ประเด็นร้อน

21 บจ.แห่เพิ่มทุนท้ายปีกว่า 5.4 หมื่นลบ. เติมสภาพคล่อง-ลงทุนเพิ่ม

21 บจ.แห่เพิ่มทุนท้ายปีกว่า 5.4 หมื่นลบ. เติมสภาพคล่อง-ลงทุนเพิ่ม

พบ 21 บจ.แห่เพิ่มทุนท้ายปีกว่า 5.4 หมื่นล้านบาท หอบเงินเติมสภาพคล่อง– ลงทุนเพิ่ม-ใช้หนี้ ส่วนใหญ่ขาย RO รวมกว่า 2.2 หมื่นล้านบาท วงการมองบจ.เร่งเพิ่มสภาพคล่อง ใช้ลงทุนช่วงเศรษฐกิจฟื้นตัว หลังโควิดคลี่คลาย


*** พบ 21 บจ.เพิ่มทุนกว่า 5.4 หมื่นล้านบาท


ตั้งแต่ต้นเดือน ก.ย.ที่ผ่านมา บริษัทจดทะเบียน (บจ.) ประกาศเพิ่มทุนจดทะเบียนรวมทั้งสิ้น 21 บริษัท มูลค่าการระดมทุนรวม 54,341 ล้านบาท (เฉพาะที่กำหนดราคาหุ้นเพิ่มทุนแล้ว) โดยส่วนใหญ่เป็นบริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) จำนวน 13 บริษัท และจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ (mai) จำนวน 8 บริษัท 


กลุ่มธุรกิจบริการเพิ่มทุนสูงสุด จำนวน 4 บริษัท รองลงมา คือกลุ่มธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ จำนวน 3 บริษัท 


สำหรับวัตถุประสงค์การเพิ่มทุน พบว่าส่วนใหญ่ระดมทุนเพื่อเพิ่มสภาพคล่องเงินทุนหมุนเวียนและลงทุนขยายธุรกิจ รวมถึงชำระหนี้


*** 2 บจ.เพิ่มทุนทั้ง RO และ PP มูลค่ารวม 2.1 หมื่นล้านบาท


ทั้งนี้มี 2 บริษัทเพิ่มทุนทั้งแบบขายให้กับผู้ถือหุ้นเดิม (RO) และ บุคคลทั่วไปในวงจำกัด (PP) ประกอบด้วย
 

2 บจ.เพิ่มทุนขาย RO-PP

ชื่อย่อหุ้น

จำนวนหุ้น (ลห.)*

ราคา (บ./หุ้น)

มูลค่า (ลบ.)

วัตถุประสงค์

AAV

6,743

1.75

11,800

ชำระหนี้/ลงทุนเพิ่ม

SINGER

293

36.3

10,652

ทุนหมุนเวียน/ลงทุนเพิ่ม

หมายเหตุ : ไม่รวมหุ้นเพิ่มทุนที่ออกเพื่อรองรับวอร์แรนต์


2 บริษัทดังกล่าว มีมูลค่าการเพิ่มทุนรวมกันกว่า 2.2 หมื่นล้านบาท โดย บมจ.เอเชีย เอวิเอชั่น (AAV) มีมูลค่าการเพิ่มทุนสูงถึง 1.18 หมื่นล้านบาท โดยขาย RO จำนวน 1,700 ล้านหุ้น อัตราส่วน 5.7625 หุ้นเดิมต่อ 1 หุ้นใหม่ ที่ราคา 1.75 บาท/หุ้น เปิดจองซื้อ 10 ม.ค.65 - 14 ม.ค.65


ขณะเดียวกัน ยังเสนอขาย PP ให้กับผู้ลงทุนอีก 7 ราย ในราคา 1.75 บาท/หุ้น ประกอบด้วย... 

