ประเด็นร้อน

พบ 38 หุ้นพี/อีเกิน 100 เท่า สูงสุดรอบ 5 ปี ตะลึงราคาพุ่งเฉลี่ย 165%

พบ 38 หุ้นพี/อีเกิน 100 เท่า สูงสุดรอบ 5 ปี ตะลึงราคาพุ่งเฉลี่ย 165%

ผงะ ! 38 หุ้นเทรดพี/อี 100.8 - 8,530.54 เท่า สูงสุดรอบกว่า 5 ปี พบราคาหุ้นปีนี้พุ่งเฉลี่ย 165% สูงสุด 3,099% แต่เกือบครึ่งกำไรครึ่งปีลงลง 1.11 - 3,046.73% แถม 10 บริษัทยังขาดทุน วงการเตือนเริ่มเห็นสัญญาณฟองสบู่ ให้ระวังเก็งกำไร


*** เปิดโผ 38 หุ้นพี/อีเกิน 100 เท่า สูงสุดรอบ 5 ปี


"สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย" สำรวจสถิติอัตราส่วนราคาปิดต่อกำไรต่อหุ้น (P/E) ของบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ณ 27 ส.ค.64 พบว่ามีบจ.ที่ซื้อขายระดับพี/อีเกิน 100 เท่าถึง 38 บริษัท สูงสุดในรอบกว่า 5 ปี (2559-2564) โดยช่วงที่ดัชนีหุ้นไทยขึ้นทำจุดสูงสุดตลอดกาลที่ 1,852.51 จุด เมื่อช่วง ก.พ.61 ยังมี บจ.ที่ P/E เกิน 100 เท่าเพียง 24 บริษัทเท่านั้น

สำหรับ 38 บจ.ที่ซื้อขายระดับพี/อีเกิน 100 เท่าปัจจุบันประกอบด้วย
 

38 หุ้น P/E เกิน 100 เท่า

ชื่อย่อหุ้น

ราคาปิด 27 ส.ค. (บ.)

P/E (เท่า)

UV

4.32

8,530.54

MITSIB

1.29

3,314.10

XPG

4.46

940.59

PG

6.35

842.69

JTS

61.75

586.28

DHOUSE

1.23

537.88

SALEE

1.15

416.12

BROOK

0.7

352.47

SEAFCO

4.66

339.69

THANA

1.34

269.58

TKT

2.1

269.42

UNIQ

6.65

268.14

PLANB

6

216.44

STC

0.77

183.67

TWZ

0.11

179.82

AU

10.5

172.8

IND

1.72

167.1

NFC

3.96

161.55

ZEN

11.9

159.46

PLANET

2.82

159.44

SITHAI

1.47

158.15

ICC

30

157.42

BH

133

150.74

DOD

12.1

142.35

VNG

7.85

140.36

NEW

50

134.8

TNL

17.7

127.43

NVD

2.46

125.93

MPIC

1.62

125.41

M-CHAI

181.5

120.77

NRF

9.2

118.78

CRC

34

112.44

ARIP

0.86

112.36

IP

22.8

102.29

PROEN

7.2

100.8


บจ.ข้างต้นจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) จำนวน 22 บริษัท และ ตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ (mai) จำนวน 13 บริษัท โดยธุรกิจอสังหาริมทรัพย์และก่อสร้าง (mai) ติดโผสูงสุด 4 บริษัท รองลงมาคือ กลุ่มเงินทุนและหลักทรัพย์, แพทย์ และแฟชั่น ติดมาอย่างละ 3 บริษัทเท่ากัน

ทั้งนี้มี 2 บริษัทที่ปัจจุบันซื้อขายที่ระดับพี/อีหลายพันเท่า ได้แก่ บมจ.ยูนิเวนเจอร์ (UV) ราคาล่าสุดอยุ่ที่ 4.32 บาท คิดเป็นพี/อีถึง 8,530.54 เท่า รองลงมาคือ บมจ.มิตรสิบ ลิสซิ่ง (MITSIB) ราคาล่าสุดอยู่ที่ 1.29 บาท คิดระดับพี/อีที่ 3,314.10 เท่า


