวมกว่า 3 หมื่นล้านบาท วงการมองเป็นเทรนด์ธุรกิจยุคใหม่ คาดเห็นดีลเพิ่มต่อเนื่อง


*** 27 บจ.พาเหรดตั้ง บ.ร่วมทุน


"สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย" สำรวจข้อมูลบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ตั้งแต่ต้นปีพบว่า มี 27 บริษัทที่ร่วมกันจัดตั้งบริษัทร่วมทุนแตกไลน์ธุรกิจรวม 15 ดีล มูลค่าทุนจดทะเบียนรวม 4,112 ล้านบาท ประกอบด้วย
 

27 บจ.แห่ตั้ง บ.ร่วมทุน

ชื่อย่อ บจ.

ชื่อ บ.ร่วมทุน

ทุนจดทะเบียน (ลบ.)

% ถือหุ้น

ธุรกิจ

VGI – AEONTS - HUMAN

“แรบบิท แคช”

800

77 : 18 : 5

สินเชื่อดิจิทัล

ADVANC - SCB

“เอไอเอสซีบี”

600

50 : 50

สินเชื่อดิจิทัล

RATCH – EGCO

“อินโนพาวเวอร์”

600

30 : 30 *

พัฒนาเทคโนโลยี-นวัตกรรม

BAFS – OR

“โกลเบิลแอโร่แอสโซซิเอทส์”

600

55 : 45

บริการเชื้อเพลิงสนามบินอู่ตะเภา

SIRI – MK

“บีเอฟทีแซด บางปะกง”

500

50 : 50

คลังสินค้าและระบบสาธารณูปโภค

PTT – NRF

N/A **

300

50 : 50

อาหารโปรตีนจากพืช

IRPC – PTT

“อินโนโพลีเมด”

260

60 : 40

ผ้าไม่ถักไม่ทอ-วัสดุทางการแพทย์

SLEX – TU

“ไทยยูเนี่ยน กราฟฟิกส์”

250

50 : 50

บรรจุภัณฑ์-สิ่งพิมพ์

PTT – BGRIM

“บี.กริม เพาเวอร์ แอลเอ็นจี เจวี”

50

50 : 50

จัดหา-จำหน่าย LNG

UV – BGRIM

“ยูนิเวนเจอร์ บีจีพี”

50

55 : 45

ลงทุนโครงการพลังงาน

RS – PLANB - NINE

“อาร์เอสแพลนบี”

50

51 : 39 : 10

พาณิชย์

GRAMMY – KISS

“โอทู คิสW

50

60 : 40

เครื่องสำอางและเสริมอาหาร

ORI – JWD

“แอลฟา อินดัสเทรียล โซลูชั่น”

1

50 : 50

อสังหาฯ - โลจิสติกส์

ORI – GUNKUL

“ออริจิ้น กันกุล เอ็นเนอร์ยี”

1

50 : 50

Solar Rooftop-EV Charger

BBIK - OR

“ออร์บิท ดิจิทัล”

0.1

60 : 40

พัฒนาเทคโนโลยี-นวัตกรรม

สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทยรวบรวม ณ 8 ต.ค.64

* มี กฟผ.ถือหุ้นใหญ่อีก 40%

** ยังไม่กำหนดชื่อบริษัทร่วมทุน

 

หุ้นในกลุ่มพลังงานมีการร่วมทุนสูงสุดถึง 9 บริษัท รวม 8 ดีล โดย บมจ.ปตท.(PTT) ตั้งบริษัทร่วมทุนกับ 3 บจ. ได้แก่ บมจ.เอ็นอาร์ อินสแตนท์ โปรดิวซ์ (NRF), บมจ.ไออาร์พีซี (IRPC) และ บมจ.บี.กริม เพาเวอร์ (BGRIM) คิดเป็นมูลค่า ณ ทุนจดทะเบียนของบริษัทร่วมทุนรวม 610 ล้านบาท เพื่อขยายธุรกิจ อาหารโปรตีนทางเลือกจากพืช, ผลิตภัณฑ์ผ้าไม่ถักไม่ทอ-วัสดุสิ้นเปลืองทางการแพทย์ และ จัดหา-จำหน่าย LNG ตามลำดับ