1.“AirAsia Aviation Limited” จำนวน 4,457 ล้านหุ้น 

2.“พิธาน องค์โฆษิต” จำนวน 362 ล้านหุ้น

3.“ปรินทร์ โลจนะโกสินทร์” จำนวน 150 ล้านหุ้น

4.“บัณฑิต พิทักษ์สิทธิ์” จำนวน 14.60 ล้านหุ้น

5.“ปิยะพร วิชิตพันธุ์” จำนวน 14.60 ล้านหุ้น

6.“สุวพล สุวรุจิพร” จำนวน 14.60 ล้านหุ้น

7.“วรพจน์ อำนวยพล” จำนวน 14.60 ล้านหุ้น

นอกจากนี้ AAV ออกและเสนอขายหุ้นกู้แปลงสภาพมูลค่ารวม 2,200 ล้านบาท ให้แก่ผู้ลงทุนจำนวน 2 ราย มีอายุหุ้นกู้แปลงสภาพไม่เกิน 2 ปี อัตราแปลงสภาพคือหุ้นกู้แปลงสภาพ 0.00175 หน่วยแปลงเป็นหุ้นสามัญได้ 1 หุ้น โดยเสนอขายให้ ธนาคารกรุงเทพ (BBL) มูลค่า 1,200 ล้านบาท และ North Haven Thai Private Equity, L.P. มูลค่า 1,000 ล้านบาท ซึ่งจะสามารถเเปลงเป็นหุ้นสามัญรวมจำนวนไม่เกิน 1,200ล้านหุ้น ราคาแปลงสภาพ 1.75 บาท หากใช้สิทธิแปลงสภาพทั้งหมดจะได้เงินเพิ่มอีก 2,200 ล้านบาท

ขณะที่ บมจ.ซิงเกอร์ประเทศไทย (SINGER) มีมูลค่าการเพิ่มทุน 1 หมื่นล้านบาท โดยขาย RO จำนวน 96.34 ล้านหุ้น อัตราส่วน 5.259 หุ้นเดิมต่อ 1 หุ้นใหม่ ที่ราคา 36.30 บาท/หุ้น เปิดจองซื้อ 7 ธ.ค.64 - 14 ธ.ค.64 และขาย PP ให้กับ บมจ.ยูซิตี้ (U) จำนวน 197 ล้านหุ้น ที่ราคา 36.30 บาท/หุ้น คิดเป็นมูลค่ารวม 7,151 ล้านบาท

ขณะเดียวกัน SINGER ยังออกหลักทรัพย์แปลงสภาพ (Warrant)ให้กับ U จำนวน 11.55 ล้านหุ้น โดยมีอัตราการใช้สิทธิ 1 ใบสำคัญแสดงสิทธิ ต่อ 1 หุ้น ที่ราคาการใช้สิทธิ 36.30 บาท/หุ้น ระยะเวลาไม่เกิน 1 ปี 6 เดือน ซึ่งหากใช้สิทธิครบ จะได้เงินเพิ่มอีก 419.26 ล้านบาท


*** 11 บจ.เพิ่มทุน RO มูลค่ารวม 1.5 หมื่นล้านบาท


ด้าน บจ.ที่เพิ่มทุนขาย RO มีทั้งหมด 11 บริษัท มูลค่ารวม 1.5 หมื่นล้านบาท ซึ่งเกือบทั้งหมดมีวัตถุประสงค์เพื่อนำเงินไปเพิ่มสภาพคล่องเงินทุนหมุนเวียน และเตรียมเงินสำหรับลงทุนขยายธุรกิจ รวมถึงชำระหนี้ ประกอบด้วย
 

11 บจ.เพิ่มทุนขาย RO

ชื่อย่อหุ้น

จำนวนหุ้น (ลห.)

ราคา (บ./หุ้น)

มูลค่า (ลบ.)

อัตราส่วนเพิ่มทุน

วันจองซื้อ

JMT

240

41.5

9,960

4.674 : 1

14 - 20 ธ.ค.64

PLANB

310

5

1,550

12.5 : 1

20 - 24 ธ.ค.64

ANAN

833

1.55

1,291

4 : 1

22 - 26 พ.ย.64

CMO

1,277

0.5

639

1 : 5

8 - 9 ธ.ค.64

SOLAR

544

1

544

1 : 1

13 - 17 ธ.ค.64

TWZ

4,964

0.1

496

3 : 1

13 - 20 ธ.ค.64

GLOCON

423

0.9

381

5 : 1

4 - 7 ม.ค.65

RICHY

248

1.3

322

5 : 1

14 ธ.ค. - 20 ธ.ค.64

KC

2,914

0.1

291

1 : 2

8 - 15 พ.ย.64

UBIS

57

4

228

1 : 4

ไตรมาส 4/64

HYDRO

768

0.18

138

1 : 2

8 - 15 ธ.ค.64

หมายเหตุ : ไม่รวมหุ้นเพิ่มทุนที่ออกเพื่อรองรับวอร์แรนต์


บมจ.เจ เอ็ม ที เน็ทเวอร์ค เซอร์วิสเซ็ส (JMT) เป็นบริษัท ที่มีมูลค่าการเพิ่มทุน RO สูงสุดถึง 9,960 ล้านบาท จากการออกหุ้นสามัญเพิ่มทุน 240 ล้านหุ้น เสนอขายในราคา 41.5 บาท/หุ้น อัตราส่วน 4.674 หุ้นเดิมต่อ 1 หุ้นใหม่ โดยเปิดให้จองซื้อ 14 - 20 ธ.ค.นี้