*** พบราคาพุ่งเฉลี่ย 165% สูงสุด 3,099%


ขณะที่เมื่อสำรวจความเคลื่อนไหวราคาหุ้นทั้ง 38 บริษัท พบว่าตั้งแต่ต้นปี (YTD) ปรับตัวเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 165% ซึ่งส่วนใหญ่มีผลตอบแทนราคาหุ้นเป็นบวก โดยมีเพียง 6 บริษัทเท่านั้นที่ราคาติดลบ 2 - 17% แต่ที่เหลืออีก 29 บริษัท ราคาปรับตัวเพิ่มขึ้น 4 - 3,099% โดยมีถึง 15 บริษัทที่ราคาหุ้น YTD เพิ่มขึ้นมากกว่า 50% และมีถึง 10 บริษัทที่ราคาเพิ่มขึ้นมากกว่า 100% ได้แก่
 

15 หุ้น P/E เกิน 100 เท่า ที่ราคาพุ่งเกิน 50% ตั้งแต่ต้นปี

ชื่อย่อหุ้น

ราคาปิด 27 ส.ค.(บ.)

%chg YTD

JTS

61.75

3,099

XPG

4.46

1,010

PLANET

2.82

196

IP

22.8

145

VNG

7.85

138

TKT

2.1

133

SITHAI

1.47

130

DHOUSE

1.23

124

PROEN

7.2

122

ARIP

0.86

105

BROOK

0.7

86

SALEE

1.15

64

TWZ

0.11

57

NRF

9.2

54

THANA

1.34

52


บมจ.จัสมิน เทเลคอม ซิสเต็มส์ (JTS) ราคาล่าสุดอยู่ที่ 61.75 บาท เพิ่มขึ้น 3,099%YTD โดยซื้อขายที่ระดับพี/อี 586.28 เท่า

เช่นเดียวกับ บมจ.เอ็กซ์สปริง แคปปิตอล (XPG) ราคาล่าสุดอยู่ที่ 4.46 บาท เพิ่มขึ้น 1,010%YTD ซึ่งซื้อขายที่ระดับพี/อี 940.59 เท่า

ส่วน บมจ.ยูนิเวนเจอร์ (UV) และ บมจ.มิตรสิบ ลิสซิ่ง (MITSIB) ที่มีพี/อีสูงสุด ราคาหุ้น YTD ปรับตัวเพิ่มขึ้น 47% และ 35% ตามลำดับ


*** เกือบครึ่งกำไรครึ่งปี 64 ลดลง 1.11 - 3,046.73%

ทั้งนี้เมื่อสำรวจผลประกอบการงวดครึ่งปี 64 ของ 38 บจ.ข้างต้นพบว่า แม้ส่วนใหญ่กำไรจะเพิ่มขึ้นหรือพลิกมีกำไรจากขาดทุนเมื่อเทียบช่วงเดียวกันปีก่อน แต่ก็ยังมีถึง 17 บริษัทที่กำไรลดลง ประกอบด้วย
 

17 หุ้น P/E เกิน 100 เท่า กำไรครึ่งปี 64 ลดลง YoY

ชื่อย่อหุ้น

กำไรครึ่งปี 64 (ลบ.)

กำไรครึ่งปี 63 (ลบ.)

%chg

PLANB

-33.67

-1.07

-3,046.73

IND

-17.04

-2.87

-493.73

M-CHAI

-31.76

20.45

-255.31

MITSIB

-10.28

15.21

-167.59

DHOUSE

-2.4

10.62

-122.60

BROOK

-85.46

-38.58

-121.51

ALT

-31.5

233.9

-113.47

DOD

-2.7

103.69

-102.60

UNIQ

12.77

206.55

-93.82

SEAFCO

21.98

166.25

-86.78

STC

3.08

15.4

-80.00

ZEN

-39.14

-125.19

-68.74

BH

307.6

809.63

-62.01

AU

4.32

10.23

-57.77

NRF

34

41.1

-17.27

PROEN

20.22

22.9

-11.70

ARIP

-0.89

-0.9

-1.11


จากตารางพบว่ามี 8 บริษัทที่กำไรครึ่งปี 64 ลดลงมากกว่า 100% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และมีถึง 10 บริษัทที่มีผลขาดทุน โดย 5 บริษัทพลิกขาดทุนจากช่วงเดียวกันปีก่อนมีกำไร ส่วนอีก 5 บริษัทขาดทุนเพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันปีก่อน ขณะที่อีก 7 บริษัท กำไรลดลงจากช่วงเดียวกันปีก่อน