ขณะที่ บมจ.บี.กริม เพาเวอร์ (BGRIM) นอกจากร่วมทุนกับ บมจ.ปตท.(PTT) ยังได้ร่วมทุนกับ บมจ.ยูนิเวนเจอร์ (UV) จัดตั้งบริษัทเพื่อลงทุนและพัฒนาโครงการด้านพลังงาน

ฟาก บมจ.ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก (OR) ร่วมทุนกับ 2 บจ. ประกอบด้วย บมจ.บริการเชื้อเพลิงการบินกรุงเทพ (BAFS) เพื่อให้บริการน้ำมันเชื้อเพลิงอากาศยานสนามบินอู่ตะเภา ทุนจดทะเบียน 600 ล้านบาท โดยคาดว่าจะใช้เงินลงทุนเริ่มต้นรวมกัน 2,337 ล้านบาท 

นอกจากนี้ตั้งบริษัทรวมทุนกับ บมจ.บลูบิค กรุ๊ป (BBIK) เพื่อตั้งบริษัทพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรม โดยมีทุนจดทะเบียนเริ่มต้น 100,000 บาท

ด้าน บมจ.ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ (ORI) เป็นหุ้นในกลุ่มอื่นรายเดียวที่ตั้งบริษัทร่วมทุนกับ 2 บจ. ได้แก่ บมจ.เจดับเบิ้ลยูดี อินโฟโลจิสติกส์ (JWD) เพื่อทำธุรกิจอสังหาริมทรัพย์และโลจิสติกส์ รวมถึงร่วมทุนกับ บมจ.กันกุลเอ็นจิเนียริ่ง (GUNKUL) เพื่อทำธุรกิจ Solar Rooftop และ EV Charger ภายในโครงการอสังหาริมทรัพย์ในเครือ

นอกจากนี้มี 3 ดีลร่วมทุน ที่มีผู้เกี่ยวข้อง 3 ราย คือ 1."แรบบิท แคช" ธุรกิจสินเชื่อดิจิทัล ซึ่งร่วมกัน 3 บจ. ได้แก่ บมจ.วีจีไอ (VGI), บมจ.อิออน ธนสินทรัพย์ (ไทยแลนด์) หรือ AEONTS และ บมจ.ฮิวแมนิก้า (HUMAN) ถือหุ้นสัดส่วน 77%, 18% และ 5% ตามลำดับ โดยมีทุนจดทะเบียนสูงสุดถึง 800 ล้านบาท

2. “อินโนพาวเวอร์” ธุรกิจพัฒนาเทคโนโลยี-นวัตกรรม ถือหุ้นใหญ่โดย การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) สัดส่วน 40% และ บมจ.ผลิตไฟฟ้า (EGCO) และ บมจ.ราช กรุ๊ป (RATCH) ที่ถือ 30% เท่ากัน

3. "อาร์เอสแพลนบี" ธุรกิจพาณิชย์โดยการพัฒนาสินค้าและทำการตลาดเพื่อผู้บริโภควงกว้าง (Mass Market) ซึ่งร่วมลงทุนโดย บมจ.อาร์เอส (RS), บมจ.แพลน บี มีเดีย (PLANB) และ บมจ.เนชั่น อินเตอร์เนชั่นแนล เอ็ดดูเทนเมนท์ (NINE) ถือหุ้นสัดส่วน 51%, 39% และ 10% ตามลำดับ


*** 3 บริษัทเข้าร่วมลงทุน บ.ย่อย บจ.อื่น


ขณะเดียวกันพบว่ามี 3 บริษัท ที่เข้าลงทุนซื้อหุ้น บริษัทย่อย บจ.อื่น มูลค่ารวม 2,277 ล้านบาท ประกอบด้วย
 

3 บจ.เข้าลงทุน บ.ย่อย บจ.อื่น

ชื่อย่อหุ้น

บ.ย่อยที่เข้าซื้อ

บจ.แม่

มูลค่า (ลบ.)