นอกจากนี้ JMT แจกวอร์แรนต์ให้กับผู้ถือหุ้นที่เพิ่มทุน RO อีก 70.5 ล้านหุ้น อัตราส่วน 3.418 หุ้นเพิ่มทุนต่อ 1 วอร์แรนต์ โดยมีระยะเวลาใช้สิทธิไม่เกิน 3 ปี อัตราการใช้สิทธิ 1 วอร์แรนต์ ต่อ 1 หุ้น ที่ราคา 90 บาท/หุ้น 

ขณะที่มี 2 บริษัท เพิ่มทุน RO มูลค่ามากกว่า 1,000 ล้านบาท ประกอบด้วย บมจ.แพลน บี มีเดีย (PLANB) ที่ออกหุ้นสามัญเพิ่มทุน 310 ล้านหุ้น เสนอขายในราคา 5 บาท/หุ้น อัตราส่วน 12.50 หุ้นเดิมต่อ 1 หุ้นใหม่ โดยเปิดให้จองซื้อ 20 - 24 ธ.ค.นี้ และ แจกวอร์แรนต์ให้กับผู้เพิ่มทุน อีก 155.30 ล้านหุ้น อัตราส่วน 2 หุ้นเพิ่มทุนต่อ 1 วอร์แรนต์ โดยมีระยะเวลาใช้สิทธิไม่เกิน 3 ปี อัตราการใช้สิทธิ 1 วอร์แรนต์ ต่อ 1 หุ้น ที่ราคา 8 บาท/หุ้น 

เช่นเดียวกับ บมจ.อนันดา ดีเวลลอปเม้นท์ (ANAN) ที่ออกหุ้นสามัญเพิ่มทุน 833 ล้านหุ้น เสนอขายในราคา 1.55 บาท/หุ้น อัตราส่วน 4 หุ้นเดิมต่อ 1 หุ้นใหม่ โดยเปิดให้จองซื้อ 22 - 26 พ.ย.นี้ และ แจกวอร์แรนต์ให้กับผู้เพิ่มทุน อีก 833 ล้านหุ้น อัตราส่วน 1 หุ้นเพิ่มทุนต่อ 1 วอร์แรนต์ โดยมีระยะเวลาใช้สิทธิไม่เกิน 2 ปี อัตราการใช้สิทธิ 1 วอร์แรนต์ ต่อ 1 หุ้น ที่ราคา 1.65 บาท/หุ้น


*** 8 บจ.เพิ่มทุน PP มูลค่า 1.6 หมื่นล้านบาท


ส่วน บจ.ที่เพิ่มทุน PP มีทั้งหมด 8 บริษัท มูลค่ารวม 1.6 หมื่นล้านบาท ประกอบด้วย
 

8 บจ.เพิ่มทุนขาย PP เท่านั้น

ชื่อย่อหุ้น

จำนวนหุ้น (ลห.)

ราคา (บ./หุ้น)

มูลค่า (ลบ.)

วัตถุประสงค์

JMART

342

30.33

10,373

ชำระหนี้/ลงทุน

MORE

2,000

1.5

3,000

ลงทุน

DIMET

1,608

0.59

949

ทุนหมุนเวียน/ลงทุน

SSP

50

12.1

605

ลงทุนเพิ่ม

NEWS

30,000

0.018

540

ทุนหมุนเวียน/ลงทุน

UREKA

450

0.85

383

ลงทุน

HEMP

1,655

0.12

199

ทุนหมุนเวียน/ลงทุน

ROH

180

N/A

N/A

ทุนหมุนเวียน/ลงทุน

หมายเหตุ : ไม่รวมหุ้นเพิ่มทุนที่ออกเพื่อรองรับวอร์แรนต์


บมจ.เจ มาร์ท (JMART) เป็นบริษัท ที่มีมูลค่าการเพิ่มทุนแบบ PP สูงสุด 1 หมื่นล้านบาท จากการออกหุ้นสามัญเพิ่มทุน 342 ล้านหุ้น เสนอขายในราคา 30.33 บาท/หุ้น ให้กับ บมจ.วีจีไอ (VGI) จำนวน 206.24 ล้านหุ้น ที่ราคา 30.33 บาท/หุ้น และ เสนอขาย U จำนวน 136.11 ล้านหุ้น ที่ราคา 30.33 บาทหุ้น