บมจ.แพลน บี มีเดีย (PLANB) ขาดทุนเพิ่มขึ้นสูงสุดเป็น 33.67 ล้านบาท จากช่วงเดียวกันปีก่อนที่ขาดทุน 1.07 ล้านบาท หรือลดลงระดับ 3,046.73%

ด้าน บมจ.โรงพยาบาลมหาชัย (M-CHAI) พลิกขาดทุนสูงสุด 31.76 ล้านบาท จากช่วงเดียวกันปีก่อนที่มีกำไร 20.46 ล้านบาท ลดลง 255.31%

ส่วน บมจ.ยูนิค เอ็นจิเนียริ่ง แอนด์ คอนสตรัคชั่น (UNIQ) กำไรลดลงในอัตราส่วนสูงสุด 93.82% เหลือ 12.77 ล้านบาท ณ งวดครึ่งปี 64 จากช่วงเดียวกันปีก่อนที่ทำได้ 206.55 ล้านบาท

ฟาก บมจ.โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ (BH) กำไรลดลงมูลค่าสูงสุดถึง 502.03 ล้านบาท โดย ณ งวดครึ่งปี 64 มีกำไร 307.6 ล้านบาท ส่วน งวดครึ่งปี 63 มีกำไร 809.63 ล้านบาท ลดลง 62.01%
 

*** วงการเตือนเห็นสัญญาณฟองสบู่-ระวังเก็งกำไร

ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร นักลงทุนหุ้นเน้นคุณค่า (VI) รายใหญ่ มองว่า หุ้นจำนวนมากในตลาดหุ้นไทยช่วงนี้ มีราคาแพงกว่าพื้นฐานที่ควรจะเป็น โดยเฉพาะหุ้นขนาดกลาง-เล็ก มีค่าพี/อีเกิน 100 เท่า หลายบริษัท ทั้งที่ SET Index  มีพี/อีเพียง 20-21 เท่า หรือหุ้นใน SET50 หรือ SET100 ก็มีพี/อีราว 20 เท่าต้น ๆ 

แม้นักวิเคราะห์มักบอกว่าหุ้นตัวเล็กโดยรวมแล้วโตเร็วกว่าหุ้นตัวใหญ่ แต่มองว่าอาจจะเป็นเรื่องของ "จินตนาการ" ที่ใช้ในการอธิบายเรื่องของราคาหุ้นที่ขึ้นไปสูงลิ่ว โดยหาเหตุผลอื่นที่เกี่ยวกับพื้นฐานจริงได้น้อยมาก 

"เท่าที่ตามที่ผมสังเกตดู ราคาหุ้นที่วิ่งขึ้นไปอย่างรวดเร็วมากแต่ละตัวนั้น มักจะเกิดจากเหตุการณ์หรือสถานการณ์บางอย่าง ที่ทำให้นักเก็งกำไรแห่กันเข้าไปซื้อหุ้น จนทำให้ราคาและค่าพี/อีสูงขึ้น บางตัวสูงมาก จนไม่อาจอธิบายได้โดยพื้นฐานของกิจการของบริษัท ในความคิดของผม ถ้าพื้นฐานยังเหมือนเดิม ราคาที่เพิ่มขึ้นไปก็เป็นเพียงฟอง ที่ในที่สุดก็จะแตก แต่เมื่อไรก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง และก็เป็นไปได้อีกเช่นกันว่า ฟองก็อาจจะโตขึ้นไปได้อีก เสะท้อนในหลายหุ้นที่กลายเป็นหุ้นมีฟองไปนานแล้ว"