%ถือหุ้น

ธุรกิจ

S

“บี.กริม เพาเวอร์ (อ่างทอง) 2”

BGRIM

789

30

โรงไฟฟ้าโคเจนฯ  140 MW

“บี.กริม เพาเวอร์ (อ่างทอง) 3”

30

NOBLE

“บริหารสินทรัพย์ เอส ดับบลิว พี”

SAWAD

300

20

บริหารหนี้

NOBLE

“พระราม 9 อัลไลแอนซ์”

U

209

50

อสังหาฯ

RATCH

Bangkok Chain International (Lao)”

BCH

190

9.91

รพ.เกษมราษฏร์ สปป.ลาว

สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทยรวบรวม ณ 8 ต.ค.64


หุ้นในกลุ่มอสังหาริมทรัพย์มีธุรกรรมด้านนี้สูงสุดจาก 2 บริษัท ได้แก่ บมจ.สิงห์ เอสเตท (S) ที่เข้าซื้อหุ้น “บี.กริม เพาเวอร์ (อ่างทอง) 2” และ “บี.กริม เพาเวอร์ (อ่างทอง) 3”  ที่ดำเนินธุรกิจโรงไฟฟ้าโคเจนฯ กำลังผลิต 140 เมกะวัตต์ ซึ่งเป็น บ.ย่อย ของ บมจ.บี.กริม เพาเวอร์ (BGRIM) มูลค่ารวม 789 ล้านบาท โดยถือหุ้น 30% ทั้ง 2 บริษัท

เช่นเดียวกับ บมจ.โนเบิล ดีเวลลอปเมนท์ (NOBLE) ที่เข้าซื้อหุ้น บ.ย่อย จาก 2 บจ. 2 ธุรกิจ คือ “บริหารสินทรัพย์ เอส ดับบลิว พี” ธุรกิจบริหารหนี้ บ.ย่อย ของ บมจ.ศรีสวัสดิ์ คอร์ปอเรชั่น (SAWAD) สัดส่วน 20% มูลค่า 300 ล้านบาท และ "พระราม 9 อัลไลแอนซ์" ธุรกิจอสังหาฯ บ.ย่อยของ บมจ.ยู ซิตี้ (U) สัดส่วน 50% มูลค่า 209 ล้านบาท 

ขณะที่ บมจ.ราช กรุ๊ป (RATCH) ลงทุน 190 ล้านบาท เข้าถือหุ้น 9.91% ใน “Bangkok Chain International (Lao)” ซึ่งดำเนินธุรกิจโรงพยาบาลเกษมราษฏร์ สปป.ลาว โดยเป็น บ.ย่อยของ บมจ.บางกอก เชน ฮอสปิทอล (BCH)
 

***  4 บจ.ลงทุนเข้าซื้อหุ้นเพิ่มทุน บจ.อื่น


นอกจากนี้พบว่ามี 4 บริษัทเข้าลงทุนโดยตรงในผ่านการซื้อหุ้นเพิ่มทุน บจ.อื่น มูลค่ารวมกว่า 2.2 หมื่นล้านบาท ประกอบด้วย
 

4 บจ.ลงทุนซื้อหุ้น บจ.อื่น

บจ.ที่เข้าซื้อ

บจ.ที่ขาย

จำนวน (ล.หุ้น)

%สัดส่วน

มูลค่า (ลบ.)

U

SINGER

197

24.9

7,155 *

VGI

JMART

206

15

6,257 *

U

JMART

136

9.9

4,129 *

TU

RBF

200

10

3,000

SIRI

XPG

403

15

1,654

สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทยรวบรวม ณ 8 ต.ค.64

* U ได้ JMART-W6 อีก 16.72 ล.หน่วย ราคา 30.337 บ. มูลค่า 507.33 ลบ.