พร้อมกันนี้ JMART ยังออกวอร์แรนต์ ให้กับ U อีก 42 ล้านหุ้น โดยมีอัตราการใช้สิทธิ 1 ใบสำคัญแสดงสิทธิ ต่อ 1 หุ้น ระยะเวลาไม่เกิน 3 ปี 9 เดือน ที่ราคาการใช้สิทธิ 30.33 บาท/หุ้น 

ขณะที่ อีก 1 บริษัท ที่เพิ่มทุนขาย PP มากกว่า 1 พันล้านบาท คือ บมจ.มอร์ รีเทิร์น (MORE) ที่ออกหุ้นสามัญเพิ่มทุน 2 พันล้านหุ้น เสนอขายในราคา 1.5 บาท/หุ้น ให้กับ  “เมย์พลัส 2005”  มีวัตถุประสงค์เพื่อชำระค่าสินแร่ที่ซื้อจาก “เมย์พลัส 2005”  เพื่อมาใช้ในการดำเนินธุรกิจ

ทั้งนี้ มีอีก 2 บจ.ที่ขายหุ้นเพิ่มทุน PP เพื่อเป็นการแลกหุ้น ประกอบด้วย บมจ.ยูเรกา ดีไซน์ (UREKA) ที่ออกหุ้นสามัญเพิ่มทุน 450 ล้านหุ้น เสนอขายในราคา 0.85 บาท/หุ้น ให้กับ  “แปซิฟิกโกลบอล” แทนการชำระค่าหุ้นของ "เอ.พี.ดับเบิลยู. อินเตอร์เนชั่นแนล" จำนวน 1.3 ล้านหุ้น

ปิดท้ายด้วย บมจ.เฮลท์ เอ็มไพร์ คอร์ปอเรชั่น (HEMP) ที่ออกหุ้นสามัญเพิ่มทุน 1,655 ล้านหุ้น เสนอขายในราคา 0.12 บาท/หุ้น ให้กับ  “MORE”  เพื่อชำระการซื้อหุ้น NMD จำนวน 249 ล้านหุ้น จาก MORE


*** วงการมอง บจ.เร่งตุนสภาพคล่องลงทุนช่วงเศรษฐกิจฟื้น


"ณรงค์เดช จันทรไพศาล" ผู้จัดการ ฝ่ายวิเคราะหลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ไอร่า มองว่า เป็นเรื่องปกติ ที่บจ.หลายแห่งทยอยประกาศเพิ่มทุนจำนวนมากในช่วงนี้ เนื่องจากเป็นช่วงที่บริษัทฯ หลายแห่งได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดโควิด-19 ทำให้กระแสเงินสดลดลง ส่งผลให้หลายบริษัท ต้องเพิ่มทุนเพื่อเติมสภาพคล่องใช้ในบริษัทรองรับการลงทุนช่วงเศรษฐกิจกำลังฟื้นตัว

สำหรับ การเลือกลงทุนในบริษัทที่ประกาศเพิ่มทุน แนะนำนักลงทุนพิจารณาวัตถุประสงค์ของบริษัทก่อนตัดสินใจเข้าลงทุน หากบริษัทใดเพิ่มทุน เพื่อนำเงินไปต่อยอดทางธุรกิจ และ มีแผนการลงทุนชัดเจน ยังคงน่าสนใจเข้าลงทุน แต่ควรเลือกจังหวะให้เหมาะสม เพราะโดยปกติ หลังเพิ่มทุน มักทำให้ราคาหุ้นของบริษัทดังกล่าวปรับตัวลงได้

แต่สำหรับ บริษัทที่ประกาศเพิ่มทุนเพื่อนำเงินมาหมุนเวียนสภาพคล่องในบริษัท อาจมีความน่าสนใจลงทุนน้อยกว่าบริษัทที่เพิ่มทุนเพื่อนำเงินไปขยายธุรกิจ อย่างไรก็ตาม หากสนใจลงทุนในบริษัทดังกล่าวจริง ควรพิจารณา ว่า แนวโน้มธุรกิจของบริษัทในระยะถัดไปมีแนวโน้มฟื้นตัวได้หรือไม่ หลังจากประกาศเพิ่มทุนไปแล้ว