ดร.นิเวศน์ เพิ่มเติมว่า การศึกษาหรือวิเคราะห์ว่าหุ้นมีฟองหรือไม่นั้น นอกจากการดู "ราคา" และ "สตอรี่" ที่มีการพูดถึงในสื่อต่างๆ รวมถึง บทวิเคราะห์แล้ว สิ่งที่ควรดูประกอบด้วย คือระดับของการเก็งกำไร ซึ่งวัดจากปริมาณการซื้อขายหุ้นต่อวันโดยเฉพาะในช่วงที่หุ้นกำลังวิ่งขึ้นแรงด้วย     

"ฟัง อ่าน ดู แล้วก็อย่าเพิ่งเชื่อ มีโอกาสสูงที่ทั้งหมดนั้น จะมองโลกในแง่ที่ดีเกินไป หลายคนอาจจะบอกว่า จะจริงหรือไม่ ก็ไม่ใช่ประเด็น แต่ตราบใดที่คนเชื่อ ราคาก็จะ ต้องขึ้นไปเอง เรามีหน้าที่แค่จะต้องรีบซื้อก่อน และขายทำกำไรก่อนคนอื่น แต่คำเตือนของผมก็คือ ทุกคนก็อาจจะคิดเหมือนกัน และอาจจะเป็นไปได้ว่าเราเป็นคนที่มาทีหลัง และขายทีหลังและขายขาดทุน เหตุผลก็คือคนที่รู้ก่อนเราก็คือรายใหญ่ที่คุมเกมและสร้างราคาหรือเติมฟองให้กับหุ้น ก่อนที่เราจะรู้"

ด้าน "เทิดศักดิ์ ทวีธีระธรรม" ผู้ช่วยกรรมการผู้อำนวยการ ฝ่ายวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) เอเซีย พลัส ระบุว่า ปัจจุบันที่ตลาดหุ้นไทยมีหุ้นที่พี/อีเกิน 100 เท่าจำนวนมาก สะท้อนว่าเทรนด์การลงทุนขณะนี้เน้นการเก็งกำไรเป็นหลัก เช่น หุ้นที่มีข่าวกับกัญชา-กัญชง แค่บริษัทใดประกาศเข้าลงทุนในธุรกิจดังกล่าว ส่งผลให้ราคาหุ้นปรับตัวขึ้นนำผลการดำเนินงานที่ยังไม่เกิดขึ้นจริง

"การเข้าลงทุนในหุ้นประเภทดังกล่าว มีความเสี่ยงค่อนข้างสูง สำหรับนักลงทุนที่ไม่ศึกษาข้อมูลอย่างละเอียด หากในระยะถัดไป บริษัทไม่สามารถสร้างกำไรที่เกิดขึ้นจากความคาดหวังของนักลงทุนได้ จะมีแรงขายออกมา และมีความเสี่ยงขาดทุนสูง แนะนำนักลงทุนศึกษาข้อมูลข่าวสารของบริษัทที่ต้องการเข้าลงทุนอย่างละเอียด ว่าบริษัทที่ต้องการเข้าไปเก็งกำไรนั้น ในอนาคตจะสามารถสร้างการเติบโตจากความคาดหวังของนักลงทุนได้จริงหรือไม่" 

ส่วน "ณรงค์เดช จันทรไพศาล" นักวิเคราะห์การลงทุนปัจจัยพื้นฐานด้านตลาดทุน บล.ไอร่า ระบุว่า หุ้นกลุ่มนี้มีความเสี่ยงสูง นักลงทุนที่จะเข้าเก็งกำไรต้องระมัดระวัง เพราะราคาหุ้นมีความผันผวนสูงเช่นกัน ดังนั้น การลงทุนในกลุ่มลักษณะดังกล่าว จึงต้องมีวินัยสูง และต้องมีจุด Stop loss ที่ชัดเจน 

นอกจากนี้ นักลงทุนยังต้องติดตามข้อมูลข่าวสารของบริษัท ที่ต้องการเข้าลงทุนอย่างละเอียด ซึ่งจะช่วยจำกัดความเสี่ยงในการเข้าลงทุนให้ลดลง

 

 

 

 

 

 







ข่าวหุ้นอื่นๆที่น่าสนใจ

RECOMMENDED NEWS

ข่าวหุ้นยอดนิยม

Refresh




LATEST NEWS

ข่าวหุ้นล่าสุด

Refresh

ดูข่าวทั้งหมด