   U ได้ SINGER-W3 อีก 11.58 ล.หน่วย ราคา 36.3005 บ. มูลค่า 419.55 ลบ.             

   VGI ได้ JMART-W6 อีก 25.34 ล.หน่วย ราคา 30.337 บ. มูลค่า 769 ลบ.

   Warrant ข้างต้นอัตราใช้สิทธิ 1 : 1 ทั้งหมด มูลค่าคำนวณจากการใช้สิทธิเต็มจำนวน


ดีลใหญ่สุดคือกลุ่ม "บีทีเอส" ที่ส่งบริษัทในเครือเข้าซื้อหุ้นเพิ่มทุนกลุ่ม "เจมาร์ท" ได้แก่ 1.บมจ.วีจีไอ (VGI) ซื้อหุ้นเพิ่มทุนจาก บมจ.เจ มาร์ท (JMART) จำนวน 206 ล้านหุ้น สัดส่วน 15% มูลค่ารวม 6,257 ล้านบาท พ่วง JMART-W6 อีกจำนวน 25.34 ล้านหน่วย อัตราใช้สิทธิ 1 : 1 ราคา 30.337 บาท หากใช้สิทธิครบคิดเป็นมูลค่าเพิ่มอีก 769 ล้านบาท

2.บมจ.ยู ซิตี้ (U) เข้าซื้อหุ้นเพิ่มทุนจาก บมจ.เจ มาร์ท (JMART) จำนวน 136 ล้านหุ้น สัดส่วน สัดส่วน 9.9% มูลค่า 4,129 ล้านบาท พ่วง JMART-W6  อีก 16.72 ล้านหน่วย อัตราการใช้สิทธิ 1:1 ในราคาใช้สิทธิ 30.3370 บาท ซึ่งหากใช้สิทธิครบคิดเป็นมูลค่าเพิ่มอีก 507,33 ล้านบาท

3.บมจ.ยู ซิตี้ (U) เข้าซื้อหุ้นเพิ่มทุนจาก บมจ.ซิงเกอร์ประเทศไทย (SINGER) จำนวน 197 ล้านหุ้น สัดส่วน 24.9% มูลค่า 7,155 ล้านบาท พ่วง SINGER-W3 อีก 11.58 ล้านหน่วย อัตราการใช้สิทธิ 1:1 ราคาใช้สิทธิ 36.3005 บาท ซึ่งหากใช้สิทธิครบคิดเป็นมูลค่าเพิ่มอีก 419.55 ล้านบาท 

ทั้งนี้ บมจ.ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป (TU) ไม่ได้ซื้อหุ้นเพิ่มทุนจาก บมจ.อาร์ แอนด์ บี ฟู้ด ซัพพลาย (RBF) แต่เป็นการซื้อผ่านกระดานบิ๊กล็อตจากผู้ถือหุ้นรายใหญ่จำนวน 200 ล้านหุ้น สัดส่วน 10% มูลค่ารวม 3,000 ล้านบาท


*** วงการมอง บจ.เร่งปรับตัวช่วงวิกฤติ คาดเห็นดีลใหม่ต่อเนื่อง


"เทิดศักดิ์ ทวีธีระธรรม" ผู้ช่วยกรรมการผู้อำนวยการ ฝ่ายวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) เอเซีย พลัส ระบุว่า ธุรกรรมร่วมทุนและซื้อขายหุ้นระหว่างกันของ บจ.ปีนี้ เกิดจากการปรับตัวทางธุรกิจ เพื่อรับมือกับวิกฤติโรคระบาดที่เกิดขึ้น และเตรียมความพร้อมสำหรับการเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ ในอนาคต

"ธุรกิจที่แข็งแกร่งกว่า มักเห็นจังหวะเเละโอกาสในการเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับธุรกิจของตนเองในช่วงที่เกิดวิกฤติ ซึ่งมักเกิดขึ้นเป็นปกติ เช่นเดียวกับบริษัทขนาดกลาง-เล็ก ก็มองเห็นโอกาสทางธุรกิจจากการร่วมมือกับกลุ่มธุรกิจที่แข็งแกร่งกว่า