ด้าน "กรภัทร วรเชษฐ์" ผู้อำนวยการ ฝ่ายวิจัยและบริการการลงทุน บล.โนมูระ พัฒนสิน มองว่า การเพิ่มทุนของหลายบริษัทในช่วงนี้เป็นเรื่องปกติ เนื่องจากโดยทั่วไป การเพิ่มทุนของบริษัทมักเกิดขึ้นหลังช่วงวิกฤติเศรษฐกิจ หรือ ภาพเศรษฐกิจเริ่มส่งสัญญาณฟื้นตัว ซึ่งบริษัทเหล่านั้น จะใช้การเพิ่มทุนเพื่อเตรียมเงินทุน สำหรับดำเนินธุรกิจต่อไป หลังจากก่อนหน้านี้ถูกผลกระทบจากวิกฤติเศรษฐกิจ ทำให้สภาพคล่องลดลง

สำหรับ หลักเกณฑ์ตัดสินใจเลือกลงทุนในหุ้นเพิ่มทุน แนะนำเลือกลงทุนในบริษัทที่มีวัตถุประสงค์เพิ่มทุน เพื่อนำเงินไปลงทุนเพิ่ม แต่นักลงทุนต้องประเมินว่า ธุรกิจของบริษัท ที่จะนำเงินไปลงทุน มีแนวโน้มฟื้นตัวได้เร็วแค่ไหนจากวิกฤติเศรษฐกิจ หรือถ้าเป็นธุรกิจใหม่ ก็ต้องประเมินว่า อยู่ในกลุ่มอุตสาหกรรม ที่เติบโตต่อไปได้ในระยะยาวหรือไม่ และ คุ้มค่ากับผลกระทบราคาหุ้นปรับตัวลง หลังการเพิ่มทุนมากแค่ไหน

ขณะที่ "ปิยะภัทร์ ภัทรภูวดล" ผู้อำนวยการ ฝ่ายวิเคราะห์การลงทุน บล.หยวนต้า (ประเทศไทย) มองว่า บริษัทที่เพิ่มทุนในช่วงนี้ ส่วนใหญ่ไม่ใช่บริษัทที่ได้รับผลกระทบโควิด-19 รุนแรงมากนัก จนทำให้สภาพคล่องในบริษัทลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งบริษัทที่ได้รับผลกระทบดังกล่าวรุนแรง เป็นกลุ่มบริษัท ที่ประกาศเพิ่มทุนไปตั้งแต่การแพร่ระบาดโควิด-19 ระลอกแรกแล้ว

ซึ่งการเพิ่มทุนในช่วงนี้ เกิดจากภาวะเศรษฐกิจที่เริ่มส่งสัญญาณฟื้นตัว ทำให้หลายบริษัทประกาศเพิ่มทุน เพื่อเตรียมเงินสำหรับลงทุนในช่วงที่เศรษฐกิจฟื้นตัว และเติมสภาพคล่องให้กับบริษัท ที่อาจถูกกระทบไปพอสมควร ในช่วงที่มีการแพร่ระบาดโควิด-19 ตั้งแต่ต้นปี 63 - ปัจจุบัน

สำหรับ การเข้าลงทุนในบริษัท ที่ประกาศเพิ่มทุน แนะนำนักลงทุนศึกษาข้อมูลจากเว็บไซต์ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) อย่างละเอียดเสียก่อน และพิจารณาว่า บริษัทเพิ่มทุนไปเพื่อวัตถุประสงค์ใด เช่นลงทุนเพิ่ม หรือ สวอปหุ้นให้กับธุรกิจใหม่ เป็นต้น ควรพิจารณาว่า มีความสมเหตุสมผล และความเป็นไปได้ในการเติบโตของการลงทุนมากแค่ไหน จึงค่อยตัดสินใจเข้าลงทุน

 

 







ข่าวหุ้นอื่นๆที่น่าสนใจ

RECOMMENDED NEWS

ข่าวหุ้นยอดนิยม

Refresh




LATEST NEWS

ข่าวหุ้นล่าสุด

Refresh

ดูข่าวทั้งหมด