ทั้งนี้มองว่ากิจกรรมในลักษะดังกล่าวจะเกิดขึ้นได้ต่อเนื่อง เพราะอยู่ในช่วงวิกฤติเศรษฐกิจ ทำให้บริษัทที่มีสายป่านยาวกว่าหากจังหวะในการกระจายธุรกิจเพื่อสร้างการเติบโตในระยะยาว"


ส่วน การเลือกลงทุนในบริษัทที่มีการทำกิจกรรมในลักษณะดังกล่าว แนะนำ พิจารณาธุรกิจใหม่มีความสอดคล้องกับธุรกิจเดิมของบริษัทดังกล่าวหรือไม่ รวมถึงความร่วมมือนั้น ๆ จะสร้าง Synergy เพื่อสร้างกำไรสุทธิให้เติบโตต่อเนื่องในระยะยาวได้หรือไม่

ด้าน "กรภัทร วรเชษฐ์" ผู้อำนวยการ ฝ่ายวิจัยและบริการการลงทุน บล. โนมูระ พัฒนสิน มองว่า กิจกรรมดังกล่าวเป็นเรื่องปกติในช่วงที่เศรษฐกิจอยู่ในภาวะชะลอตัว ประกอกับอัตราดอกเบี้ยอยู่ในระดับต่ำ จึงเป็นโอกาสให้บริษัทขนาดใหญ่ระดมทุนซื้อกิจการต่อยอดธุรกิจในระยะยาว

ทั้งนี้ประเมินแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยของประเทศไทย ยังคงอยู่ในระดับต่ำถึงปลายปี 65 จึงคาดว่ายังจะได้เห็นกิจกรรมในลักษณะนี้เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง แต่ต้องประเมินเป็นกรณีไปว่า เมื่อดีลสำเร็จ ธุรกิจของทั้ง 2 บริษัทมีศักยภาพสร้างการเติบโตต่อยอดจากธุรกิจเดิมได้มากน้อยแค่ไหน

ขณะที่ "วิจิตร อารยะพิศิษฐ" นักกลยุทธ์การลงทุน บล. เมย์แบงก์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย) เสริมว่า การทำกิจกรรมในลักษณะดังกล่าวจะเกิดขึ้นต่อเนื่อง เพราะปัจจุบันการทำธุรกิจอยู่เฉยไม่ได้ ต้องมาหาช่องทางใหม่ๆ เพื่อสร้างการเติบโตให้กับบริษัทอยู่เสมอ คาดว่าหลังจากนี้ จะเห็นหลาย บจ.หันมาร่วมทุน หรือ เข้าลงทุนระหว่างกันทั้งทางตรงและทางอ้อม มากขึ้น

ส่วนกลยุทธ์การลงทุนต้องพิจารณาว่าธุรกิจใหม่มีความน่าสนใจแค่ไหน เป็นผู้นำตลาดหรือไม่ ประกอบกับเงินทุนมาจากไหน หากเป็นเงินกู้ รายได้ที่ได้รับจากธุรกิจใหม่ สามารถครอบคลุมกับต้นทุนดอกเบี้ยที่ต้องจ่ายเหมาะสมหรือไม่ ด้านบริษัทที่มีการขายหุ้นออกไป ต้องติดตามต่อว่า บริษัทเหล่านั้นสามารถนำเงินที่ได้จากการขายหุ้นไปต่อยอดเป็นการเติบโตของกำไรสุทธิได้มากน้อยแค่ไหน

 

 







ข่าวหุ้นอื่นๆที่น่าสนใจ

RECOMMENDED NEWS

ข่าวหุ้นยอดนิยม

Refresh




LATEST NEWS

ข่าวหุ้นล่าสุด

Refresh

ดูข่าวทั้งหมด